วราวุธ แจงนโยบายรองรับผู้สูงอายุ เหตุประชากรสูงวัยพุ่ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗

วราวุธ ศิลปอาชา ชี้แจงเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 13.5 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประชากร พร้อมระบุถึงบทบาทของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ 12 แห่ง ที่ยังคงดำเนินงานภายใต้กระทรวง พม. แม้ภารกิจส่วนใหญ่จะถูกถ่ายโอนไปยังท้องถิ่นแล้ว โดยเน้นหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูล ประสานสิทธิประโยชน์ ส่งเสริมการดูแลในชุมชน และพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ ทั้งยังหารือแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในด้านสุขภาพ จิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมเสนอแนวคิดนโยบายรองรับ เช่น การพัฒนาพื้นที่ดูแลผู้สูงอายุและเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได แต่ต้องพิจารณาความพร้อมด้านงบประมาณอย่างรอบคอบ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครับ ขออนุญาตตอบกระทู้ถามของ ท่าน สส. รักชนก ศรีนอก จากพรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานครนะครับ ก่อนอื่นต้องเรียนว่า ต้องขอบคุณที่ท่าน สส. ถามกระทู้นี้ เพราะว่าผมเองถ้าไม่ได้ไปศึกษาข้อมูลก็จะไม่รู้ ข้อมูลเกี่ยวกับการตอบคำถามของท่าน สส. ก็ต้องขอบคุณทางเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลมา

ประเด็นแรก ท่านประธานครับ ถูกต้องครับท่าน สส. ได้บอกว่าวันนี้เรามี ผู้สูงอายุอยู่ประมาณ ๑๓.๕ ล้านคน หรือประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้วของจำนวน ประชากร และในอนาคตอีกไม่นานก็จะเพิ่มเป็นถึง ๒๐ กว่าถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ ประเทศไทยของเรานั้นก้าวข้ามจาก Aged Society คือสังคมสูงอายุสมบูรณ์แบบกลายเป็น สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดหรือว่า Super Aged Society ในการนี้ต้องเรียนว่ากระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือกระทรวง พม. เราได้ทำงานเกี่ยวกับด้าน ผู้สูงอายุ ประเด็นที่ผมเองก็เพิ่งจะได้เข้าใจเพิ่งทราบเหมือนกันครับท่านประธาน ขออนุญาต เรียนไปถึงท่าน สส. คือว่าการดูแลหรือว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจริง ๆ บทบาทภารกิจในการดูแล ผู้สูงอายุนั้นได้มีการถ่ายโอนไปยังท้องถิ่นเมื่อปี ๒๕๕๒ หรือว่าประมาณ ๑๕ ปีที่แล้ว ทีนี้ศูนย์ที่ยังอยู่กับเราอีก ๑๒ ศูนย์ ที่ท่าน สส. ได้พูดเมื่อสักครู่นั้น ๑๒ ศูนย์นั้นมีอยู่ที่ ภาคกลาง ๔ ศูนย์ ก็คือบ้านบางแคที่ท่าน สส. ได้กล่าวไป มีอยู่ที่ปทุมธานี มีอยู่ที่อยุธยา แล้วก็มีที่ชลบุรีที่บางละมุง แล้วก็มีภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก ๓ แห่ง อยู่ที่บุรีรัมย์ ขอนแก่น แล้วก็นครพนม มีภาคเหนืออีก ๒ แห่ง อยู่ที่เชียงใหม่ แล้วก็ลำปาง แล้วก็ภาคใต้ อีก ๓ แห่ง อยู่ที่ภูเก็ต สงขลา แล้วก็ที่จังหวัดยะลานะครับ ข้อมูลเหล่านี้ถ้าหากว่าท่าน สส. ต้องการ เดี๋ยวผมจะให้ทางเจ้าหน้าที่ส่งให้นะครับ คราวนี้ ๑๒ ศูนย์นี้จากการที่เราไม่ได้มี หน้าที่ในการที่จะ Take care ผู้สูงอายุจริง ๆ เพราะว่าเราได้โอนถ่ายภารกิจนี้ไปให้กับท้องถิ่น เมื่อปี ๒๕๕๒ แล้ว คำถามคือว่าแล้วศูนย์ ๑๒ แห่งนี้คืออะไร ทำหน้าที่อะไรนะครับ ชื่อจริง ๆ ของศูนย์นี้ในขณะนี้ชื่อว่า ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งบริบทการทำงาน ของศูนย์ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีอยู่ประมาณ ๓-๔ หลักด้วยกัน

