ศิริกัญญา ตันสกุล อภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 ฉบับที่สาม โดยตั้งข้อสังเกตถึงการกู้เงินเพิ่มที่พุ่งสูงถึง 805,000 ล้านบาทจนเกือบเต็มเพดาน ซึ่งส่งผลให้หนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเหมาะสมของแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะการไม่ใช้เงินจาก ธ.ก.ส. และการจัดสรรงบประมาณให้โครงการ Digital Wallet ที่ขาดรายได้รองรับเพียงพอ ทั้งยังท้วงติงความเสี่ยงจากการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้าและงบกลางที่ถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความไม่พร้อมของระบบลงทะเบียนและชำระเงิน ซึ่งอาจทำให้โครงการล้มเหลวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามเป้าหมาย
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่นั่นคือร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของปี ๒๕๖๗ นะคะ ที่วันนี้เราต้องมาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๓ แล้วของปีนี้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก็คือร่างที่เรามีเรียกชื่อกัน เล่น ๆ ว่า งบกลางปีบ้าง งบเพิ่มเติมบ้างนะคะ นั่นก็มาจากที่มาที่เดียวเลย นั่นก็คือโครงการ เรือธงของรัฐบาล เพื่อที่จะทำโครงการ Digital Wallet และนี่ก็คือวงเงินและแหล่งที่มา ล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดนะคะ และไม่แน่ใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง หรือไม่นะคะ งบปี ๒๕๖๘ ที่เราเพิ่งผ่านวาระที่ ๑ ไปเมื่อไม่นานมานี้เองนะคะ ก็ปรากฏว่า นอกจากที่จะเป็นการกู้เพิ่ม ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อจะทำ Digital Wallet แล้ว ยังจะต้อง กลับไปบริหารจัดการภายในงบประมาณปี ๒๕๖๘ อีก ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่ทราบว่า บริหารจัดการนี้มันคืออะไรนะคะ เดี๋ยวก็คงจะต้องให้ทางคณะรัฐมนตรีได้มีการชี้แจงนะคะ แต่วันนี้ที่เรากำลังจะมาคุยกันอยู่คือในส่วนของงบปี ๒๕๖๗ ค่ะ รัฐบาลกำลังจะมาขอสภา กู้เพิ่มอีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะไปหารายได้อื่นมาโปะเพิ่มอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าใจว่าน่าจะมาจากเงินสดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชีอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนการบริหารจัดการของปี ๒๕๖๗ นายกรัฐมนตรีก็ได้มาบอกกับ สภาแห่งนี้ว่าจะมาจากงบกลาง เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น จะเห็นได้ว่าพอไม่มีแหล่งเงิน จาก ธ.ก.ส. แล้ว ซึ่งก็เป็นการดีแล้วที่ไม่ได้ใช้เงินจาก ธ.ก.ส. เพราะว่าเราก็ได้ท้วงติง มาโดยตลอดว่ามันผิดวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ. ของ ธ.ก.ส. เอง ทั้งสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. ก็อาจจะไม่ได้เพียงพอ ที่สุดท้ายแล้วถ้าจะใช้นี่ก็อาจจะต้องให้กระทรวงการคลังไปกู้มาให้ ธ.ก.ส. กู้ต่ออยู่ดีนะคะ แต่ว่าเราก็จะเห็นว่าวงเงินงบประมาณสุดท้ายมันลดลงมาแล้ว เหลือเพียงแค่ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวทางตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาลก็คงจะมาตอบว่า ที่ลดลงเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มาจากการที่ผ่านมาลงทะเบียนรับเงินโครงการอื่น ๆ ก็จะมีคนมาลงทะเบียนเพียงแค่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เดี๋ยวก็คงจะได้มีเพื่อนสมาชิกได้มาเล่า ให้ฟังว่า การทำแบบนี้มันมีปัญหาอย่างไรค่ะ
