จุลพันธ์ อภิปรายกลไกงบประมาณ ยืนยัน Digital Wallet ตามกรอบกฎหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือประเด็นที่สมาชิกสภาซักถามและทิ้งคำถามไว้หลายข้อ ก่อนจะอภิปรายเรื่องกลไกงบประมาณตาม พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง โดยยืนยันว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Digital Wallet เป็นไปตามกรอบกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค พร้อมชี้แจงข้อกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณว่าเป็นไปได้หากจัดเก็บภาษีพลาดเป้าแต่อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายรองรับได้

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จะพยายามตอบประเด็นที่มีท่านสมาชิกได้ซักถาม แล้วก็ทิ้งประเด็นไว้หลายประเด็น พอสมควรนะครับ

ข้อแรกเลยนะครับ มีเพื่อนสมาชิกก็สอบถามพอสมควรนะครับ เมื่อสักครู่นี้ อย่างท่านศิริกัญญาก็บอกว่ามีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานะครับ ครั้งล่าสุดนี้เปลี่ยนเรื่องของ แหล่งงบประมาณนะครับ ในเรื่องของมาตรา ๒๘ ออกนะครับ ก็เห็นใส่ชุดเขียวนึกว่ามาเชียร์ ธ.ก.ส. นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า กลไกที่เปลี่ยนเป็นข้อเสนอของทางส่วนงาน ที่เกี่ยวข้องนะครับ หลังจากไปดูในรายละเอียดมาแล้วว่าสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้ งบประมาณที่มีอยู่ ก็จึงเป็นกลไกซึ่งทางคณะอนุกรรมการกำกับซึ่งผมเองได้นั่งเป็นประธาน อยู่ได้ดำเนินการในการนำข้อเสนอนี้มายังคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณา แล้วก็ได้มีมติ เห็นชอบไปแล้วนะครับ ก็เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแหล่งเงินเพื่อให้มีความเหมาะสมขึ้น ถ้าถามว่าทำไมมันมีหลายส่วน ๑. คือหลังจากเวลาผ่านล่วงเลยมาระยะหนึ่งนะครับ เราเริ่มเห็นสภาพในเรื่องของการบริหารจัดการงบโดยสิ่งที่เรียกว่าการบริหารทางการคลัง สามารถบริหารจัดการได้รองรับได้นะครับ เราจึงได้มีความเห็นเช่นนั้น ๒. คือในเรื่องของกลไก ที่จะใช้มาตรา ๒๘ ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า กลไกนี้ สามารถดำเนินการได้ครับ เท่าที่ไปดูมาแล้วหน่วยงานไม่ได้มีปัญหาหรือข้อขัดข้องใด ในการที่จะใช้หน่วยงานของรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ในการดำเนินการ อันนี้ไม่ได้มีประเด็นปัญหานะครับ แต่ว่าหลังจากไปดูรายละเอียดเราก็คิดว่ามันอาจจะจำเป็นต้องมีข้อจำกัดเพิ่มเติมสำหรับ การใช้หากเป็น ธ.ก.ส. อันนี้ก็เรียนด้วยความเคารพเพื่อให้รับทราบตรงกันนะครับ ในเรื่อง ของการใช้มาตรา ๒๘ นี้มันอาจจะมีความจำเป็นจะต้องไปบอกว่า หากใช้แล้วจะต้องจำกัด อยู่ในกลุ่มสินค้าที่มันเป็นปัจจัยการผลิต เป็นต้น ซึ่งเราไม่ต้องการ เพราะเรารู้ว่าพี่น้อง เกษตรกรนี้มีความลำบากที่สุด เป็นกลุ่มที่ต้องการเงินนี้มากที่สุด เอาไปใช้ในการลงทุน เอาไปซื้อในเรื่องของปัจจัยการผลิตก็ตาม แต่ถ้าเราไปใส่ข้อจำกัดที่มากกว่าอีกกลุ่มหนึ่งให้เขา พวกผมในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารเราก็ไม่ต้องการ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราได้คิดว่าเมื่อมันมี ช่องทางอื่นในการดำเนินการได้เราก็เปลี่ยน มีข้อห่วงใยในเรื่องของการเปลี่ยนในเรื่องของ กรอบเวลา ในเรื่องของรายละเอียดโครงการในระยะทางที่ผ่านมา ผมยอมรับว่ามีการ เปลี่ยนแปลงจริง แต่อย่างไรก็ตามเรายืนยันในกรอบเวลาครั้งนี้ เราก็ยืนยันมาตั้งแต่ ช่วงประมาณ ๔-๕ เดือนที่ผ่านมาว่าปลายปีนี้เงินถึงมือพี่น้องประชาชนแน่นอน ก็ยังยืนยัน ในกรอบเวลานี้อยู่ ถึงแม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดบ้าง เรื่อง Negative List ก็ตาม เรื่องของแหล่งเงินมีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่ยืนยันกับท่านสมาชิกทุกคนว่าขณะนี้ เราเดินหน้ามาจนถึงจุดที่เราสามารถยืนยันได้ว่า ระบบเราสามารถเสร็จได้ทัน ในเรื่องของตัวเงิน เองเราสามารถมีเพียงพอในการที่จะดำเนินโครงการ ซึ่งมีขนาดโครงการถึง ๕๐ ล้านคน หรือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ทันในกรอบเวลาแน่นอนนะครับ

มีการอภิปรายในเรื่องของกลไกด้านงบประมาณต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง แล้วก็ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ผมก็ต้องขอบคุณที่ท่านสมาชิก ได้ชี้แจงแทนทางรัฐบาล ท่านออกมาพูดทั้งหมดนี่ท่านก็บอกว่ามีความสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อ กฎหมายหรืออะไรก็ตาม คำว่า สุ่มเสี่ยง ก็ชัดเจนอย่างหนึ่งว่าท่านก็รู้ว่ามันไม่ได้ผิด มันเป็นไปตามกรอบ ตัวเลขที่ท่านยกมาทั้งหมดนี่ท่านก็ชี้แจงแทนผมแล้วว่าทั้งหมด อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลัง แล้วก็เป็นไปตามกระบวนการวิธีการงบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งผมก็ต้องเรียนต่อท่านสมาชิกทุกท่านว่า กระบวนการที่ทำนี่นะครับ มันไม่ใช่รัฐบาล หรือ ครม. นั่งคิดกัน ๓ คน ๕ คน มันไม่ใช่นะครับ มันผ่านกระบวนการพิจารณาจาก ส่วนงานราชการจำนวนมาก ความเห็นที่จะต้องเข้าสู่ ครม. หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม ในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ทุกคนพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบ ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ยืนยันว่าทั้งหมดมันเป็นไปตามกรอบของกฎหมายเราถึงได้เดินมาทางนี้ เพราะฉะนั้น ผมยืนยันกับท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกทุกท่านว่า กระบวนการที่เราทำทั้งหมดนี้ เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย สักพักหนึ่งเดี๋ยวคงจะมีท่านรัฐมนตรีท่านอื่นขึ้นมาช่วยอธิบาย ในเรื่องของกรอบกฎหมายทั้งหมดเพื่อให้มันเกิดความชัดเจนนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า วันนี้นโยบายนี้เรายืนยันว่าเราต้องการเดินหน้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำความเข้าใจตรงกัน ก่อนนะครับว่านี่ไม่ใช่นโยบายในการสงเคราะห์พี่น้องประชาชน เราจะไม่พูดกันถึงเรื่องของ กลุ่มเปราะบางหรืออะไร วันนี้ถ้ายังเถียงกันอยู่ในเรื่องของว่าวิกฤติหรือไม่ พวกผม เคยยกสถานการณ์ให้ดูแล้วว่าสถานการณ์เศรษฐกิจมันไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีตั้งแต่วันที่เรารับ การเป็นรัฐบาลมานี่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวก็ชี้ชัด เพื่อนสมาชิกจากฝ่ายค้านหลายคน ก็บอกว่ามันดีอยู่ มันกำลังเติบโตอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่เราเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้มา หลายปีนะครับ ในขณะนี้เราโตต่ำที่สุดในอาเซียน ผมต้องเรียนต่อเพื่อนสมาชิกว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก และมีความจำเป็นจะต้องกระตุ้น เศรษฐกิจเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้ และอย่างที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่ กลไกนี้ไม่ใช่กลไกในการมาสงเคราะห์ประชาชน วันนี้รัฐบาลใช้พี่น้องประชาชนเป็นกลไก ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นั่นก็คือเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ให้ถึงมือ พี่น้องประชาชน แล้วประชาชนเป็นคนใช้ ผมต้องเรียนต่อท่านว่าเราต้องให้ความเชื่อมั่นกับ ประชาชนว่า ประชาชนได้เงินไปแล้วเขาจะไปใช้จ่าย เขาจะไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ของเขา และเริ่มในการลงทุนประกอบอาชีพ ทำมาหาเลี้ยงตัวเอง นี่คือกลไกที่เราได้กำหนดไว้ และข้อจำกัดที่มีอยู่นะครับ ข้อจำกัดที่มีอยู่ในรายละเอียดของโครงการนี้ ผมยืนยัน กับท่านสมาชิกว่าไม่เคยมีนโยบายของรัฐใด ๆ ในอดีตที่จะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจสูงเท่า นโยบายนี้ ด้วยข้อจำกัดที่เราใส่เข้าไปในเรื่องของสินค้าที่ซื้อได้และซื้อไม่ได้ ด้วยข้อจำกัด เรื่องของพื้นที่ก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นกลไกที่เติมเข้าไปเพื่อให้การที่เม็ดเงินที่เติมเข้าไป มันจะสามารถมีผลในการไปหมุนเวียนในเรื่องของเศรษฐกิจได้มากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถ ทำได้นะครับ ผมยืนยันนะครับว่าสิ่งที่พูดมาหลายสิ่งนี้มันก็อาจจะเป็นความเข้าใจที่แตกต่าง อาจจะเป็นมุมมองที่ต่างกันนะครับ พวกผมยังเชื่อมั่นในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้สามารถลืมตาอ้าปาก เศรษฐกิจเติบโตในที่สุดเราก็สามารถมีขนาด GDP ที่ใหญ่ขึ้น การจัดเก็บภาษีที่มากขึ้นก็จะหมุนวนกลับมาในการแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ประชาชนต่อ ๆ ไป อันนี้เป็นความเชื่อที่มาจากคนละมุมนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า กลไกที่ผมจำเป็นจะต้องชี้แจงต่อท่านสมาชิกอีกเรื่องหนึ่งนะครับ มีความเป็นห่วงว่า เราตั้งงบประมาณในการขาดดุลนี่สูงเกือบเต็มเพดาน อันนี้เป็นข้อเท็จจริง ผมก็ต้องพูดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของกลไกทางงบประมาณนะครับ ผมต้องชี้แจงก่อน ผมเข้าใจว่าท่านรู้นะครับ แต่ท่านอาจจะตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ ไม่ใช่ว่าท่านไม่รู้หรอก เพราะอะไรครับ เพราะกลไกของเรานี่เรามีพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ เรามี พ.ร.บ. ในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลัง มันสามารถรองรับสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบครับ ไม่อย่างนั้นประเทศไทยไม่อยู่มาได้จนถึงวันนี้หรอก เพราะเราผ่านวิกฤติ เราผ่านเหตุการณ์ อะไรมาหลายครั้งหลายหน พ.ร.บ. เหล่านี้มีการปรับแก้ มีการต่อเติม มีการพัฒนา Evolve ของตัวเองมาจนถึงปัจจุบันนี้สามารถรองรับได้ทุกสถานการณ์นะครับ ผมยืนยันอย่างนี้ วันนี้ในกรณีที่รัฐบาลหากเกิดการจัดเก็บพลาดเป้านะครับ ผมใช้คำว่าหากนะครับ ไม่ใช่บอกว่า จัดเก็บพลาดเป้านะครับ หากจัดเก็บพลาดเป้าอย่างแรกเลยท่านก็ยกตัวเลขมาบอกว่า ๒๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ใช่ตัวเลขจริงนะครับ อันนั้นอาจจะเกิดจากการประมาณการ อันนี้ผม เข้าใจได้ เพราะว่าท่านอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้ข้อมูลเท่าพวกผม