ภารกิจแรก จะเป็นศูนย์ในการที่จะจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบสถาบัน ก็คือการส่งเสริมระบบดูแลผู้สูงอายุ การเข้าถึงสิทธิของผู้สูงอายุ เพราะว่าวันนี้ผู้สูงอายุ หลายท่านยังไม่ทราบเลยว่าตนเองนั้นมีสิทธิอะไรบ้าง อันนี้จริง ๆ ก็ไม่ใช่ความผิดของ ผู้สูงอายุเพราะว่าแต่ละกระทรวง ยกตัวอย่างเช่น พม. นะครับ เราก็มีสวัสดิการแบบหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขก็จะมีสวัสดิการแบบหนึ่ง กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ก็จะมีสวัสดิการให้แบบหนึ่ง ดังนั้นผู้สูงอายุหลายท่านยังไม่ทราบว่า แต่ละหน่วยงานมีอะไรบ้าง ศูนย์นี้จะทำหน้าที่ให้ข้อมูล แล้วก็เป็นศูนย์กลางในการประสาน จัดการเรื่องสวัสดิการสิทธิต่าง ๆ ของผู้สูงอายุในชุมชนนะครับ

ภารกิจที่ ๒ ของศูนย์นี้จะเป็นการจัดสวัสดิการของผู้สูงอายุในชุมชนด้วยกัน เองนะครับ คือการไปดูว่าผู้สูงอายุนั้นมีมาตรฐานการใช้ชีวิต ศักยภาพของผู้สูงอายุใน ชุมชนนั้น มีการดูแลหรือมีการส่งเสริมมากน้อยเพียงใด แล้วก็มีการประเมินผลว่าในชุมชนนั้น ผู้สูงอายุได้มีการดูแลและมีการเข้าถึงสิทธิเพียงพอแล้วหรือไม่

ภารกิจที่ ๓ ของศูนย์นี้จะเป็นศูนย์การเรียนรู้แล้วก็ให้คำปรึกษา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะมาเอื้อในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุถ่ายทอดวิชาอาชีพ ภูมิปัญญา เพราะว่าวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธานว่าการที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและมีคน ที่อยู่ในวงจรการทำงานน้อยลงนั้น เราจำเป็นที่จะต้องได้ผลิตภาพหรือว่า Productivity จาก ผู้สูงอายุนะครับ ดังนั้นอีก ๑ บทบาทที่สำคัญของศูนย์นี้ก็คือการให้ความรู้ การให้คำปรึกษา ว่ามีเทคนิคใหม่ ๆ หรือเทคโนโลยีอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาให้กับผู้สูงอายุ

ส่วนสุดท้ายเป็นการให้บริการข้อมูลต่าง ๆ เป็น Data Center ให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งอันนี้ผู้สูงอายุอาจจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนะครับ เป็นการเก็บสถิติข้อมูลทางด้าน สวัสดิการด้านสังคม สถิติที่ผ่านมา การประเมินงานต่าง ๆ ซึ่งอันนี้เรียกว่าเป็นบริบทของ ศูนย์ในวันนี้