ประเด็นสำคัญที่ปีนี้จะมีการกู้เพิ่มอีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับว่า งบประมาณของปี ๒๕๖๗ จะมีการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลทั้งสิ้น ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังสูง เป็นประวัติการณ์อยู่ดีถ้าไม่นับของปี ๒๕๖๘ นะคะ เป็นรองแค่ปี ๒๕๖๘ เท่านั้นเอง ทำให้ สัดส่วนของการกู้ชดเชยขาดดุลสูงถึง ๔.๓๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนี่ก็เป็นการทำสถิติอีกแล้วถ้าเราดู ย้อนกลับไปเราไม่เคยตั้งงบประมาณเพื่อจะขาดดุลสูงขนาดนี้ แล้วก็ปกติแล้วมันจะต้อง กดลงมาให้เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าของท่านเองนี่น่าจะติดใจจากการที่สามารถที่จะเบ่งงบ ออกไปเรื่อย ๆ แล้วก็กู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึง ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้มันก็จะเป็น ปัญหาในเรื่องของการที่จะเพิ่มหนี้สาธารณะ เพิ่มภาระในการชำระดอกเบี้ยชำระหนี้ตามมา แต่ที่เป็นปัญหามากกว่านั้นก็คือปัญหาเฉพาะหน้าที่มันจะเกิดขึ้นจากการที่เรากู้ จนเต็มเพดาน งบประมาณปี ๒๕๖๗ เราเพิ่งผ่านวาระที่ ๑ ไปตอนต้นปี แล้วก็ประกาศลงใน ราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนเมษายนนี้เอง งบประมาณตอนนั้นสภาอนุมัติไป ๓.๔๘ ล้านล้านบาท วันนี้มันจะกลายไปเป็น ๓.๖๐๒ ล้านล้านบาท จะมีการกู้เพิ่มจากเดิมจะกู้ชดเชยขาดดุล ๖๙๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะกู้เป็น ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าไปดูเพดานของการกู้จากเดิม ถ้าไม่ได้มีการขยายเพดานของการกู้จะกู้ได้แค่ ๗๙๐,๖๕๖ ล้านบาท ซึ่งนั่นแน่นอนว่า ไม่เพียงพอที่จะทำให้ท่านสามารถที่จะทำโครงการ Digital Wallet ได้ ก็เลยต้องมี การขยายเพดานเงินกู้ โดยการขยายงบประมาณรายจ่ายประจำปีออกไปเป็น ๘๑๕,๐๕๖ ล้านบาท แต่มันก็เป็นการกู้จนเกือบสุดเพดานอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็เหลือพื้นที่ให้กู้เพิ่มได้อีกเพียงแค่ ๑๐,๐๕๖ ล้านบาท มันเหมือนกับว่า ถ้ารัฐบาลนึกอะไรไม่ออกก็ใช้วิธีการเบ่งงบ กู้เพิ่ม เบ่งรายจ่ายให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้มีรายได้เพิ่ม รายได้เพิ่มที่เพิ่มเข้ามา มันเป็นแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง และถ้าไม่มาเท่ากับว่าเราจะไม่เหลือพื้นที่ให้กู้เพิ่ม ได้อีกเลย
ปัญหาก็คือ พอเราหาเงินไม่ทันแบบนี้มันต้องไปดูที่ฝั่งรายได้ด้วยว่ารัฐบาล จะสามารถที่จะมีงบประมาณเหลือเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงเวลาที่จะจัดเก็บรายได้ ไม่เข้าเป้าได้หรือไม่ เพดานการกู้มันบอกว่าเราจะกู้ได้สูงสุดเต็มที่ก็เท่านี้ละ ไม่เกิน ๘๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่ว่าจะจัดเก็บรายได้เท่าไรเราก็จะกู้ได้แค่ ๘๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเก็บ รายได้ไม่ได้ตามที่คาดไว้ สมมุติว่าหลุดเป้าไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สมมุตินะคะ เราก็จะกู้โปะ ได้แค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ทำให้งบประมาณที่สภาอนุมัติไป ๓.๔๘ ล้านล้านบาท สุดท้ายแล้วมันอาจจะใช้ได้ไม่ครบทั้ง ๓.๔๘ ล้านล้านบาท เพราะว่ารายได้มันไม่เข้าเป้า แล้วเราก็กู้โปะได้ไม่เพียงพอ ก็เท่ากับว่าหน่วยงานไหนที่มาเบิกจ่ายในช่วงหลัง ๆ ของปีงบประมาณนี่ก็ถือว่าโชคร้าย เพราะว่าเงินเขาอาจจะไม่ได้มีแล้วนะคะ แต่ที่รัฐบาล กำลังทำอยู่ก็คือว่า ก็ไม่ได้สนใจไม่ได้แคร์อะไรนะคะว่าที่ประเทศจะต้องมาอยู่ในภาวะของความเสี่ยงแบบนี้ ก็เพียงเพื่อที่จะให้ได้ทำโครงการ Digital Wallet นะคะ แล้วก็ทำให้ต้องกู้จนสุดเพดานขนาดนี้ ปัญหามันจะมีก็ต่อเมื่อเราจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอถูกต้องไหมคะ ทีนี้เรามาดูกันว่าประมาณ การรายได้ของประเทศเป็นอย่างไร ในเอกสารงบประมาณที่ทางสภาได้รับมา ในเอกสารจะมี การประมาณการตัว GDP ใหม่ด้วยนะคะ มีการเปลี่ยนสมมุติฐานทางเศรษฐกิจบอกว่า GDP จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ว่าจะโตได้เฉลี่ยตรงกลางอยู่ประมาณ ๒.๗ ตอนนี้ก็เปลี่ยนมา เหลืออยู่แค่ ๒.๕ เงินเฟ้อก็ลดลงอะไรต่าง ๆ แต่พอไปดูเอกสารงบประมาณเกี่ยวกับการ ประมาณการรายได้ ปรากฏว่าไม่มีการประมาณการรายได้ใหม่ บอกว่าจะจัดเก็บรายได้ ได้เท่าเดิมเป๊ะเลย ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจไม่ได้โตตามคาด และที่เพิ่มมา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่บอกนี้มันคือของใหม่ล้วน ๆ นะคะ ไม่ได้มีของเก่า ไม่ได้บอกว่าจัดเก็บได้น้อยลง แล้วเราจะหาเงินมาเพิ่มอีก ๓๐,๐๐๐ แล้วก็เหลืออยู่แค่ ๑๐,๐๐๐ แบบนี้ไม่ใช่ ๑๐,๐๐๐ ล้าน ก็คือ ๑๐,๐๐๐ ล้าน เพิ่มขึ้นมา แล้วก็มีอยู่แค่ ๑๐,๐๐๐ ล้าน ที่จะได้เพิ่มด้วยนะคะ แต่ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะไม่ประมาณการรายได้ใหม่เลยทั้ง ๆ ที่ระยะเวลานี้ มันก็ล่วงเลยมาหลายเดือนแล้วจากการที่ได้เคยประมาณการไว้ครั้งล่าสุด ผลการจัดเก็บ ก็เห็นอยู่ว่ามันไม่มีทางจะได้เท่าเดิมนะคะ เมื่อตอนต้นปีดิฉันเคยได้อภิปรายเอาไว้ว่ารายได้ มันจะจัดเก็บได้ไม่เข้าเป้า เพราะว่าภาษีขายหุ้นไม่มีแล้วนะคะ มีการลดหย่อนภาษีเงินได้เพิ่ม ผ่านการลงทุน Thai ESG เคยพูดไว้ว่า กฟผ. นำส่งรายได้ของรัฐได้ลดลง แล้วก็เรื่องของ กรมสรรพสามิตที่จะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้ลดลงนะคะ ตอนนี้ตัวเลขทางการออกมา เฉพาะของตอน ๘ เดือนแรกก็ปรากฏว่าต่ำกว่าเป้าไปแล้ว ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ผล ๙ เดือน ก็น่าจะออกวันนี้พรุ่งนี้แล้วละค่ะ แต่ละกรมเขาก็ทยอยออกมาแถลงข่าวกันแล้วเขาจัดเก็บ ได้เท่าไรนะคะ สรรพสามิตก็บอกว่าจะจัดเก็บต่ำกว่าเป้า ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท กฟผ. ไปดู จนถึงเดือน ๙ กฟผ. ก็นำส่งมาได้เพียงแค่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังต่ำกว่าเป้าทั้งปีที่ตั้งไว้อยู่ที่ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ดีหน่อยก็คือศุลกากรจัดเก็บภาษีได้เกินเป้า ๒,๘๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ก็น้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่เราจะไป สรรพากรจัดเก็บได้เกินเป้าแต่เพียงแค่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อยู่ที่ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีกองทุนวายุภักษ์นำส่งรายได้เกิน จากที่ประมาณการไว้ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ดูท่าทีแล้วมันไม่มีทางเลยที่รัฐบาลจะสามารถ จัดเก็บภาษีได้ตามเป้านะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสรรพสามิตที่เพิ่งออกมาแถลงข่าวไปว่า จะจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท จากภาษีน้ำมันที่หายไป ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท จากภาษีรถยนต์ที่มีการส่งเสริมรถยนต์ EV หายไป ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ภาษียาสูบ ที่จัดเก็บไม่ได้เนื่องจากคนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หายไปอีก ๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านอธิบดียังมาชี้แจงในห้องงบประมาณด้วยค่ะว่าทั้งปีก็อาจจะหลุดเป้าไปจนถึง ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยสถานการณ์แบบนี้ที่เรายังไม่รู้ว่าเราจะมีรายได้เพียง พอที่จะใช้สำหรับงบปี ๒๕๖๗ หรือไม่ ท่านก็ยังจะมาขอกู้สภาแบบเต็มเพดานอีกหรือคะ จะไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้ได้บริหารความเสี่ยงอะไรเลยใช่หรือไม่คะ นอกจากนี้ในส่วนของการ บริหารจัดการ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่นายกรัฐมนตรีได้มายืนยันกับในสภาบอกว่าจะใช้งบกลาง เงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ก็ไปทำมาให้ดูแล้วค่ะว่าไปสืบค้นมาได้จากมติ ครม. ว่าท่าน ใช้ไปเท่าไรแล้วใช้ไปที่ไหนบ้างนะคะ แน่นอนว่ามีมาตรการการลดค่าใช้จ่ายพลังงานนะคะ จะมีแต่เรื่องค่าไฟอย่างเดียว ๒ ครั้ง เกือบ ๆ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นการช่วยค่าไฟในกลุ่ม ของคนที่ใช้ไฟน้อยเท่านั้น ในส่วนของน้ำมันไม่มีนะคะ มีการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล ช่วยเรื่องแก้ฝุ่น PM2.5 แจกงบให้กับกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ตามที่เวลาไป ครม. สัญจรจะมีก้อน ใหญ่หน่อยก็คือแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ๗,๖๐๐ ล้านบาท ในท้ายที่สุดนี้คือผ่านมา ๗ เดือน แล้วค่ะ ผ่านมา ๗ เดือนแล้วงบกลางนี่ยังใช้ไปไม่ถึงไหนเลยยังอนุมัติไปแค่เท่านี้ ท่านมีแผน อย่างไรเดี๋ยวมาเล่าให้เราฟังได้ แต่ว่าเท่าที่สืบค้นที่อนุมัติไปแล้ว มันมีอยู่แค่นี้จริง ๆ แล้วยังไม่ต้องนับว่าเบิกจ่ายนี้มันน้อยกว่านี้อีก บางโครงการอาจจะไม่ได้ เบิกจ่ายด้วยซ้ำไปนะคะ ก็ถึงว่าว่าทำไมท่านบอกว่าเศรษฐกิจแย่ เศรษฐกิจแย่ แต่ว่าไม่มี มาตรการอะไรออกมาช่วยเหลือประชาชนเลย พอเราตั้งกระทู้ถามสดหน่อยเมื่อวานนี้ออกมา หลายเรื่องเลยด้วยกันเพื่อที่จะช่วยปัญหาประชาชน แต่ว่าเท่าที่ดูก็มีแต่มาตรการเดิม ๆ ไม่ได้มีมาตรการอะไรที่น่าจะช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่จะต้องรอ Digital Wallet ได้ ไม่มี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ที่เป็นอย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ค่ะ เราก็คงต้องสรุปว่าที่งบกลาง เงินสำรองที่สภาอนุมัติไว้เกือบแสนล้านบาท ที่มันไม่ออกมาเลยก็เพราะว่ารัฐบาลยังไม่รู้ ณ ตอนนั้นว่าตกลงจะต้องเอามาใช้กับ Digital Wallet กี่บาท ตอนนี้น่าจะเคาะแล้วว่าใช้แค่ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าเงินในส่วนนี้มันก็จะไม่ถูกออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือว่าไปสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปีงบประมาณนี้ใช่หรือไม่ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องถูกกั๊กเอาไว้ไปจนถึงปลายปีอยู่ดี งบกลางในส่วนนี้ถ้าจะต้องเอามาเบิกจ่ายข้ามปีมา ในปี ๒๕๖๘ เพื่อมาแจก Digital Wallet พร้อม ๆ กับงบอีกส่วนหนึ่งที่มาขอจากสภาวันนี้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท มันจะถูกโยกข้ามมาใช้หลังจบปีงบ ๒๕๖๗ ในวันที่ ๓๐ กันยายนนี้ เงินที่จะต้องไหลเวียนหลังจากที่อั้นไว้เพราะงบปี ๒๕๖๗ มันออกมา ล่าช้าก็จะถูกปล่อยออกมาไม่สุด เพราะว่าต้องถูกกั๊กเอาไว้ไปใช้กับ Digital Wallet อีก ปัญหา ก็คือว่าตกลงแล้วมันทำได้จริง ๆ ใช่ไหม กับการที่จะโยกงบจากปี ๒๕๖๗ ไปใช้ข้ามปีไป ในปี ๒๕๖๘ ก็ต้องบอกว่าไม่น่าจะได้ งบกลางปีหรือว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ตามมาตรา ๒๑ เขาก็บอกไว้ชัดเจนว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมต้องใช้จ่ายเงิน ระหว่างปีงบประมาณ ก็ชื่อมันงบกลางปีก็จะไปใช้ข้ามปีมันก็คงจะทำไม่ได้นะคะ มันก็ผิดตัว มาตรา ๒๑ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน แล้วก็ต้องไม่สามารถที่จะรอ งบประมาณรายจ่ายประจำปีของในปีต่อไปได้ด้วย อันนี้เราไม่ใช่แค่ว่ารอค่ะ เรารอไม่ได้ค่ะ แต่ว่าเรารอใช้พร้อมกันเลย หรือท่านจะบอกว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนี้มันก็เหมือนกับ งบประมาณประจำปีนั่นล่ะ ใช้ข้ามปีได้ แต่มาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณก็บอกว่า มันต้องก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปี แล้วเราจะก่อหนี้ผูกพันกันอย่างไรคะ เดาว่าเดี๋ยวท่าน ก็คงจะออกมาสีข้างถลอกกันต่อว่า การลงทะเบียนก็ถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพันแล้ว แต่ก็บอก มันไม่ใช่ค่ะ การก่อหนี้ผูกพันมันต้องเป็นสัญญาที่ทำทั้ง ๒ ฝ่าย ถ้าทำฝ่ายเดียวมันถือว่า เป็นการให้ แล้วการลงทะเบียนมันก็ถือว่าเป็นการให้ฝ่ายเดียว เป็นการทำสัญญาฝ่ายเดียว