จุรินทร์ ตั้งข้อสังเกตโครงการ Digital Wallet

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้า ความไม่ชัดเจน และความขัดแย้งในการดำเนินโครงการ Digital Wallet โดยเฉพาะแหล่งที่มาของงบประมาณที่อ้างว่า 43,000 ล้านบาทแต่ไม่สอดคล้องกันในรัฐบาลเดียวกัน พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่า และการใช้เงินกู้กว่า 112,000 ล้านบาทเพื่อแจกเงินที่จัดเป็นรายจ่ายลงทุนทั้งที่แท้จริงเป็นการบริโภค ซึ่งอาจส่งภาระหนี้ให้ประชาชนในอนาคตและกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยกว่าที่อ้าง ขณะเดียวกันยังวิพากษ์ถึงความซับซ้อนของระบบ การจำกัดสิทธิ์ผู้ได้รับเงิน และการไม่ใช้โครงสร้างเดิมอย่างแอปเป๋าตังค์ ชี้ว่าโครงการอาจเป็นเพียงทางรอดชั่วคราวของคนจน ไม่ใช่ทางรอดของประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างรับผิดชอบ โปร่งใส และทันเวลาตามคำสัญญา

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นอีกวันที่ต้องมาพูดกันเรื่อง Digital Wallet ทั้งที่ความจริง ควรจะจบไปนานแล้ว แต่เพราะว่ารัฐบาลจากที่เคยสัญญาว่าจะทำทันที วันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ต้องมาพูดกันวันนี้ก็เพราะว่าวันนี้รัฐบาลเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งมีสาระสำคัญแค่ประการเดียว สาระที่ว่าก็คือเพื่อขอกู้มาแจก ๑.๑๒ แสนล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขล่าสุดที่รัฐบาลจะเอาไปทำ Digital Wallet ผมติดตามข่าวมาโดยลำดับ มีคนในรัฐบาลอ้างว่าเราก็ทำเหมือนสิงคโปร์ สิงคโปร์ก็แจก นายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นคนประกาศแจกเอง แต่ขอทำความเข้าใจกับท่านประธานครับ สิงคโปร์ที่เขาแจกเขาแจกจริง แต่เขาแจกเพราะเขามีเงินเหลือพอให้แจก แต่ประเทศไทย ของเรานี่มันกู้มาแจก มันคนละ Version กันเลยครับ ก่อนอื่นขออนุญาตที่จะย้ำว่าผมไม่เคย ต่อต้านโครงการ Digital Wallet ของรัฐบาล เพื่อความชัดเจน และในทางตรงกันข้าม ผมทวงถามแทนประชาชนทุกครั้งว่าเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่รัฐบาลประกาศจะแจกตั้งแต่ ตอนหาเสียงจะได้เมื่อไร แล้วก็จะได้กี่โมง จนวันนี้ก็ยังขอทำหน้าที่ทวงถามอีกรอบ เพราะผมถือหลักว่าเมื่อพรรคการเมืองไปหาเสียงได้เป็นรัฐบาลแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบ เพราะไปสัญญาแลกเอาคะแนนมาแล้ว ต้องชดใช้กับประชาชน โดยจะต้องทำให้ทันเวลา ถูกกฎหมาย โปร่งใส แล้วก็คุ้มค่ากับประเทศ ที่กระผมต้องพูดวันนี้อีกรอบก็เพราะว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลไม่ได้บอกกับประชาชน รัฐบาลบอก แต่บางเรื่องบอกไม่หมด บางเรื่องบอกบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงที่ควรจะบอก จึงเป็นหน้าที่ของกระผม ในฐานะ ที่ทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบจะต้องทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของรัฐบาล ให้ประชาชนได้เห็นเพื่อเป็นประโยชน์ในการที่รัฐบาลจะได้นำไปปรับปรุงการบริหารโครงการต่อไป และที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ร่วมกันว่าหลังจากแจกเงินคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ประชาชนแล้ว ผลที่จะตามมากับประเทศมีอะไรบ้าง ซึ่งจะขออนุญาตท่านประธาน พูดทีละประเด็น ไม่ยาวครับ ดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก เรื่องความล่าช้าของโครงการ ที่โครงการนี้ล่าช้าไม่ใช่แรงค้าน ของฝ่ายไหนนะครับ แต่ที่โครงการนี้มันล่าช้าเพราะความโหลยโท่ยของรัฐบาลเอง ขออนุญาตพูดภาษาจีนสักคำ ที่บริหารราชการแผ่นดินเหมือนเด็กเล่นขายของ เป็นไม้หลัก ปักขี้เลน โอนไปเอนมา เอาแน่อะไรไม่ได้ เรื่องเวลา ท่านประธานไปดูครับ เลื่อนมากี่รอบ จนวันนี้ประชาชนลงเรือเก้อมาแล้วกี่ลำครับ แหล่งเงิน กลับไปกลับมา ขนาดนายกรัฐมนตรี ออกมาโชว์ Power นำทีมแถลงเองบอกว่าต่อไปนี้ชัดเจน แล้วก็ต่อมาก็ยกเลิกสิ่งที่ตัวเองแถลง นายกรัฐมนตรีท่านนี้เชื่อถือได้กี่เปอร์เซ็นต์ครับ ตอนหาเสียงท่านประธานคงจำได้ แจกทันที ไม่มีกู้ พอเป็นรัฐบาลไม่กี่วันออกลาย เลื่อนทันทีมีแต่กู้ ถึงขั้นออกพระราชบัญญัติเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สุดท้ายยกธงขาว เพราะจำนนด้วยข้อกฎหมายว่าทำไม่ได้ เพราะที่ รัฐบาลพยายามสร้างประเด็นว่าเศรษฐกิจกำลังวิกฤติ เอาเข้าจริงมันไม่ได้วิกฤติถึงขั้นต้อง กู้มาแจก เปลี่ยนมาเป็นใช้เงิน ธ.ก.ส. แทนหลังจากนั้น ท่ามกลางเสียงเตือนว่ามันสุ่มเสี่ยง ผิดกฎหมาย เพราะเงิน ธ.ก.ส. มีไว้แจกเกษตรกรหรือดูแลเกษตรกรเท่านั้น แต่จะเอามาแจก แบบเหวี่ยงแห แบบ Helicopter Money ที่ผมอภิปรายไปเมื่อคราวที่แล้ว มันทำไม่ได้ มันสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลก็เสียงแข็งยืนยันว่าทำได้ เสียเวลาไป ๓ เดือนครับ เพราะความดื้อรั้นดันทุรังของรัฐบาล จนสุดท้ายโยนผ้าอีกรอบ แสดงว่าที่ยืนยันมาตลอด แค่ปากกล้าขาสั่น สร้างความหวังให้ประชาชนไปวัน ๆ เท่านั้นนะครับ

เมื่อวานซืนมาใหม่อีกแล้วครับ ขอเปลี่ยนเป็นแหล่งเงินที่จะมาแจกมาแค่ ๒ แหล่ง ๑. จากงบประมาณปี ๒๕๖๗ ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒. งบปี ๒๕๖๘ ๒๘๕,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเป็น ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยงบปี ๒๕๖๗ แยกเป็น ๒ ก้อน งบปี ๒๕๖๘ ก็แยกเป็น ๒ ก้อน รวมแล้วเป็น ๔ ก้อน งบปี ๒๕๖๗ ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท แยกเป็นงบกลางปี ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ก็ที่กำลังขอสภาอยู่เดี๋ยวนี้ครับ นี่กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะได้หรือไม่ได้ แล้วก็อีกก้อนหนึ่งใช้คำว่าไปบริหารจัดการอีก ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนงบปี ๒๕๖๘ แยก ๒ ก้อน ก้อนแรกงบกลางของปี ๒๕๖๘ ที่กำลัง พิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการของสภาวันนี้ยังไม่จบ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท อยู่ในจอนั่นละครับ แล้วก็อีกก้อนหนึ่งรัฐบาลก็ใช้คำเสียหรูว่าเป็นงบเกิดจากการบริหารจัดการอีก ท่านประธาน ฟังนะครับ ไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ อีก ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้อยู่ไหนเลยครับ แต่ความจริง ก็คือจนวันนี้เหมือนที่ผมเรียน เม็ดเงินจริงยังไม่มีสักบาทเดียว ยังล่องลอยอยู่ในอากาศ เพราะว่ายังจะต้องรอขั้นตอนกระบวนการทั้ง ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หลายประเด็นยังไม่นิ่ง แล้วมันนิ่งไม่ได้ เพราะรัฐบาลบริหารแบบคิดไปทำไป แล้วที่ร้ายที่สุดถ้าใครติดตามอย่างละเอียด สวนกันมาสวนกันไปด้วยครับ ตัวอย่าง ๑-๒ วันนี้ถ้าท่านประธานติดตามสถานการณ์ การเมือง รัฐมนตรีประจำสำนักออกมาแถลงเรื่องแหล่งเงิน ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าจะเอามาจากงบกลางปี ๒๕๖๗ ไม่ทันขาดคำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาแถลงว่า ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเอามาจากงบกลางทั้งหมดก็ได้ นี่มัน ครม. ชุดเดียวกันไหมครับ

เรื่องวันลงทะเบียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังแถลงหลังการ ประชุมคณะกรรมการ Digital Wallet ชุดใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งนายกรัฐมนตรี ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงการคลัง ประชุมเสร็จนายกมอบรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลังแถลง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็ออกมาแถลงว่า วันลงทะเบียนจะมอบให้คณะอนุกรรมการไปพิจารณาว่าวันไหน ยืนแถลงอยู่ต่อหน้านักข่าว นายกรัฐมนตรีโพสต์ X แล้วครับ ลงทะเบียน ๑ สิงหาคม ผมเห็นใจรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังจริง ๆ ไปไม่เป็นเลยครับ เพราะนายกรัฐมนตรีมาตัดหน้าแย่งซีน แถลงไปก่อนหน้าไปดื้อ ๆ เรื่องสินค้าอะไรซื้อได้ อะไรซื้อไม่ได้นี่ก็ยังไม่จบ เพราะคณะกรรมการชุดใหญ่มอบกระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาอีก อะไรได้ อะไรไม่ได้ ผมถึงบอกมันคิดไปทำไป แล้วแถมยังสวนกันมาสวนกันไป ยอดเงินลดมา ๓ รอบแล้วครับ จากเริ่มต้นยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลดลงมาเหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลดอีกเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากเรือยอร์ชก็เลยกลายเป็น เรือแจวแล้วครับวันนี้ แต่ยังคงเป้าหมาย ๕๐ ล้านคนไว้ไม่ลด อ้างว่าที่ไม่ลด ๕๐ ล้าน แต่ไม่เตรียมไว้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เตรียมไว้แค่ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะหวังว่า ๕ ล้านคน คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์จะไม่มาใช้สิทธิ แต่มันมีคำถามว่าแล้วถ้า ๕ ล้านคนเกิดมาใช้สิทธิล่ะครับ ท่านจะเอาเงินไหนอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปแจก ผมถึงบอกว่านี่มันนั่งเรือแจว ไปตายเอาดาบหน้าหน้าชัด ๆ เลยครับ ที่สำคัญการหาเม็ดเงินมาแจก โดยเฉพาะที่รัฐบาล อ้างว่าจะเอามาจากการบริหารจัดการ ๒ ก้อน เมื่อสักครู่ผมเรียนไปแล้วท่านประธาน คงจำได้ว่าคือ ๑. จากงบปี ๒๕๖๗ เดิมที่ผ่านสภาแล้ว ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๒. จากงบปี ๒๕๖๘ ที่ยังไม่รู้อยู่ไหน ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท ขอเริ่มต้นด้วยงบปี ๒๕๖๗ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลหวังว่าจะไปเอามา นายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้สัปดาห์ที่แล้ว บอกว่าเรื่องงบกลาง ที่ฝ่ายค้านท้วงติงว่าไม่ได้ใช้เลย ไม่จริง ใช้ไปเยอะแยะ ขอกราบเรียนครับ ผมไปตรวจสอบ ตัวเลขแล้วครับ นายกรัฐมนตรีพูดความจริงครึ่งเดียว เพราะว่าคำว่างบกลางที่ไม่ได้ใช้ และรัฐบาลหวังจะเอามาทำ Digital Wallet คือเอามาแจกนั้นมันอยู่ในงบกลางฉุกเฉิน ซึ่งมีอยู่ ๙๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ แต่ท่านประธาน ทราบไหมครับวันนี้ใช้ไปกี่สตางค์ ตัวเลขวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ สัปดาห์ที่แล้วนี้ครับ ตัวเลขจากกรมบัญชีกลางขึ้นจออยู่นั่นละครับ เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลใช้ไปแค่ ๓,๒๓๘ ล้านบาท แค่ ๓.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไร แปลว่าการเบิกจ่ายเงินของจริง โดยเฉพาะงบฉุกเฉินเกียร์ว่าง เพื่อให้เงินก้อนนี้จะได้เหลือใช้เอามาแจกสัก ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นที่พยายามออกข่าวสร้างภาพใหญ่โตเชิญหน่วยงานมากำชับ เร่งเบิกจ่าย งบประมาณ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตให้ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ นี่มันแค่การละคร ชัด ๆ เลยครับ เพราะพอลงลึกงบนายกเองยังไม่ได้ใช้เพราะจะยักไว้เอามาแจก สนองนโยบาย พรรคการเมืองและรัฐบาล อีกก้อนงบปี ๒๕๖๘ ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท นี่มันเยอะนะครับ ที่บอกจะใช้บริหารจัดการไปควักเอามา จนวันนี้ยังไม่รู้อยู่ไหนแล้วก็จะเอามาจากไหนครับ ตั้ง ๑๓๒,๓๐๐ ขอให้รัฐบาลช่วยตอบด้วย วันนี้กรรมาธิการกำลังพิจารณางบปี ๒๕๖๘ อยู่จะเอามาอย่างไร หรือ ๑. จะใช้เสียงข้างมากในกรรมาธิการไปตัดงบมากองไว้เยอะที่สุด ตัดจากกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ของพรรคร่วมโน้นพรรคร่วมนี้ แล้วใช้มติ ครม. ใส่ไปในงบกลางเพื่อเอาไปทำ Digital Wallet แทน และพรรคร่วมรัฐบาล ว่าอย่างไรครับ จะนั่งเป็นตัวการ์ตูนอยู่หรือครับ และท่านจะบรรลุนโยบายพรรคการเมือง ของท่านเฉพาะที่ไปสัญญาประชาชนไว้ทำได้ไหมครับ ในเมื่อเอาไปให้พรรคเดียวเขาทำ หมดแล้ว แล้วประชาชนจะเสียหายขนาดไหนครับ กระทรวงแต่ละกระทรวงจะเอาเงินไหน ไปบริหาร เพราะเขาวางแผนกันมาครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว หรือจะต้องมาเสนองบกลาง ปี ๒๕๖๘ อีกเพื่อให้ได้เงินพอ ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท แล้วก็บวก ๕๐,๐๐๐ อีกนะครับ ที่บอกว่า คนจะไม่มาใช้สิทธิ ๕ ล้านคน นี่คือความจริงที่รัฐบาลไม่ได้บอกแล้วผมต้องบอกอย่างไรครับ และนี่คือวิบากกรรมที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาเอง และไม่ได้บอกฝ่ายประชาชนให้ได้รับทราบ จนผมต้องมาทำหน้าที่บอกกับประชาชนแทนรัฐบาล

