ขัตติยา สวัสดิผล นำเสนอรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาสถานบันเทิง โดยเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องผ่าน 2 ประเด็นหลัก คือ การป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ และการสร้างผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจ ผ่านการแก้ไขช่องโหว่ด้าน Zoning นิยามกฎหมาย และปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขัตติยา สวัสดิผล เสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์สถานบริการโดยกำหนดนิยามที่ชัดเจน ปรับปรุงระบบ Zoning ให้ใช้คณะกรรมการจังหวัด และเสนอให้แยกอำนาจนายทะเบียนออกจากการกำกับดูแลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้ขยายอายุใบอนุญาตเป็น ๒ ปี และคงอายุขั้นต่ำผู้เข้าใช้บริการไว้ที่ ๒๐ ปี เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยไม่เพิ่มอายุพนักงานจาก ๑๘ ปี เนื่องจากเกรงผลกระทบต่อการจ้างงาน ขัตติยา สวัสดิผล เสนอปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดวันเวลาเปิดปิดสถานบริการ ให้สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวและประเภทสถานที่
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกัน การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นผู้นำเสนอ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้
เมื่อวันพุธที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๖ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวน ๓๕ ท่าน ให้ทำหน้าที่ในการศึกษาสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ สถานบันเทิงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอแนวทางในการที่จะปรับปรุงกฎหมาย ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน อันจะนำไปสู่การป้องกันปัญหาการเรียกรับ ผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐในอนาคต ท่านประธานคะ อย่างที่เราทราบกันว่า การควบคุมและการอนุญาตสถานบริการ ตามพระราชบัญญัติสถานบริการในปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยกฎระเบียบที่มีช่องโหว่ คลุมเครือ และยุ่งยากซับซ้อน อันเป็นการเปิดช่องให้ ผู้มีอำนาจสามารถที่จะใช้ดุลพินิจในการที่จะพิจารณาอนุญาตและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่รัฐในที่สุด ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นต้นทุน ที่ตกเป็นภาระกับบรรดาผู้ประกอบกิจการ และส่งผ่านผลกระทบต่อเนื่องไปถึงผู้บริโภค โดยปริยาย สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคขัดขวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเติบโตของธุรกิจ ด้านการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยอย่างร้ายแรง โจทย์ของกรรมาธิการชุดนี้ จึงมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ใน ๒ ประการด้วยกัน นั่นคือ ๑. การป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ ๒. ทำให้เกิดผลพลอยได้ในทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากการ ป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก่อนอื่นดิฉันอยากให้เพื่อนสมาชิก เข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่าการรับผลประโยชน์นั้นมีความหลากหลายและมีความซับซ้อน เป็นอย่างมาก ซึ่งต้องอาศัยการแก้ไขในหลายรูปแบบและหลายระยะ ทั้งในส่วนที่เป็น ช่องโหว่ของกฎหมาย เช่น การกำหนด Zoning ปัญหาการนิยาม ซึ่งเป็นสิ่งที่รายงานฉบับนี้ มุ่งหาคำตอบและช่องโหว่จากการกระทำอื่น ๆ ที่นำมาสู่การเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งไม่ได้ เกี่ยวกับสถานบริการโดยตรง เช่น ปัญหายาเสพติด การพนัน และการค้าประเวณี จากเป้าหมายในการปรับปรุงและลดช่องโหว่จากระเบียบที่เอื้อให้เกิดการเรียกรับ ผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงได้พิจารณาศึกษาปัญหา สถานบันเทิงและกำหนดถึงแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการป้องกัน การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกำหนดกรอบการศึกษาจำนวน ๕ ด้าน ดังนี้ ด้านแรก เป็นการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ด้านที่ ๒ เป็นการกำหนดถึงอายุของผู้ใช้บริการและอายุของพนักงานในสถานบันเทิง ด้านที่ ๓ เป็นการกำหนดวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ ด้านที่ ๔ เป็นการปรับปรุงบทกำหนดโทษ และด้านที่ ๕ เป็นการพูดถึงปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เก็บรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ สภาพปัญหาของสถานบริการจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้วิเคราะห์ปัญหา และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ส่วนราชการต่าง ๆ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ประกอบการธุรกิจ สถานบันเทิงในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่ เพื่อให้ ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะอย่างครอบคลุมทุกมิติ คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงขอ เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย รวมทั้ง เป็นการอุดช่องโหว่ของกฎหมายอันจะเป็นการลดการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเป็นการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยขอสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ค่ะ
ประเด็นแรก การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตให้ตั้ง สถานบริการ โดยเริ่มตั้งแต่กำหนดบทนิยามของคำว่า สถานบริการ ให้มีรูปแบบการประกอบ กิจการที่มีความหมายที่ชัดเจนและครอบคลุมถึงสถานประกอบการที่อาจดำเนินการ ไปในทางกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยกำหนดให้ สถานประกอบกิจการไม่ว่าจะมีสถานที่ตั้งที่เป็นการถาวรหรือชั่วคราว อยู่ในอาคาร หรือนอกอาคาร หรือเคลื่อนที่ได้ ก็สามารถเป็นสถานบริการได้ และกำหนดลักษณะรูปแบบ การดำเนินกิจการให้สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงในปัจจุบัน รวมถึงปรับปรุง กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดเขตท้องที่อนุญาต และงดออกใบอนุญาตตั้งสถานบริการ หรือที่เราเรียกว่า Zoning โดยการกำหนดเขตท้องที่อนุญาตตั้งสถานบริการในรูปแบบ คณะกรรมการจังหวัด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยการกำหนด ให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัดทำหน้าที่ในการออกหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการออกประกาศกำหนดเขตท้องที่อนุญาตให้ตั้งสถานบริการได้ในแต่ละจังหวัด รวมทั้ง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการในเขต จังหวัดของตน
ประเด็นต่อมา คณะกรรมาธิการเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการที่เกี่ยวข้องกับ การออกใบอนุญาตตั้งสถานบริการให้มีประสิทธิภาพ เกิดความสะดวกแก่ผู้ขอรับใบอนุญาต ประกอบกิจการสถานบริการให้มากขึ้น โดยเสนอให้มีนายทะเบียนเป็นผู้พิจารณา ออกใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ เป็นผู้พิจารณากรณีต่อใบอนุญาต พักใช้ เพิกถอน หรือพิจารณาและมีคำสั่งอื่นใดที่เกี่ยวกับใบอนุญาต อันเป็นการแยกหน้าที่ และอำนาจออกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะทำหน้าที่ในการตรวจตราและกำกับดูแล สถานบริการต่าง ๆ
นอกจากหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้เพื่อ ประกอบกิจการเป็นสถานบริการที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารแล้ว กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของสถานบริการแต่ละประเทศให้แตกต่างกันได้ โดยคำนึงถึง ความเหมาะสมของการดำเนินกิจการ สภาพแวดล้อมของท้องที่ที่สถานบริการตั้งอยู่ หรือความจำเป็นในการควบคุมดูแล เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงบทนิยามคำว่า สถานบริการ ที่จะครอบคลุมการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึง สถานบริการที่ไม่ใช่อาคารด้วย ยังมีข้อเสนอให้มีการให้บริการแบบ One Stop Service โดยสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตหลายใบในคราวเดียวกันได้ เพื่อให้การบริหารราชการ แผ่นดินมีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชน และการขยายอายุ ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการให้มีอายุ ๒ ปี จากเดิมที่ ๑ ปี เพื่อเป็นการอำนวย ความสะดวกแก่ผู้ประกอบกิจการ และเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการดำเนินการ ในปัจจุบัน
สำหรับประเด็นการกำหนดอายุของผู้ใช้บริการและอายุของพนักงาน ในสถานบันเทิงนั้น เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนแล้ว คณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นสมควรคงการกำหนดอายุของผู้เข้าใช้บริการ และผู้เข้าทำงาน ในสถานบริการไว้ตามเดิม คือ ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ยินยอม หรือปล่อยปละละเลย ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งไม่ได้ทำงานในสถานบริการนั้นเข้าไปในสถานบริการ ระหว่างเวลาทำการ และห้ามไม่ให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการ ในส่วนนี้เนื่องจากเห็นว่าหากแก้ไขโดยเพิ่มอายุของ ผู้เข้าทำงานเป็น ๒๐ ปีบริบูรณ์ จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและค่าครองชีพของบุคคลที่มี อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน ๒๐ ปีบริบูรณ์ จากเดิมที่ผู้นั้นสามารถเข้าทำงาน ในสถานบริการได้ ก็จะไม่สามารถเข้าทำงานได้ ซึ่งจะเป็นการกระทบสิทธิในการประกอบ อาชีพเกินสมควร