ทีนี้การพัฒนาของศูนย์ไปในอนาคตนะครับ ที่ท่าน สส. มีความเป็นห่วง ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ การพัฒนาเอาของศูนย์นี้ก่อนนะครับ เราจะมีทั้งเรื่องมิติเรื่อง สุขภาพ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุนั้นมีเรียกว่า โสตในการฟัง ในการอ่านหนังสือ ในการ เล่นเกม ในการออกกำลังกาย ซึ่งมิติทางด้านสุขภาพนั้นเราพูดถึงการที่จะทำให้ผู้สูงอายุ มีช่วงปลายที่ Active ขึ้น ไม่ใช่นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรขึ้นมานะครับ แล้วมันก็จะเป็น การป้องกันโรคต่าง ๆ นะครับ การใช้สมอง การใช้ร่างกายอยู่เรื่อย ๆ นั้นก็จะป้องกันไม่ให้ ผู้สูงอายุนั้นเจอสภาพซบเซาแล้วก็ร่างกายเสื่อมโทรมไปในที่สุด มิติต่อมามีการพัฒนา เกี่ยวกับเรื่องด้านสภาพแวดล้อม การดูแลสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ รวมไปถึง มิติเรื่องเศรษฐกิจที่เราพูดถึงว่าจะส่งเสริมอาชีพ สอนให้ผู้สูงอายุนั้นผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกมานะครับ รวมไปถึงมิติทางด้านสังคมที่ให้ผู้สูงอายุนั้น ได้มีกิจกรรมร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ กับผู้สูงอายุรายอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุนั้นเฉาในบั้นปลายของชีวิต

ซึ่งนอกจากนั้นแล้ว ท่าน สส. ถามประเด็นเกี่ยวกับเรื่องยกตัวอย่างเช่น บ้านบางแค อันนี้ในบริบทของกระทรวง พม. ในขณะนี้ผมได้ขอให้ทางการเคหะแห่งชาติ ดูพื้นที่ของการเคหะเองว่ามีพื้นที่ใดบ้างที่เหมาะสมในการที่จะพัฒนาให้กลายเป็น คล้าย ๆ กับบ้านบางแคครับ เพื่อที่จะสามารถรองรับผู้สูงอายุได้มากขึ้น ส่วนเบี้ยของ ผู้สูงอายุในขณะนี้จ่ายกันเป็นระบบเรียกว่าขั้นบันได ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท และ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งขั้นตอนการจ่ายก็คืออายุ ๖๐ ขึ้นไปก็จะ ๖๐๐ บาท ๗๐ ขึ้นไป ๗๐๐ บาท ๘๐ ขึ้นไปก็ ๘๐๐ บาท แล้วก็ ๙๐ ขึ้นไปก็จะเป็น ๑,๐๐๐ บาท แล้วในขณะนี้การให้เรายัง ไม่ได้ให้แบบถ้วนหน้า เรามีผู้สูงอายุ ๑๓.๕ ล้านคน เราให้กันอยู่ที่ประมาณ ๑๐ ล้านคน อยู่ในขณะนี้ ซึ่งใช้เม็ดเงินอยู่ที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๆ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มีแนวคิดที่อยากจะขอขยายเบี้ยผู้สูงอายุขึ้นไปเป็นหนึ่ง ๑,๐๐๐ บาทและถ้วนหน้า ซึ่งตรงนี้ ผมเองก็เห็นด้วย แต่ว่าข้อจำกัดทางด้านงบประมาณแม้แต่ปี ๒๕๖๘ ที่เรากำลังดูอยู่เช่นกัน เพราะว่าด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เรามีอยู่ในขณะนี้ให้เป็นขั้นบันไดแบบไม่ถ้วนหน้า เราใช้เงิน อยู่ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกประมาณ ๕ ปีจากนี้ไปครับ ถ้าเรายังใช้มาตรการนี้อยู่ คือไม่ถ้วนหน้าและเป็นขั้นบันได จาก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นเป็น ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าหากว่าเราเพิ่มเป็น ๑,๐๐๐ บาทถ้วนหน้า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะเพิ่มเป็น ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐-๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่คงต้องพิจารณาถึง สถานะทางการเงินและการคลังว่าเราพร้อมที่จะจ่ายมากน้อยแค่ไหน เบื้องต้นก็ขออนุญาต นำเสนอข้อมูลตามที่ท่าน สส. ซักถามมาในข้อแรก ขอบพระคุณครับ