อีกเรื่องครับ เรื่องตัวพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ที่รัฐบาลกำลังเสนอ และสภากำลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้ ขอเอ่ยถึงหน่อยหนึ่งครับ ว่ากฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย หลักการ เหตุผล แล้วก็เนื้อหาแค่ ๖ มาตรา ขอเงินมา ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายใส่ไว้ในงบกลาง ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อทำ Digital Wallet โดยเฉพาะย้อนไป อีกนิดเดียว แล้วก็ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเฉพาะ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ๓. ระบุรายได้ว่าไม่ได้กู้ทั้งดุ้นเพื่อแก้เกี้ยว ว่าอย่างน้อยยังมีรายได้มาสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไปอ่านเอกสารดูระบุไว้ว่ารายได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ว่ามาจากภาษีและรายได้อื่น โดยเป็นแหล่งเงินจากการจัดเก็บรายได้ ที่เดิมไม่ได้กำหนดไว้ในประมาณการ ดีใจคิดว่า อย่างน้อยก็จะมีเงินภาษีหรือเงินที่เกิดจากฝีมือรัฐบาลเพิ่มขึ้นมาสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แม้ที่ผ่านมางบปี ๒๕๖๗ รัฐบาลเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าตลอดก็ตาม แต่มันก็ยังเห็นแสงสว่าง ตรงปลายอุโมงค์เล็ก ๆ ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาล แต่พอไปดูลึกเข้าจริงไม่หรอกครับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มาจากรายได้ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เขาต้องโอนให้คลัง ก็เลยถือโอกาสโดยสารใส่มาเป็นรายได้ของรัฐบาลจะได้แก้เกี้ยวว่าไม่ได้กู้ทั้งดุ้น เท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้จึงกลายเป็นเงินบุญหล่นทับ ไม่ใช่เงินที่เกิดจากฝีมือรัฐบาลจริง เมื่อรายจ่าย ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าจะอนุมัติ พระราชบัญญัติวันนี้จะเท่ากับการอนุมัติให้รัฐบาลไปกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลอีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เพียงเพื่อเอามาแจกสนองนโยบาย ส่วนการใช้หนี้ทั้งต้นทั้งดอกเบี้ย เป็นเรื่องอนาคตที่ต้องไปใช้หนี้กันเองสำหรับประเทศ

มีอีกประเด็นหนึ่งครับ เมื่อสักครู่พูดกันไปบ้างแล้วแต่ผมขอพูดอีกมุมหนึ่ง ให้ประธานได้เห็น คือรายจ่ายลงทุนที่ใส่ไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรื่องนี้วิจารณ์กันมากนะครับ ทุกวงการของคนมีความรู้ เพราะงบปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมฉบับนี้ระบุรายจ่ายไว้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้รัฐบาลไปตีความว่าจะแบ่งเป็น ๒ ก้อน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่าย ประจำ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน รายจ่ายลงทุนจาก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๙๗,๖๐๐ ล้านบาท คือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นเงินรายจ่ายลงทุน