พิชัย ชุณหวชิร หารือปัญหาเศรษฐกิจที่หดตัวและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจากกำลังซื้อที่ลดลงและรายได้ที่ไม่เติบโต พร้อมเสนอให้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนโดยการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในโครงการที่ก่อให้เกิดผลต่อเนื่อง แทนการอุดหนุนชั่วคราว และเน้นย้ำความจำเป็นในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับทั้งการฟื้นตัวของประชาชนและผู้ผลิตอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพแล้วก็ท่านผู้มีเกียรตินะครับ ผมคงจะขอใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ ผมเข้าใจว่าท่านคงจะมีคำถามมากมายเหมือนกับคนที่อยู่ทางบ้าน ก็ใช้คำถามเมื่อเจอผม ก็จะตั้งคำถามเหล่านี้เสมอ แล้วผมคิดว่าผมก็อยากจะให้ความเห็นอะไรบางอย่าง เพื่อจะทำ ให้คำถามหรือปัญหาที่อยู่ในใจนั้นจะต้องมานั่งดูว่าคำถามและปัญหาเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่ ตามมาจากความพยายามแก้ปัญหาหรือไม่ ผมคงจะเข้าไปในประเด็นที่ว่าเรามีปัญหา มากมายว่าการทำอันนี้เราแจกเงินเข้าไปมีการสร้างหนี้ ผมขอเรียนตามตรงครับ ถ้ามีการใช้ งบประมาณ ถ้าเราเก็บรายได้ไม่พอ ไม่สามารถมีเงินออม ก็ต้องกู้ทั้งนั้น ไม่ว่าท่านจะใช้จาก เงินงบประมาณ หรือท่านจะใช้จาก ม. ๒๘ ก็ตาม ทั้งนั้นก็คือภาระในวันนี้ที่จะต้องกู้ หรือภาระในอนาคต แต่สิ่งที่จะต้องมีคำถามอันหนึ่งก็คือว่าเราเห็นความจำเป็นหรือไม่ ในการที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมก็อยากจะขอทบทวนสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าดังที่ทราบ เศรษฐกิจของเรามีลักษณะที่หดตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แล้วเราทุกคนก็ทราบปัญหาลึก ๆ ว่า ปัญหาของการที่หดตัวและลดลงอย่างต่อเนื่อง บางคนก็บอกว่าเป็น ๑๐ ปีที่สูญเปล่า ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำอะไร แล้วเราทุกคนก็เห็นหมดนะครับว่าเราไม่ทำอะไร เพราะว่า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้พูดหลายเรื่องนะครับว่าทำไมไม่ใช้เงินไปเพื่อการนั้น เพราะฉะนั้นผมก็จะขอเรียนว่าวันนี้เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว วิกฤติมันเกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นวิกฤติที่ไม่ใช่เกิดขึ้นทันที เป็นวิกฤติที่เรามองเห็นข้างหน้า ถ้าเราแผ่วหรือไม่ทำอะไร ที่เป็นการกระตุ้นช้าเร็วมาแน่นอน ดังนั้นผมอยากจะให้เห็นผลลัพธ์ว่าอันนี้ผลจากการที่เกิด วิกฤติเศรษฐกิจนี้นะครับ ผู้ที่ประสบความลำบากมีใครบ้าง ผมอยากจะไปมองที่คน ๓ กลุ่มครับ
กลุ่มแรกก็คือประชาชนหรือพูดง่ายหนี้ครัวเรือน ท่านคงเห็นด้วยกับผมนะครับ ว่าวันนี้อัตราเพิ่มขึ้นสูง สูงจนกระทั่งใคร ๆ ก็บอกว่าสูงเกินไปแล้ว เลย ๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว และมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อเนื่องถ้าเราไม่ทำอะไร