ซึ่งก็คงจะมีการชี้แจงต่อไป นะครับ เราก็มีการทำงานในหลายหน้างานในเรื่องของการดูในเรื่องของการจัดเก็บ อันนี้ แน่นอนครับ แต่อย่างไรก็ตามผมเรียนกับท่านอย่างนี้ว่า ในกรณีใด ๆ ก็ตามไม่เคยมีนะครับ ในอดีตประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันที่ตั้งงบประมาณแล้วบอกว่าจะจัดเก็บได้ ๑ ล้านล้านบาท แล้วเก็บได้ ๑ ล้านล้านบาท เป๊ะ มันไม่มีนะครับ บางปีก็จัดเก็บได้เกิน บางปีก็จัดเก็บได้ขาด มันเป็นเรื่องปกตินะครับ ถ้าท่านทำงานเอกชนท่านทำบริษัทท่านจะรู้ การประมาณการต้นปีกับตัวเลขที่เกิดขึ้นแท้จริงในปลายปีบางปีก็เกิน บางปีก็ขาด ซึ่งเรามีหน้าที่ ในการบริหารจัดการให้มันใกล้จริงที่สุดหรือเกินมากที่สุดในข้อเท็จจริงนะครับ เราก็ต้อง พยายามให้มันจัดเก็บได้มากที่สุด อันนี้มันเป็นกลไกปกติ แต่กลไกทาง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ แล้วก็เรื่องของ พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง ในการรองรับกรณีใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเกินหรือจะขาด มันมีกลไกของมันครับ ตัวเลขที่หากจะจัดเก็บพลาดเป้า หรือเกินเป้าอย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีนัยสำคัญมันก็มีกลไกรองรับเข้ามา ซึ่งมันสามารถเดินหน้าได้ ไม่มีเหตุการณ์ที่ท่านเป็นห่วงนะครับว่า ปลายปีงบประมาณพอขาดดุลเต็มเพดานแล้ว ไม่สามารถกู้เพิ่มได้ สุดท้ายจะต้องมีโครงการหรือมีหน่วยงานไหนมาขอเงินในช่วงปลายปี แล้วจะไม่ได้เงินหรือจะไม่สามารถเบิกจ่ายได้ อันนี้ไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแน่นอน เพราะว่า กลไกของ พ.ร.บ. ของเรามันค่อนข้างครบถ้วนนะครับ

ในส่วนของข้อห่วงใยในเรื่องของเม็ดเงิน อันนี้เป็นข้อห่วงใยที่มีการพูดกัน ท่านสมาชิกก็บอกว่าเม็ดเงินจริงมันยังไม่มี อันนี้ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ก็คงเข้าใจ ตรงกัน นี่คือสาเหตุที่เรามาที่สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้นะครับ กลไกในการจะทำโครงการ ใด ๆ ก็ตามต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ วิธีการ และกฎหมาย นี่คือสาเหตุที่เรามารวมตัวกัน แล้วก็ประชุมกันในเรื่องของ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติม หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่ากลไก ที่เราทำอยู่นี้เป็นกลไกในการเดินหน้าเพื่อที่จะอนุมัติกรอบวงเงิน ให้กับโครงการที่เกิดขึ้น ท่านบอกว่าวันนี้ไม่มีเม็ดเงินรองรับ พูดอย่างนั้นก็ถูกครึ่งหนึ่ง เพราะอะไรครับ เพราะวันนี้เราพิจารณาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือการพิจารณาในชั้น ของกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ. งบปี ๒๕๖๘ ก็ทำกันไปแล้ว แล้วก็อยู่ในชั้นของกรรมาธิการ เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นตามกรอบเวลา ซึ่งแน่นอนว่าต้องก่อนเดือนตุลาคม วันนั้นหากสภา ให้ความเห็นชอบทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มันก็ประกาศใช้เป็นกฎหมาย นั่นก็คือ จะมีเม็ดเงินเต็มจำนวนมารองรับสำหรับการบริหารจัดการ ข้อขัดแย้งที่ท่านเป็นห่วง ในเรื่องของรัฐบาลเองว่ามีการให้ข้อมูลหรืออะไรก็ตาม ซึ่งท่านยกตัวอย่างมาค่อนข้างตลก ในเรื่องของวันที่ที่พวกผมประกาศกันนี้ว่ามันเป็นวันที่ ๑ สิงหาคมในการลงทะเบียน ผมก็เรียนด้วยความเคารพครับ มันเป็นเรื่องเล็กมาก รัฐบาลไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ กัน แล้วก็ ทุกฝ่ายนี้มีการพูดคุยกันตลอด ทุกคนรู้เท่ากัน ท่านอาจจะรู้น้อยกว่า อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าท่านไม่ได้อยู่ในการประชุมกับพวกผม แต่เราก็มีหน้าที่มาอธิบายให้ท่านฟังในวันนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ผมต้องเรียนว่ามันเป็นกลไกที่เราได้กำหนดขึ้นมานะครับ