แต่ถ้าถือว่าการลงทะเบียนเป็นการก่อหนี้แล้วนี้ วันข้างหน้าเดี๋ยวจะมีหน่วยงานรัฐเอาเยี่ยง เอาอย่างนะคะ ใช้งบประมาณประจำปีไม่ทัน แล้วก็เรียกประชาชนมาลงทะเบียนไว้ก่อน แล้วก็ ไปเบิกจ่ายข้ามปี ทีนี้งบประมาณในแต่ละปีมันก็จะใช้ไม่หมดเอานะคะ แล้วก็เป็นการสร้าง บรรทัดฐานที่ผิด ๆ ที่จะทำให้การบริหารงบประมาณนี้มันผิดพลาด จริง ๆ ดิฉันวันนี้อาจจะ พูดเรื่องกฎหมายเยอะนิดหนึ่ง แต่ว่าดิฉันไม่ได้เป็นคนที่เคร่งครัดในเรื่องกฎหมายอะไร ขนาดนั้น แต่ท่านประธานสภาไม่สงสัยหรือคะว่าถ้ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น เรื่องแค่นี้ ทำไมถึงไม่แก้ไขกฎหมายให้มันเรียบร้อยก่อน มันแก้ได้อยู่แล้วค่ะ ท่านมีเสียงข้างมาก ในสภาอยู่แล้ว พรรคร่วมรัฐบาลเขาก็คงไม่ขัดข้องถ้ารัฐบาลจะแก้ พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลังก็ทำให้มันถูกต้องไปเลย ดิฉันขอเสนอว่าท่านก็เติมท่อนสร้อย แก้ไขมาตรา ๒๑ เติมท่อนสร้อยไปว่า เว้นแต่มีเหตุให้เป็นอย่างอื่น โดยได้รับความเห็นชอบจาก ครม. มันจะได้ เห็นชัด ๆ กันไปเลยว่ามันเป็นความรับผิดชอบของทางฝ่ายการเมือง หรือจะเอาให้ชัดว่า โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี อันนี้ชัดมากว่าใครที่จะเอาคอขึ้นเขียงเวลาที่เรา ต้องผิดกฎหมายแบบนี้ เพราะว่าตอนนี้เวลาที่เรากำลังเดินหน้าลุยไฟทำผิดกฎหมายกันอยู่นี้ คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือข้าราชการประจำ ตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนชงเรื่อง ที่เป็นคนเซ็นเรื่องต่าง ๆ โดยที่ ณ วันนี้ฝ่ายการเมืองเองยังไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไรเลยในเวลาที่ตัดสินใจ ที่จะทำอะไรที่มันเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ยังมีอีกค่ะ อีก ๑ ประเด็นที่น่าจะทำให้ท่าน เลือกใช้งบกลางเงินสำรองจ่ายของ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท จากงบประมาณปี ๒๕๖๗ นั่นก็คือว่า ถ้างบกลางเงินสำรองจ่ายไม่พอเมื่อไรสามารถที่จะเบิกจ่ายทุนสำรองจ่ายได้อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินทุนสำรองจ่ายก็บัญญัติไว้ตามมาตรา ๔๕ นี่ละค่ะ ที่บอกว่าจะใช้ได้ เมื่องบกลางเงินสำรองจ่ายไม่เพียงพอ อันนี้ก็อาจจะตอบข้อสงสัยว่าทำไมถึงได้กล้าลดวงเงิน ลงเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าดูวงเงินทุนสำรองจ่ายสิคะ เท่าไรคะ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ได้ตอนไหนคะ ใช้ได้เมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน จำเป็น เร่งด่วนจริงไหมในเมื่อก็ต้องไปแจกในไตรมาส ๔ อยู่ดี ก็อาจจะไม่นะคะ จริง ๆ แล้วทุนสำรอง จ่ายมันเคยถูกใช้มาก่อนในช่วงที่เราเกิดโควิด-๑๙ ในช่วงแรก ๆ แล้วก็จะต้องเอาออกมา เพื่อใช้แจกเงินเยียวยาในครั้งแรก ซึ่งตอนนั้นหน้าสิ่วหน้าขวานมาก นาทีชี้เป็นชี้ตาย แต่ว่ารอบนี้ความจำเป็นเร่งด่วนอย่างเดียวที่ดิฉันเห็นก็คือความจำเป็นที่จะต้องรักษาหน้า ของรัฐบาล แต่อย่าลืมว่างบก้อนนี้ถึงจะใช้มันก็ต้องโอนคืน มันจะต้องตั้งงบคืนในโอกาสแรก ถ้าใช้ตรงนี้ไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายก็ต้องมาตั้งคืนในปี ๒๕๖๙ ต่อไปอยู่ดี เงินทุน สำรองจ่ายแบบนี้เขาเรียกว่ายืมเงินข้ามปีค่ะท่านประธาน แต่ถ้าท่านบอกว่าท่านไม่เคยคิดจะใช้ ก็ถือว่าดีค่ะ ก็ถือว่าเป็นวาสนาของประเทศที่จะไม่ได้มีการใช้เงินทุนสำรองจ่ายตัวนี้ แต่ก็วนกลับมาอีกค่ะ พอถึงเวลาลงทะเบียนจริงแล้วงบไม่พอจะแจกทุกคน คนมาลงทะเบียนเกิน ๔๕ ล้านคน แล้วทำอย่างไรกันต่อ จะเสี่ยงผิด พ.ร.บ. เงินตราหรือไม่ หรือว่าสุดท้าย จะยิ่งไปทำให้ร้านค้าที่เขาจะต้องไปขึ้นเงินสดเขาก็จะขาดความเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่า สุดท้าย ถ้าเขาไปแลกช้าเขาจะได้เงินคืนหรือเปล่า อันนี้น่าจะได้คำตอบที่ชัด ๆ ว่าสรุปแล้ว การบริหารจัดการเพื่อให้ได้จะได้ทั้งหมด ๔๕ ล้านคน หรือ ๕๐ ล้านคน จากทางรัฐบาล เพราะว่าเราก็ต้องไปพิจารณากันว่าสรุปแล้วควรจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติเงินจำนวนนี้ ยังไม่หมดค่ะท่านประธาน ที่ทำผิดกฎหมายวันนี้ดิฉันไม่ได้อยากที่จะพูดแต่เรื่องกฎหมาย แต่ว่ามันมีปรากฏขึ้นอยู่ตลอดเวลาค่ะ ไปกันต่อกับการตีความค่ะว่างบประมาณโครงการนี้ เมื่อสักครู่นี้นายกรัฐมนตรีท่านเพิ่งพูดเลยว่ารายจ่ายลงทุนสูงถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าคิดเป็น ๙๗,๖๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นรายจ่ายประจำอีกแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนทำงบ ๒๕๖๘ ก็ทำแบบนี้ แต่ก็อาจจะยังไม่เสียหายมาก เพราะว่าถึงตัดทิ้งไปก็ยังเป็นไปตามกฎหมายอยู่ แต่สำหรับของงบปี ๒๕๖๗ ไม่ได้แล้วค่ะ ถ้าเราดูปกติรายจ่ายลงทุนตามความเข้าใจ หรือว่าตามนิยามตามปกติที่ใช้ก็คืองบประมาณที่เอาไปใช้ในการซื้อสิ่งของ หรือว่าไปสร้าง สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่อาจจะมีอายุเกิน ๑ ปี หรือพวกค่าจ้างที่เอามาใช้ทำของ หรือว่าไปปลูกสร้าง สิ่งเหล่านั้นนะคะ แต่ของโครงการ Digital Wallet เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วไหมคะว่า คนใช้นี่ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก แต่ก็ยังอุตส่าห์ตีความว่าเป็นรายจ่ายลงทุนได้สูงถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ กลับหัวกลับหางกันไปหมดค่ะ คำอธิบายก็แปลกประหลาดมากบอกว่า ดิฉันยกตัวอย่างให้มันดูง่าย ๆ นะคะ เขาบอกว่าถ้า นาย ก ได้เงินเพิ่มมา ๑๐๐ บาท ก็จะเอาไปใช้ซื้อสินค้าทุน ๕๐ บาท แล้วก็ไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอีก ๕๐ บาท ฟังตอนนี้ ก็อาจจะใช่สินค้าทุนคืออะไร อะไรนับว่าเป็นสินค้าทุนบ้างนะคะ แต่ว่าพอท่อน ๒ มันเริ่ม แหม่ง ๆ มากแล้วค่ะ แต่ว่าในสินค้าอุปโภคบริโภคนี่ก็ยังมีส่วนที่นับเป็นรายจ่ายลงทุนอีกนะ ก็คืออีก ๓๐ บาท ที่คิดเป็นต้นทุนการผลิต ใช่หรือคะ ต้นทุนการผลิตมันไม่จำเป็นที่จะต้อง เป็นสินค้าทุนเสมอไป ถูกต้องไหมคะ แล้วสินค้าแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกันอีก สุดท้าย ท่านก็เอามารวมกันบอกว่า ๕๐ บาทที่จะไปซื้อสินค้าทุนกับอีก ๓๐ บาทที่จะเป็นต้นทุน การผลิต รวมเป็น ๘๐ บาท ที่เป็นรายจ่ายลงทุน ดิฉันคิดว่ามันเป็นคำอธิบายที่แปลกประหลาดมาก ๆ นะคะ แล้วก็อยากจะบอกประชาชน หรือว่านักวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่จะต้องใช้รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลในการประมาณการต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐกิจท่านต้องใช้ข้อมูลนี้อย่างระมัดระวังแล้วค่ะ ถ้าท่านเผลอเอาตัวรายจ่าย ลงทุนที่เป็นของ Digital Wallet ไปใช้ในการประมาณการในเรื่องของการลงทุนภาครัฐ มันจะผิดพลาดกันไปหมดนะคะ ทีนี้ถ้าไม่นับว่า Digital Wallet เป็นรายจ่ายลงทุนแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ก็มาสู่มาตรา ๒๐ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง บอกว่าถ้าตั้งงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้อง ๑. ไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ประจำปี และ ๒. ต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าเราดูถ้าเรารวมก้อน Digital Wallet แปลกประหลาด ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั่นเข้าไป แน่นอนว่า มันผ่านค่ะ ทั้งข้อ ๑ และข้อ ๒ รายจ่ายลงทุนจะมีสัดส่วนสูงมากถึง ๒๒.๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในส่วนของรายจ่ายลงทุนก็ยังจะเกินกว่าการขาดดุลงบประมาณที่ ๘๐๗,๖๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อไรที่ไม่รวม Digital Wallet อันนี้ก็คือได้ข้อมูลจาก PBO มานะคะ ถ้าไม่รวม Digital Wallet ก็คือตกค่ะ ไม่ผ่านในเรื่องของรายจ่ายลงทุนต้องเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ไม่ผ่านทั้งเกณฑ์ที่ ๒ ที่จะต้องมากกว่าการขาดดุลงบประมาณด้วย อันนี้มันเป็นปัญหานะคะ ถ้าเราจะตีความกันจริง ๆ ว่าตกลงอะไรคือรายจ่ายลงทุน อะไรคือไม่ และถ้าเมื่อไร ที่มันตีความออกมาแล้วว่ามันไม่ใช่มันจะเป็นการทำผิด พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังอีกครั้งนะคะ และท่านกำลังจะบอกว่างบเพิ่มเติมไม่ต้องใช้เกณฑ์เดียวกันกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือว่าอะไรมันก็อาจจะฟังไม่ค่อยขึ้นนะคะ อันนี้เป็นปัญหาที่ทางรัฐบาลอาจจะต้องแก้ไข แล้วก็ทำให้มันถูกต้องนะคะ
ท่านประธานที่เคารพคะ นอกจากเรื่องของการสุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งจนถึงตรงนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปแก้กฎหมายให้มันถูกใจเสียก่อนแล้วค่อยมาทำ ทั้ง ๆ ที่ท่านก็อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ กลับมาเลือกทางที่มันสุ่มเสี่ยงลุยไฟขนาดนี้ ก็ยังมีปัญหา ในเรื่องของความไม่พร้อมค่ะ อีก ๑๕ วัน นายกรัฐมนตรีแถลงไปแล้วค่ะ Post ลง Social ลง Twitter ไปแล้วค่ะว่าจะลงทะเบียนวันที่ ๑ สิงหาคม อีก ๑๕ วันจะลงทะเบียน วันนี้ ยังหาเจ้าภาพไม่ได้ค่ะ เห็นได้จากการที่เขียนไว้ว่าต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมไว้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ยังมีรัฐวิสาหกิจอยู่เลยนะคะ และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมาย ให้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนะคะ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องเสนอเป็นภาพรวมไว้ในงบกลาง มาตรา ๒๒ อีกเช่นเดียวกันบอกว่างบกลางจะตั้งไว้ก็เฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถจัดสรรให้กับ หน่วยรับงบ หรือว่าไม่ควรจัดสรรให้กับหน่วยรับงบ ตรงนี้มันไม่มีเหตุผลอะไรแล้วค่ะ ที่จะต้องเอาใส่ไว้ในงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้าง ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ และอีก ๑๕ วันจะลงทะเบียนยังหาเจ้าภาพไม่ได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร โครงการนี้มันจะเดินหน้าต่อกันได้อย่างไร ไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าภาพ ยังหาไม่ได้ อีก ๑๕ วันจะลงทะเบียน ระบบลงทะเบียน เพิ่งจะได้ผู้ชนะการประมูล ได้ผู้ชนะ การประมูลของระบบลงทะเบียนมา ๒ เจ้า ซึ่งอาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ว่าเพิ่งชนะวันที่ ๑๐ กรกฎาคม กับวันที่ ๑๑ กรกฎาคมเพิ่งจะมีการประกาศผู้ชนะไปเท่านั้นเอง ในส่วนของ ระบบชำระเงินค่ะ ยังไม่ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง เมื่อคืนดิฉันเช็กครั้งล่าสุดก็ยังคงไม่ประกาศ จัดซื้อจัดจ้าง บอกแค่ว่ารายการที่ ๑ ก็คืองานจ้างพัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินหรือว่า Payment Platform เข้าไปดูล่าสุดก็ยังขึ้นแผนเหมือนเดิมค่ะว่า คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง ในเดือน ๗ ซึ่งเขาก็ยังทำตามแผนเพราะตอนนี้ก็ยังเป็นเดือน ๗ อยู่ แต่ว่าอีก ๑๕ วัน จะลงทะเบียน ปลายปีนี้จะต้องแจกเงิน แล้วระบบการชำระเงินมันจะทันได้อย่างไรคะ ท่านประธาน นี่ยังไม่ต้องพูดถึงนะคะว่างบที่ใช้นี่ก็แปลกประหลาดมาก ระบบลงทะเบียน ที่เป็นการต่อยอดจาก Application ทางรัฐที่มีอยู่แล้วใช้งบประมาณประมาณ ๘๙.