กลุ่มที่ ๒ ก็คือหนี้ของร้านค้า ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บริโภค เป็นผู้ใช้เงินเพื่อจะ บริโภคมีหนี้ ถ้าเราจะมองไปแล้วสาเหตุก็คืออะไรครับ รายได้ไม่พอ การที่มีหนี้มองได้ ๒ อย่างนะครับว่าเขาใช้ฟุ่มเฟือย หรือเขามีรายได้ไม่พอ ก็อย่างที่ผมเกริ่นนำนะครับ เศรษฐกิจที่เติบโตช้าอย่างนี้ผมอยากจะคิดอุปมานเอาว่า เกิดจากเหตุผลของการที่รายได้ ประเทศต่ำไป ดังนั้นเราต้องไปแก้ที่รายได้นะครับ อย่างไรเสียท่านไม่แก้ หนี้ก็ต้องขึ้นแน่นอน
และอีกหนึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้กำลังซื้อลง ท่านจะเห็นว่าเงินเฟ้อประเทศไทย มีลักษณะพิเศษค่อนข้างต่ำ ถ้าค่อนข้างต่ำบางครั้งจะเห็นว่ามันสูงขึ้นมาบ้างเราก็จะมานั่ง วิเคราะห์กันว่าที่มันสูงนั้นมันเกิดจากปัจจัยภายนอกหรือว่าทาง Supply Side โชคดี ที่ประเทศไทยการบริโภคอาศัยกำลังการผลิตในประเทศเสียส่วนใหญ่ พวก Consumer Product ทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังต้องพึ่งพาต้นทุนจากภายนอกประเทศ ภาวะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาสิ่งเหล่านั้นจะขึ้นมา เช่น ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย หรือเกิดเหตุ ที่จะบอกเรื่องการเก็งราคาในภาวะสงคราม แน่นอนครับ เงินเฟ้อก็จะขึ้นตามมาจาก สิ่งเหล่านั้นในการที่เราทำ แต่จริง ๆ แล้วธรรมชาติของเราแล้วเป็นประเทศที่มีเงินเฟ้อ ค่อนข้างต่ำเป็นความโชคดีของเรา เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ซึ่งเป็นเสาที่ ๓ และเป็นเสาหลักในการที่จะดูแลประชาชนใน ๒ ภาค คือภาคบริโภค คือประชาชน และภาคผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐทำก็ต้องสร้างหนี้ ถ้าท่านถามผมว่ารัฐบาลไม่สร้างหนี้ได้ไหมระหว่าง ๓ คนนี้ ผมคิดว่าถ้าจำเป็นจะต้องสร้าง หนี้ก็ต้องสร้างครับ เพื่อจะแก้ปัญหาใน ๒ ส่วนแรก คือหนี้ครัวเรือนประชาชน หนี้ร้านค้า ให้กลับขึ้นมาตั้งตัวได้ฮึดสู้อีกครั้งหนึ่งในภาวะที่เราพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกัน ให้มันเกิดงาน การจ้างงานและเกิดการบริโภค ดังนั้นผมคิดว่าผมจะไม่มีคำถามในเรื่องของ การว่า ทำไมหนี้ภาครัฐจะต้องเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มเราก็ต้องอยู่ในวิสัยที่คิดว่า หนี้มากไปไหม น้อยไปไหม ในความสามารถของประเทศถ้าเราสร้างเศรษฐกิจได้ เรามีความสามารถในการจ่ายไหม หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่าหนี้จะมากหรือจะน้อยขึ้นอยู่กับว่า เรามีความสามารถที่จะชำระคืนหรือไม่นั่นต่างหากนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเศรษฐกิจ ที่เข้มแข็งจะทำให้ภาครัฐ ซึ่งเป็นเสาสุดท้ายที่จะคอยดูแล ๒ เสาแรกมีความเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมก็ตอบว่าวันนี้มีความจำเป็นนะครับ ที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น คำว่ากระตุ้นเศรษฐกิจถ้ากระตุ้นครั้งเดียวผมก็ไม่เรียกว่าการกระตุ้นนะครับ ถ้าการกระตุ้นนี้ แล้วเกิดผลต่อเนื่องของการที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ก็จะถือเป็นการกระตุ้น