คำถาม ทำไมรัฐบาลไปตีความว่าเป็นรายจ่ายลงทุนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันไม่น่าจะจริง เพราะ Digital Wallet ไม่ใช่เงินลงทุนแต่เป็นเงินโอนเพื่อการบริโภค นิยามคำว่ารายจ่ายลงทุนของสำนักงบก็ระบุชัดครับ ขออ่านให้ประธานฟังนิดหนึ่งจะได้ชัดว่า งบลงทุน ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันเข้ากรณีนิยามรายจ่ายลงทุนของสำนักงบประมาณไหม นิยามรายจ่ายลงทุนนี่เขาระบุไว้ชัดครับอยู่ในจอ หมายถึงรายจ่ายที่รัฐบาลจ่ายเพื่อ ๑. จัดหาสินทรัพย์ประเภททุนทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ที่มีตัวตนก็อย่างเช่น ครุภัณฑ์ ที่ดิน อาคาร สิ่งก่อสร้าง เป็นต้น ที่ไม่มีตัวตนก็อย่างเช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สัมปทานที่เกี่ยวกับที่ดินด้วย เป็นต้น ตลอดจนรายจ่ายลงทุน คือรายจ่ายที่รัฐบาลอุดหนุน หรือโอนให้แก่บุคคล องค์กร รัฐวิสาหกิจ โดยผู้รับไม่ต้องจ่ายคืน คือรัฐบาลให้เปล่านั่นเอง มีและกำกับ ผู้รับต้องนำไปใช้จัดหาสินทรัพย์ประเภททุน ไม่ใช่เอาไปบริโภค ผมแปลเติมให้ นอกจากนี้ยังรวมถึงรายจ่ายเพื่อการเพิ่มทุนทรัพย์ทางการเงิน โดยผู้รับตั้งใจ นำไปลงทุน ผมเติมให้อีก ไม่ใช่ไปบริโภค เพราะฉะนั้นการไปวินิจฉัยเอาเองว่าเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่มาขออนุมัติสภาวันนี้เท่ากับเงินลงทุนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นี่มันคาบลูกคาบดอก ไปหน่อยไหมครับ แล้วสุดท้ายอาจจะนำไปสู่ความเสี่ยง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง มาตรา ๒๐ (๑) ต่อไป ผมเข้าใจครับ รัฐบาลพยายามที่จะใส่ฟองสบู่ให้เห็นว่าเงินที่มาขอกู้ วันนี้จริง ๆ แล้วเอาไปลงทุนเยอะ ไม่ได้เอาไปบริโภคอย่างเดียว แล้วก็จะเป็นประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจในการพัฒนาต่อไป แต่มันหนีความจริงไม่พ้นว่าที่แจกไปนี่แจกให้ไปบริโภค ไม่อย่างนั้นจะไปกำหนดสินค้าทำไมครับว่าซื้ออะไรได้บ้าง แล้วนี่มันไม่ใช่บริโภคมันเรียกว่า อะไรครับ แต่หวังการลงทุนทอด ๒ ทอด ๓ ว่าพอซื้อมาก ๆ โรงงานจะได้ผลิตสินค้ามากขึ้น ไปลงทุนมากขึ้น แต่มันแจก ๖ เดือน แว๊บเดียวมันก็หายไปแล้ว มันจะมาคิดเป็นลงทุนตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร เรื่องใหญ่อีกเรื่องที่ผมต้องพูดครับ คือเรื่องความคุ้มค่า รัฐบาล ตีปี๊บมาตลอดว่าทำ Digital Wallet แล้วจะทำให้เศรษฐกิจโต ๕ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรี พูดเองหลายรอบครับ และจะทำให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะมันจะเอาเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมแก้ให้ ไปใส่มือคนไทย หลังจากนั้น ก็หมุนไปหาร้านค้า จากร้านค้าก็จะหมุนไปหาโรงงาน แล้วก็เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ๖ เดือนที่แจก และจะทำให้ GDP เฉพาะ Digital Wallet โต ๑.๒–๑.