ท่านประธานคะ ในส่วนของการกำหนดวัน เวลาเปิดปิดของสถานบริการ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นควรให้ปรับปรุงกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดวัน เวลา เปิดปิดของสถานบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการท่องเที่ยว และประเภทของ สถานบริการ โดยพิจารณาจากที่ตั้งของสถานบริการว่าอยู่ใกล้กับแหล่งชุมชนหรือที่อยู่อาศัย ของประชาชนหรือไม่ ส่งผลกระทบทางด้านเสียงหรือด้านอื่น ๆ หรือไม่ โดยเสนอให้ กำหนดเวลาตามปกติของสถานบริการให้เปิดให้บริการได้ถึงเวลาไม่เกิน ๐๒.๐๐ นาฬิกาของ วันรุ่งขึ้น ส่วนจังหวัดหรือพื้นที่ที่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้เปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น
สำหรับประเด็นการปรับปรุงบทกำหนดโทษ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ เห็นควรปรับปรุงบทกำหนดโทษ โดยรวบรวมฐานความผิดทางอาญาและทางปกครอง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้ ๑. ประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ ๕๐) ๒. พระราชบัญญัติ สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ ๓. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๒/๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ ๔. บทกำหนดโทษตามประกาศกระทรวงมหาดไทย และกฎหมาย ลำดับรองที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำหนดโทษปรับเป็นพินัยเพิ่มเติม โดยนำมาบัญญัติไว้ ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่จะมีการยกร่างขึ้นใหม่ เพื่อความเป็นเอกภาพและ หลีกเลี่ยงการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่อาจนำมาซึ่งการทุจริตได้
และในส่วนสุดท้ายค่ะ นั่นคือปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ ของรัฐ คณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นว่า เมื่อมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการออก ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ กำหนดวัน เวลาเปิดปิดของสถานบริการ และบทกำหนดโทษ ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันแล้ว จะเป็นการช่วยลดการใช้ ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ อันเป็นช่องโหว่ให้เกิดการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย และจะเป็น การช่วยป้องกันปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
เพื่อนสมาชิกทุกท่านและประชาชนทุกคนสามารถศึกษารายละเอียดของ ข้อเสนอทั้งหมดได้จากเล่มรายงานฉบับสมบูรณ์ของทางคณะกรรมาธิการ ดิฉันและ กรรมาธิการทุกท่านหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานศึกษาฉบับนี้จะก่อให้เกิดการดำเนินการที่ เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป
ท่านประธานคะ การเรียกรับผลประโยชน์นั้นมีที่มาได้จากหลายสาเหตุ แต่ด้วยเหตุที่คณะกรรมาธิการชุดนี้มุ่งที่จะศึกษาและนำเสนอแนวทางจากการจัดการกับ ช่องโหว่ทางด้านกฎหมายนั้นเป็นมิติหลัก ทำให้รายงานฉบับนี้ยังอาจมีช่องโหว่ในการเสนอ แนวทางการแก้ไขปัญหาในมิติอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากมิติด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรา โดยตรง ตัวอย่างปัญหาหนึ่งที่สำคัญ ที่อยู่นอกเหนือจากมิติทางด้านกฎหมายของ สถานบริการนั่นก็คือ ปัญหาของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในพื้นที่ เพราะถึงแม้ว่าสถานบริการจะ ดำเนินและจดทะเบียนถูกต้อง และเปิด-ปิดตามเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายพื้นที่ยังคงมีเครือข่าย และมีผู้มีอิทธิพลที่คอยก่อกวนและเรียก ผลประโยชน์จากผู้ประกอบการอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางฝั่งของกระทรวงมหาดไทยก็ได้ให้ ความสำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การขึ้นทะเบียนผู้มีอิทธิพล และยังรวมถึง ช่องโหว่จากการกระทำอื่น ๆ ที่นำมาสู่การเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับ สถานบริการโดยตรง เช่น ยาเสพติด การพนัน และการค้าประเวณี ดังนั้น แม้ข้อเสนอในการ แก้ไขกฎหมายของรายงานฉบับนี้จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับสถานบริการ ในเบื้องต้นไปได้ค่อนข้างมาก แต่เรายังต้องอาศัย Jigsaw และแนวทางอื่นเข้ามาประกอบ ในระยะต่อไป เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่รอบด้าน ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณค่ะ