แล้วเมื่ออะไร ก็ตามที่กระตุ้นแล้วมีผลต่อเนื่องผมก็อยากจะเรียนว่าความพยายามนั้นคือความพยายาม ที่ทำเป็นโครงการ หรือเป็นรายจ่ายประเภททุน ในหลักสากลทั้งหลายถ้าท่านทำอะไร ที่สามารถจะทำให้ก่อเกิดแรงกระตุ้นและไปในทิศทางที่ยาวนานขึ้น จะมากหรือน้อย มันก็มีอายุของการกระตุ้นอยู่ระดับหนึ่ง อันนั้นก็ถือว่าเป็นรายจ่ายประเภททุน ไม่ใช่เป็นรายจ่าย ที่ว่าจำเป็นจะต้องจ่าย ไม่ว่าจะจ่ายหรือไม่ก็ต้องจ่าย ไม่เกิดผลใด ๆ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ท่าน จะต้องจ่ายอยู่แล้ว อันนี้เป็นรายจ่ายพิเศษเพื่อกระตุ้นนะครับ ดังนั้นผมก็เลยอยากจะเรียนว่า ทำไมเราไม่เอาทางเลือกนี้แทนที่จะไปกระตุ้นหรือเรียกว่าอุดหนุนตามนิยามของบางท่าน แต่ผมถือว่าอันนี้เป็นการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นทั้งโครงสร้าง มีการบริโภค อาจจะมีการลงทุนบ้าง ในส่วนของผู้บริโภค มีการกระตุ้นภาคการผลิต โดยทั่วไปเราก็พยายามเลือกที่จะเป็นสินค้า ที่ผลิตในประเทศไทยให้มากที่สุดนะครับ แน่นอนครับบางท่านอาจจะบอกว่า Loop นี้ จะขึ้นไปหานายทุนใหญ่ ถ้าท่านสังเกตให้ดีนะครับ Value Chain หรือ Supply Chain หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดในเมืองไทยก็เกิดจากผู้บริโภคไปสู่รายย่อย ร้านค้าย่อย ไปสู่ร้านค้ากลาง และไปสู่ร้านค้ารายใหญ่ ก็จะเป็น Loop กลับมาจ้างงานสู่ร้านค้ารายย่อย อย่างไรก็หนีไม่พ้น วงจรนี้ถ้าได้กระตุ้นทุกคนก็ได้รับอานิสงส์เหมือนกันหมด ทีนี้ถามว่าทำไมไม่รีบเอาเงินไปใช้ แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ทุกคนเห็นหมดเลยเราไม่ได้ทำอะไร แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผมยกตัวอย่างเช่น ท่านทำเรื่องแหล่งน้ำ ท่านทำเรื่องพลังงานสีเขียว ถามว่าทำให้ใครใช้ครับ เพราะฉะนั้น ในกระบวนการแก้ปัญหาทางเชิงโครงสร้างท่านต้องถามตัวเองก่อนว่า ท่านทราบแล้วว่า ท่านจะแก้ปัญหาโครงสร้าง ปัญหาที่ท่านจะต้องแก้เป็นเรื่องอะไร ดังนั้นก่อนที่ท่าน จะทราบว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อมาสนับสนุนเศรษฐกิจ สนับสนุนเรื่องกระบวนการผลิต ท่านต้องทราบเสียก่อนว่าท่านกำลังจะขายสินค้าอะไร ตลาดของท่านคืออะไร ลูกค้าของท่าน คือส่วนไหน วันนี้เราก็เข้าใจแล้วว่าในส่วนหนึ่งอย่างน้อยเราก็รู้ว่ากระบวนการผลิตของเรา เป็น Old Fashion Production Platform แล้ววันนี้กำลังสร้างขีดความสามารถ ของ New Technology ในเรื่อง Production Platform ใหม่ แน่นอนครับ ต้องไปชวนก่อน ทำการตลาดก่อน บอกว่าเรามีความเหมาะสมที่จะสนับสนุนให้เกิดในแนวนี้ และผมก็อยากจะถือโอกาสว่าจะเรียนทีหลังว่าตัวเลขใน BOI ขึ้นมาอย่างมีสาระสำคัญ อยู่ในระหว่างการพิจารณาและอยู่ในระหว่างการจะเซ็นสัญญา แน่นอนครับ สิ่งเหล่านี้ จะเป็นตัวที่บอกเราว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราจะต้องรีบแก้เพื่อให้ Match กับผู้ที่จะมาลงทุน เป็นประเภทอะไร ประเภทไหน ถ้าแก้ไปเลยไม่มีผู้ใช้ก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างท่านก็รู้แก้วันนี้ไม่ออกผลวันนี้หรอกครับ มันจะออกผลควบคู่ไปกับ กระบวนการผลิต กระบวนการลงทุนจนกระทั่งมันเกินขีดความสามารถในการแข่งขัน อยากลงครับ แต่ต้องคิดนะครับ ลงวันนี้ไม่เกิดทันที กระตุ้นไม่ได้ทันที แต่เป็นความจำเป็น ที่จะต้องทำ ทำในจังหวะที่เหมาะสมสอดคล้องกับผู้ที่มาใช้