๘ ตัวเลขกลางก็คือ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น พูดอย่างกับตลกคาเฟ่ ดูถูกคนคิดเลขเป็นทั้งประเทศเลยครับ ที่บอกว่าจะโตเท่านี้ เพราะอะไร เพราะไม่ว่านักวิชาการ สถาบันการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ แบงก์ชาติ องค์กรอิสระ สภาพัฒน์ หน่วยงานของรัฐเองที่เป็นหน่วยงานกลางในการกำหนด ตัวเลขทางเศรษฐกิจพูดตรงกันว่า ที่บอกว่าจะได้ ได้จริง แต่มันได้ไม่คุ้มเสีย เพราะดูตัวเลข ง่าย ๆ ที่สุด ที่ผมบอกว่าได้ไม่คุ้มเสียก็คือ ลงทุนกู้มา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอาถ้าคน มาใช้สิทธิเต็มบรรทัดนะครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ลงทุนกู้มา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น กี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP ครับ ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะคลาดเคลื่อนบ้าง ขออภัยจะได้เข้าใจง่าย ๆ เท่ากับลงทุนกู้มา ๓ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP แต่ผลได้ ทุกหน่วยพูดตรงกันครับ ไม่กี่วันนี้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจเชิญ สภาพัฒน์มาชี้แจงตรง ๆ เขาบอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตในปี ๒๕๖๗ ได้แค่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปี ๒๕๖๘ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วก็คือตัวเลขกลม ๆ ง่าย ๆ คิดคร่าว ๆ ๐.๕ ครึ่งเปอร์เซ็นต์ ครึ่งเปอร์เซ็นต์ก็คือจะได้มา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ก็แปลว่า ลงทุนไป ๕๐๐,๐๐๐ ได้มา ๑๐๐,๐๐๐ แถมให้อีกตามที่รัฐบาลประเมินว่าจะโต ๑.๕ ๑.๕ มันก็เท่าไรล่ะครับ ๐.๕ แสน ก็ได้สัก ๒๕๐,๐๐๐ ลงไป ๕๐๐,๐๐๐ มันก็ยังได้ไม่คุ้มเสียอยู่ดี นี่คือสิ่งที่ขอฉายคร่าว ๆ มันไม่เป๊ะตามนี้หรอกครับ ไม่อย่างนั้นจะพูดกันยาวทางวิชาการ แต่ผมต้องการอธิบายให้ประธานและประชาชนได้เข้าใจร่วมกันไปด้วยว่า ทำไมผมบอกได้ ไม่คุ้มเสีย รัฐบาลที่บอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจหมุนโตอย่างที่ผมกราบเรียน มันได้ไม่คุ้มเสีย แค่ตัวเลขที่รัฐบาลบอกกับตัวเลขที่ผมเปรียบเทียบให้ดู มันยังมีค่าเสียโอกาส ถ้ารัฐบาล เอาเม็ดเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไปทำอย่างอื่นจะได้มากกว่านี้ เช่น เอาไปแจก กลุ่มเปราะบาง ไปแจกคนจน ซึ่งจะทำให้เขาใช้เงินทันที เศรษฐกิจหมุนเวียนทันที ไม่ไปเก็บ ไปยักไว้ และเอาเงินอีกก้อนที่เหลือเอาไปใช้ในการลงทุนด้านอื่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ยั่งยืนจะได้ประโยชน์มากกว่าไหมครับ เช่น เอาไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างคน ในระบบเศรษฐกิจ สร้างคนในระบบการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ รองรับการลงทุน ในอุตสาหกรรมใหม่ ธุรกิจใหม่ และธุรกิจสมัยใหม่ ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับ การพัฒนาเศรษฐกิจการค้ายุคใหม่ เพราะต่อไป EU เขาจะไม่ค้าขายด้วยกับประเทศที่ไม่ให้ ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สหรัฐเขาก็จะไม่ค้าขายด้วย ลูกค้ารายใหญ่ของเราจะไม่ค้าด้วย ทำไมไม่ลงทุนเตรียมไว้กับเรื่องนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เรากำลังเดินเข้าสู่เศรษฐกิจ Digital Economy เหล่านี้คุ้มกว่าไหมครับ แทนการกู้มาแจกเพื่อไปกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ สั้น เพราะฉะนั้นการกู้มาแจกแค่ ๖ เดือน ผมกราบเรียนเลยครับ มันถึงเหมือนโยนหินลงน้ำ ๑ ก้อน เกิดแรงกระเพื่อมจ๋อมเดียวแล้วก็หายไป แต่ที่จะเกิดตามมาก็คือพายุหมุน แต่เป็นพายุหมุนที่หมุนเอาหนี้ก้อนโตมาให้คนไทยต้องชดใช้ไปอีกนานเท่านาน เข้าทำนอง ประเทศเสียหายไม่ว่าขอให้ข้าได้หาเสียง ที่พวกเราพูดกันอยู่ในสภานี้ครับ

สุดท้ายครับ เรื่องความไม่โปร่งใส ผมยังไม่ขอพูดวันนี้หรอกครับ เพราะยัง ไม่ได้ลงมือแจก แต่ว่าขอเตือนรัฐบาลให้ระวัง อย่าทำให้แรงกู้เที่ยวนี้กลายเป็นแรงกู้ไร้อนาคต เพราะการทุจริตคอร์รัปชันเป็นอันขาด เพราะจนวันนี้ยังมีคำถามเดิม ๆ จากประชาชน เพราะประชาชนเขาสงสัยรัฐบาล เช่น ๑. ทำไมไม่แจกเป็นเงินสด ทำไมต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อน ๒. ทำไมไม่แจกผ่าน Application เป๋าตังค์ที่คนไทยคุ้นชินอยู่แล้ว ๓. มีคนถามว่า และทำไม ต้องแจกอายุ ๑๖ ปีขึ้นไป ไม่แจกตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี อายุ ๑๓ ปีไม่ต้องเรียน ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องกินหรือครับ แต่ว่ารัฐบาลยังไม่เคยพูดเรื่องนี้ แต่ผมช่วยตอบแทนไปแล้วครับ ว่าที่แจก อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป เพราะอีก ๒ ปีอายุ ๑๘ ปี ลงคะแนนได้อย่างไรครับ แต่ถ้าแจกอายุ ๑๓ ปี อีก ๔ ปีเพิ่งอายุ ๑๗ ปี ยังลงคะแนนไม่ได้แจกไปก็เสียของ ตรงนี้จึงเป็นคำตอบว่าสุดท้ายแล้ว ที่แจกไปนี้เพื่อใคร มีคนถามสุดท้ายอีกว่า รัฐบาลเคยถามตัวเองหรือไม่ครับ ว่าตอนรัฐบาล เข้ามาใหม่ ๆ ช่วงเดือนมกราคมมีการทำผลสำรวจ ถามว่าถ้ารัฐบาลยกเลิกโครงการ Digital Wallet ประชาชนจะโกรธไหม ท่านประธานคงจำได้ ประชาชนตอบตรงกัน ๖๘.๘๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๖๙ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขกลม ๆ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จะได้จำง่าย ๆ ตอบตรงกันว่า ไม่โกรธเลย ผมอนุมานเอาเองว่าที่ประชาชนบอกว่าไม่โกรธเลย เพราะว่า ตอนนั้นเศรษฐกิจยังพอไปได้ แต่ถ้ามาถามใหม่ ผมไม่แน่ใจว่าคำตอบมันอาจจะเปลี่ยนไป หรือไม่ ที่อาจจะเปลี่ยนไปไม่ใช่เพราะประชาชนหันมาพิศวาสโครงการ Digital Wallet แต่เป็นเพราะว่ารัฐบาลนี้บริหารมาเกือบปี เกือบไม่เหลืออะไรให้ประชาชนหวังได้อีกแล้ว นอกจากน้ำข้าวต้มชื่อ Digital Wallet ชามเดียวนี่ครับ และเพราะเกือบปีที่ผ่านมา ผลงานรัฐบาล ผมไม่สาธยายแล้วครับ บอกตรง ๆ ว่าที่สุดเห่ยจริง ๆ ทุกด้าน แต่สิ่งหนึ่ง ที่อยากขอกราบเรียนก่อนจบสุดท้ายก็คืออยากจะบอกสั้น ๆ ว่า ขอให้รัฐบาลได้รับทราบ แม้จะเปลี่ยนไปใช้ Application ทางรัฐ แต่ Digital Wallet จะเป็นแค่ทางรอดของประชาชน คนจนและกลุ่มเปราะบาง ชั่วคราวเฉพาะกิจเท่านั้น แม้มันอาจจะเป็นทางรอดของ บางพรรคการเมือง แต่ที่แน่นอนไม่ใช่ทางรอดของประเทศ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