๕ ล้านบาท ระบบ Payment ที่สุดยอดซับซ้อนไม่รู้ใครคิดมาได้อย่างไร ที่จะต้องใช้เป็น Open Loop System ต้องให้แบงก์พาณิชย์ต่าง ๆ มามี Interface ที่จะต้องรับชำระเงิน Digital Wallet ได้ด้วย ทุก ๆ แบงก์พาณิชย์ถ้าเขาเข้าร่วมโครงการใช้เงินแค่ ๙๕ ล้านบาท ก็มีการสอบถาม กับ DGA ว่าทำไมราคามันถึงได้ใกล้เคียงกันทั้งที่ความซับซ้อนมันแตกต่างกันขนาดนี้ DGA ก็ตอบว่า ราคานี้เป็นแค่การพัฒนาระบบค่ะ แต่ว่าไม่การันตีว่าจะเป็นเจ้าของระบบ อันนี้ ก็อาจจะตีความได้ว่าคนที่จะเข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบเขาก็จะกลายมาเป็นเจ้าของระบบ ในที่สุด แล้ว ๙๕ ล้านบาทของเราก็ถือว่าเป็นการทำบุญไปกับบริษัทเอกชนที่จะได้เป็น เจ้าของ หรือว่าบริษัทเอกชนนั้นก็ถือว่าเป็นการทำการกุศลก็ได้ เพราะว่าต้นทุนที่แท้จริง ก็อาจจะมากกว่านั้น ท่านประธานที่เคารพคะ นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งยังมีเรื่องของเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเฉพาะสำหรับตัวสินค้าที่จะสามารถที่จะเข้าร่วมได้ วันหนึ่ง มือถือได้ วันหนึ่งมือถือไม่ได้ วันหนึ่งปุ๋ยไม่ได้ วันนี้ปุ๋ยได้ ยาฆ่าแมลงยังไม่รู้เอาอย่างไร สุดท้ายเตะกลับไปที่กระทรวงพาณิชย์ ให้กระทรวงพาณิชย์เป็นคนไปทำมา แต่ที่ดิฉันกังวล มากที่สุดก็คือในส่วนของร้านค้าค่ะ อีก ๑๕ วันต้องลงทะเบียนร้านค้าแล้วนะคะ แต่ยังไม่มี มาตรการอะไรที่จะมาสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้ารายเล็กรายย่อยตัวจริงเขาสามารถที่จะมา เข้าร่วมโครงการได้ อย่างที่บอกว่าระบบที่มันถูกออกแบบมามันเอื้อให้กับร้านค้าที่เขามี สายป่านยาว แต่ว่าร้านค้ารายเล็กรายย่อยที่เป็นเงินหมุนเงินสดเขาจะอยู่ไม่ได้ เขาก็จะ เข้าร่วมโครงการไม่ได้ เนื่องจากว่าเงิน Digital Wallet ใช้ซื้อวัตถุดิบได้ก็จริง แต่ก็อาจจะ ไม่ทุกร้าน หรือเขาก็ไม่ได้มีต้นทุนที่มีแต่ค่าวัตถุดิบอย่างเดียว เขาก็ต้องจ่ายค่าแรง จ่ายค่าเช่า จ่ายค่าน้ำมัน ธุรกิจที่มันเป็นเงินสดเงินหมุนเขาเข้าไม่ได้ค่ะท่านประธาน แล้วเราจะทำ อย่างไร อีก ๑๕ วัน จะลงทะเบียนเราจะให้เขามาลงทะเบียนได้อย่างไร หรือแม้แต่คนที่ อยากจะลงทะเบียน พร้อมแล้ว มีเงินสดพร้อมหมุน แต่ยังไม่ได้อยู่ในฐานภาษี แต่ว่าอยาก ที่จะแลกเป็นเงินสดได้ ทุกวันนี้มีบอกเขาว่าคุณต้องเข้าฐานภาษีเมื่อไร คุณต้องจ่ายเงินได้ ภาษีบุคคลธรรมดาในกรณีที่เป็นบุคคลทั่วไปครั้งสุดท้ายเมื่อไร จ่ายย้อนหลังได้ไหม จ่ายวันนี้ ได้ไหม ใครที่ยังไม่ได้จด VAT จด VAT วันนี้ทันไหม ไม่มีอะไรบอกเลย แล้วถ้าเขามีเงินสด ไม่พอจริง ๆ มีสินเชื่อให้เขาไหมเพื่อจูงใจให้เขาอยากที่จะเข้ามา ไม่มีเลยค่ะท่านประธาน โดยปกติที่มันออกแบบมาแล้วมันเอื้อให้กับทุนที่มีขนาดใหญ่ ที่มีเงินสดมากพอที่มีสายป่าน มากพอ มันก็แย่มากพออยู่แล้ว แต่นี่กลับไม่ทำอะไรเลยที่จะลดอุปสรรคที่รายย่อยจะเข้า มาได้ มันก็คือการกีดกันรายย่อยไปในกลาย ๆ ค่ะท่านประธาน โดยสรุปสำหรับโครงการนี้ มันก็บอกได้คำเดียวว่าการลงทุนไม่รู้ว่าจะเป็นเท่าไร ก็ตีไว้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไว้ก่อน ดิฉัน ยังแทงฝั่งที่ได้แจก ๕๐ ล้านคนอยู่นะคะ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ลงทุนไปได้อะไร ได้รักษาหน้าว่า ได้ทำตามที่ได้หาเสียงไว้แล้ว ถึงแม้ว่าหน้าตาของนโยบายนี้มันจะไม่ได้เหมือนกับตอนที่ได้ หาเสียงเอาไว้เลยตั้งแต่ต้น ได้เพิ่ม GDP เต็มที่เลยนะ นี่เอาประมาณการของทาง กระทรวงการคลังเลยที่บอกว่าได้ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นประมาณการอย่างสูงที่สุดเท่าที่จะมี สำนักวิจัยไหนวิจัยมาแล้วนะคะ ก็ยังได้แค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วิญญูชนลงทุน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้คืน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนี้มันเรียกคุ้มไหม แล้วสิ่งที่เราจะเสีย เราเพิ่มความเสี่ยงทางการคลังให้กับประเทศ ตอนนี้ไม่มีปัญญาจะรับมือกับสถานการณ์อะไร ที่มันฉุกเฉินเข้ามา แค่ฝ่ายค้านพูดว่าต้องมีมาตรการเฉพาะหน้าวิ่งหาเงิน อ้าว เงินไม่เหลือแล้ว เพราะว่าต้องเก็บไว้ทำ Digital Wallet ยังต้องเสียอีก คือว่าต้องทำผิดกฎหมายอีกหลายข้อ แล้ววันนี้ไม่ได้มีการแก้