ส่วนประเด็นที่ท่านถามว่าทำไมถึงมีข้อสงสัยในสังคมหลาย ๆ ข้อนะครับ ผมฟังข้อสงสัยหลายข้อผมก็เรียนด้วยความเคารพนะครับ ผมเพิ่งฟังครั้งแรกจากท่านผู้อาวุโส ท่านได้อภิปรายในเรื่องของข้อห่วงใยในการทุจริตของรัฐ ผมทำเรื่องนี้มาเกือบปี ผมก็เรียน ด้วยความเคารพ ผมยังไม่เคยได้ยินนะครับ เพราะอะไรครับ เพราะนโยบายนี้จ่ายเงินตรง กับพี่น้องประชาชนผูกกับบัตรประชาชนมีผู้รับ ๑ ต่อ ๑ ทุกคน จะมีคนรับเงิน ๑ คน ต่อ ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นโครงการนี้ในการทุจริตของฝ่ายภาครัฐนี้ผมยังมองช่องทาง ไม่ออก ผมก็ดูอย่างละเอียด แล้วเราก็เป็นห่วงในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน ก็ได้ยินจากท่าน เป็นคนแรกว่ามีข้อห่วงใยในเรื่องของการทุจริต ผมก็ยืนยันว่าไม่มี รัฐบาลนี้ไม่มี และเราดู อย่างละเอียดรอบคอบ ส่วนการทุจริตในเรื่องของผู้รับเงิน อันนี้เป็นข้อห่วงใยหนึ่งครับ หมายความว่าอะไร หมายความว่ากลไกที่เติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทเข้าไปแล้ว เอาไปใช้ผิดประเภท ผิดวัตถุประสงค์ หรือไปทำอะไรที่ผิดไปจากกลไกที่เรากำหนดไว้ โครงการในอดีตถามว่า เคยเกิดไหม เคยเกิด อันนี้ก็ยอมรับ เคยเกิดอย่างไร เช่น ในอดีตมีการที่ให้เงินไปแล้วไม่ได้ซื้อ สินค้าจริง แต่แลกเป็นเงินสดออกมา อันนี้เคยเกิดขึ้น แต่เหล่านั้นรัฐสามารถดำเนินการ ตามกฎหมาย คือไปติดตามฟ้องร้องคืนได้ สิ่งที่เราใส่ข้อกำหนดไปในครั้งนี้ก็คือเราไม่ต้องการ ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก ในกรณีที่ใครก็ตามเคยกระทำผิดข้อจำกัดของรัฐในเรื่องของรายละเอียด โครงการต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วมีคดีความเป็นฟ้องร้อง แล้วก็เรียกเงินคืนกันแล้ว คนเหล่านั้น จะถูกตัดสิทธิจากโครงการนี้เช่นเดียวกัน เพราะเราก็เป็นห่วงในเรื่องของการใช้ผิดประเภท ในเรื่องของการใช้ที่มันเป็นการทุจริต เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่าโครงการนี้เราป้องกันเรื่องของ การทุจริตคอร์รัปชันอย่างเต็มที่นะครับ

ในประเด็นที่บอกว่าทำไมถึงไม่แจกเป็นเงินสด ทำไมถึงไม่ใช้ Application เก่า ทำไมถึงให้คนที่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป บางประเด็นเหล่านี้ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ๑๖ ปีขึ้นไปนี้ ท่านค่อนข้างใช้คำรุนแรงนะครับ ท่านบอกว่าเพราะว่า ๑๖ ปี อีก ๒ ปีมันจะเลือกตั้งได้ ถ้าคิดอย่างนั้นพวกผมกำหนด ๑๔ ปีครับ เพราะ ๑๔ ปีพอถึงเวลาหมดสมัยของรัฐบาลชุดนี้ เลือกตั้งได้พอดีเลยครับ แต่พวกผมไม่ทำนะครับ ไม่ใช่ แต่เป็นกลไกที่คิดมาอย่างดีแล้วว่า อายุเหล่านี้เป็นอายุที่จะสามารถรับเงินไปและมีศักยภาพในการไปใช้จ่าย และสามารถ นำไปใช้จ่ายเป็นกลไกในการไปหมุนเศรษฐกิจให้กับเงินงบประมาณที่จะมอบให้เขาได้อย่างมี ความเหมาะสม เด็กเกินไปก็อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยกับเงิน จำนวนมาก