กฤช ศิลปชัย ชื่นชมรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ระยองบ่อย พร้อมตั้งกระทู้ถามถึงความเป็นธรรมในการเยียวยาผู้ประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 โดยตั้งข้อสังเกตการจ่ายชดเชยครั้งเดียวไม่เพียงพอ ซ้ำยังมีปัญหาการจำกัดสิทธิในเอกสารยินยอมและการไม่ได้รับข้อมูลล่วงหน้าของชุมชน จึงเรียกร้องให้มีการตั้งคณะทำงานตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใสและความยุติธรรมให้ทุกฝ่าย
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีครับ ที่ให้เกียรติสละเวลาของท่าน มาตอบกระทู้ถามของผมในครั้งนี้ แล้วก็ขอชื่นชมท่านรัฐมนตรีนะครับที่ท่านก็ลงไปพื้นที่ จังหวัดระยองบ่อย เพราะว่าระยองนี่ก็มีปัญหาหลายอย่างนะครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ ผมจะเข้าสู่คำถามผมจะต้องขออนุญาตท่านประธานในการใช้เวลาสักเล็กน้อย แต่ว่าทั้งนี้ จะอยู่ในกรอบระยะเวลาของผมเพื่อให้ทางท่านประธานได้รับทราบข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน
วันนี้ผมก็จะขอตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ตามที่รัฐบาลได้มีการดำเนินการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ ๓ ได้ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล ซึ่งมีผลกระทบต่อ พี่น้องประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านโดยตรง ทำให้สูญเสียพื้นที่ทำกิน ส่งผลให้ จำนวนสัตว์น้ำลดน้อยลง ต่อมาก็ได้มีการร้องเรียนของพี่น้องประชาชนผู้ประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้านไปยังศูนย์ดำรงธรรมแล้วก็จังหวัดระยอง จนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งชื่อว่า คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ ๓ เพื่อที่จะเสนอต่อกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนหลักประกัน ความเสียหายฉุกเฉินและพัฒนาคุณภาพชีวิตในการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา คณะทำงานชุดนี้ ได้ทำงานจนแล้วเสร็จใช้เวลาประมาณ ๑ ปีกว่า ๆ ก็ได้หลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเข้ามา แบ่งออกเป็น ๓ ด้านครับ ด้านแรกคือด้านของการ ทำประมง ก็มีการกำหนดให้เป็นจำนวนเงิน ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ภายใน ระยะเวลาก่อสร้างก็คือ ๓ ปี ส่วนข้อที่ ๒ เป็นด้านค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ อันนี้จะจ่าย เป็นครั้ง ถ้ากรณีเครื่องมือประมงได้รับความเสียหาย ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาทต่อครั้ง ข้อที่ ๓ การชดเชยค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องออกเรือไปไกลขึ้น อยู่ที่ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ต่อเดือนเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าเราดูทั้ง ๓ ข้อนี้ เราจะเห็นว่าจำนวนเงินที่จ่าย ต่อเดือนขั้นต่ำที่สุด ผมคิดแค่ข้อ ๑ กับข้อ ๓ ก็จะเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน เป็นเวลา ๓ ปีจะเท่ากับเงินประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว หรือต่อเรือ ๑ ลำ ทีนี้ปัญหา ก็คือว่าเมื่อคณะทำงานได้พิจารณาหลักเกณฑ์อันนี้ส่งให้กรรมการบริหารมูลนิธิแล้วก็ไม่ได้มี การพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาตามนี้ สุดท้ายก็ไปตัดสินใจจ่ายเงินเยียวยา ๑๐๐,๐๐๐ บาท แบบครั้งเดียวจบ จะเห็นว่ามันมีความแตกต่างกันของจำนวนเงินที่มีการชดเชยเยียวยา และในหนังสือยินยอมที่ให้พี่น้องผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในข้อที่ ๓ ก็ดันไปเขียนว่า ภายหลังจากรับเงินแล้วก็ห้ามที่จะมีการดำเนินคดี ร้องทุกข์ ร้องเรียน ร้องขอใช้สิทธิทางศาล หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการร้องขอให้มีการเยียวยาเพิ่มเติมอีก นั่นหมายความว่านี่มันเป็นการไปจำกัดสิทธิของพี่น้องประชาชนเขาหรือไม่ แล้วในรายงาน EHIA ของโครงการท่าเรือมาบตาพุดกับท่าเรือแหลมฉบังมันมีความแตกต่างกันอยู่นิดหนึ่ง คือว่าของมาบตาพุดพี่น้องประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการเข้าไปประเมินความเสียหายอย่าง ครอบคลุมและครบถ้วนนะครับ เดี๋ยวขอสไลด์ต่อไป
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ในสไลด์นี้ท่านประธานจะเห็นว่าอันนี้เป็น จุดตั้งของกลุ่มประมงพื้นบ้านในบริเวณพื้นที่โดยรอบนะครับ สีเขียวๆ คือกลุ่มที่ได้รับเชิญ ไปร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็นของบริษัทที่ปรึกษา แต่สีแดง ๆ นี่ ๑๒ กลุ่มประมง ไม่รู้ข่าวสารเลยครับ มารู้อีกทีคือจะก่อสร้างแล้ว จึงเกิดการเรียกร้องความเป็นธรรมขึ้นมา จนเป็นการจ่ายเงินที่ผมได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ว่า สุดท้ายก็จ่าย ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น คำถามข้อที่ ๑ ก็อยากจะถามทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยท่านรัฐมนตรีครับว่า การนิคม อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและกองทุนหลักประกันความเสียหายฉุกเฉินใช้หลักเกณฑ์ ในการพิจารณาเงินเยียวยา ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างไรครับ ๑๐๐,๐๐๐ บาทนี้มีการประเมิน ความเสียหายตามหลักวิชาการและข้อมูลต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เป็นธรรมหรือไม่ และเหตุใด ยังไประบุข้อความในข้อที่ ๓ เมื่อสักครู่นี้เหมือนเป็นการจำกัดสิทธิพี่น้องประชาชนในการที่ จะพิสูจน์ความเสียหายจากโครงการครับ ซึ่งความเสียหายได้รับผลกระทบมากกว่า เงินเยียวยา เป็นการจำกัดสิทธิเขาหรือไม่ อย่างไร ผมขออนุญาตเพิ่มเติมไปเลยทีเดียวนะครับ ท่านรัฐมนตรีจะได้ตอบทีเดียว แล้วท่านรัฐมนตรีครับ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ ท่านจะสั่งการให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา คือตอนนี้ในพื้นที่มันมีความเห็นไม่ตรงกัน ทางหน่วยงานของท่าน ทางการนิคมก็บอกว่าเป็นธรรมเยียวยาแล้ว ท่านตอบมาที่ คณะกรรมาธิการของผม หนังสือการนิคมเมื่อประมาณสัก ๒ เดือนที่ผ่านมา แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ผมได้อภิปรายกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชนมันยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ผมคิดว่า เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับที่ท่านรัฐมนตรีจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ สักทีหนึ่ง แล้วก็จะได้สร้างความเป็นธรรม แล้วก็เป็นที่ยอมรับให้กับทุกคนครับท่านประธาน คำถามที่ ๑ ครับ