ในเรื่องของทำไมถึงไม่แจกเป็นเงินสด อันนี้ชัดเจนนะครับ ท่านคงยังติด ในเรื่องของข้อห่วงใยเก่า ๆ เพราะว่ามันเคยมี Fake New ที่ไปหมุนเวียนอยู่ในกลุ่ม Line ต่าง ๆ ว่า เป็น Cryptocurrency จะมีบริษัทไหนได้กำไรค้าขาย แล้วได้ทีละ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่มีนะครับ อันนี้มันไม่ใช่ Cryptocurrency อันนี้ก็ยืนยันให้ชัดเจน ทุกคนก็เข้าใจ ตรงกันแล้ว ผมเชื่อว่าในห้องนี้น่าจะรู้ตรงกัน เพราะฉะนั้นมันไม่มีการรั่วไหลใด ๆ จะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่เรากำลังจะทำ เรากำลังจะวางรากฐานทางเศรษฐกิจด้านดิจิทัล ให้กับประเทศ ให้กับคนไทย และที่สำคัญเราต้องการที่จะสร้างระบบ Settlement ระบบ การแลกเปลี่ยนกลางของรัฐนะครับ นั่นก็คือเราจะทำระบบใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า ตัว Digital Wallet นี่ ต้องเข้าใจนะครับ ผมจะพยายามอธิบาย ๑. คือทางรัฐเป็น Front-End คือเป็น ทางเข้าที่จะเชื่อมไปยังบริการต่าง ๆ ที่ภาครัฐจะจัดสรรให้กับประชาชน หนึ่งในนั้นคือระบบ การแลกเปลี่ยน หรือ Settlement ก็คือตัวระบบของ Digital Wallet เองนะครับ ซึ่งประชาชนที่ได้เงินไปจะได้รับเงินตรงเข้าไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีอยู่ใน Wallet และสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ตามกลไกแล้วก็ตามข้อจำกัดที่เรากำหนดนะครับ ซึ่งตรงนี้ ผมยืนยันว่ามันจะพลิกเปลี่ยนกลไกของประเทศไทยในการจับจ่ายใช้สอย ในการแลกเปลี่ยน เงินตรา ในอดีตเราเคยทำโครงการ อย่างเช่น PromptPay วันแรกที่ออกมาคนก็สงสัยกัน ทั้งเมืองนะครับ วันที่กระทรวงการคลังดำเนินการเรื่องนี้ แต่วันนี้มันก็เป็นกลไกหนึ่งที่คนใช้กัน อย่างทั่วถึง วันนี้เราก็มีการพัฒนาตัวเอง พัฒนาประเทศ พัฒนาศักยภาพของเราไปเรื่อย ๆ ซึ่งกลไกที่เรากำหนดขึ้นมา ที่เราสร้างขึ้นมาผ่านโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่ง Infrastructure ทางด้านดิจิทัลที่สำคัญให้กับพี่น้องประชาชนที่จะได้ใช้ต่อไป ท่านครับ ผมเรียน ด้วยความเคารพนะครับว่าโครงการทั้งหมดนี้เป็นโครงการที่จะเกิดประโยชน์มหาศาล กับพี่น้องประชาชน แล้วก็แน่นอนครับว่าเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างที่ท่านว่า ถูกต้องมันเป็นทางรอดครับ มันเป็นทางรัฐ แล้วก็เป็นทางรอดของประชาชนนะครับ ประเทศชาติก็จะเดินหน้าได้ด้วยกลไกนี้ รัฐบาลไม่ได้ทำนโยบายแต่เพียงข้อเดียว แน่นอนว่า เรื่องของ Digital Wallet เป็นหนึ่งในเรือธงของพวกเรา แต่นโยบายของพวกเราที่ทำกันมา ในมิติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ในการดูแลสินค้าเกษตร ราคาของมัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การ Upskill Reskill แรงงาน ทั้งหมดนี้ต้องทำควบคู่กันครับ อย่ามองนโยบายใดเป็นชิ้นนะครับ ถ้ามองเป็นชิ้นท่านจะมองไม่เห็น เดินเข้ามาใกล้จ่อหน้านี้ ท่านจะมองอะไรไม่ออก อ่านอะไรไม่เห็น ขอให้ท่านเดินกลับไปก้าวหนึ่งแล้วท่านมองกลับมา กับการทำงานของรัฐบาล ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่เราทำมีทุกมิติ และนี่เป็นหนึ่งในกลไก ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการหมุนเวียน ให้มีการเติบโต แล้วเรายังมีการพัฒนาปรับโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาวต่อไป ขอตอบรอบแรกในประเด็นเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