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องล่าช้า คิดไปทำไป ทุกคนก็ถามผมว่าทำไมช้า ทำไมไม่คิด ให้จบเสียทีเดียว ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า โครงการนี้เป็นโครงการก็ใหญ่นะครับ แล้วเป็น โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถามว่าคิดไปทำไปหรือไม่ ไม่ใช่ครับ คิดตั้งแต่วันแรกแล้วว่าเป็น นโยบายที่ต้องทำ จากปัจจัยที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ เมื่อเป็นปัจจัยที่จะต้องทำ แต่แน่นอนครับ ระหว่างการที่เราจะสร้างให้นโยบายนั้นบรรลุลุล่วง มันก็จะต้องมีสิ่งที่เราจะต้องคิดตลอดไปเสมอ จะต้องปรับปรุง คิดไปทำไป ทางเลือกต่าง ๆ ว่ามีอะไรไหม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งของเงิน อันไหนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อันไหนเป็นทางเลือกถัดมา สินค้าประเภทไหนที่เราควรจะใส่ หรือไม่ใส่ มีผลอย่างไร เราควรจะเริ่มอย่างไร เอ๊ะมันมีผลต่องบประมาณค่อนข้างมาก หลายท่านก็จะบอกว่าเงินที่เราใส่เข้าไปนี้ไม่ว่าจะ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลต่องบประมาณใกล้ ๆ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะจัดงบประมาณ เราก็จะดึงได้ ถ้าหากว่าผมใช้ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นไปตามตัวเลขที่ท่านได้ให้กับผมไว้ และทุกท่านก็ทราบอย่างดี ๒ ปี ท่านก็จะเห็นว่าปีแรก ปี ๒๕๖๗ รวมแล้ว ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ๒๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อันนี้เกิดจากการใช้หรือจัดสรร งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดของรายจ่ายงบประมาณ ๒ ปี เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับ ขนาดของเศรษฐกิจซึ่งมีประมาณ ๑๘ ล้านล้านกว่า ผมอยากจะเรียนว่าเงินที่จ่ายนี้คิดเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์กว่าของงบประมาณ ๑ ปี แต่ถ้าท่านดูในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ บวก ปี ๒๕๖๘ ซึ่งเราทำให้มันต่อเนื่องกันจะเห็นว่าในปีแรกไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ดี ปีถัดมาอยู่ที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นรวมแล้วก็คือ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณ ๑ ปี แต่จริง ๆ แล้วนี่คือ การจัดสรรงบประมาณในจังหวะเวลาที่เราคิดว่าเลือกแล้ว เพื่อจะได้ให้เหลืองบประมาณ ไปใช้จ่ายในสิ่งที่มี ดังนั้นผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในการปรับปรุง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต อันนั้นเป็นทางเลือกที่ ๑ จะต้องให้ใช้ก่อน ส่วนเรื่องการหาเม็ดเงิน หรือมาปรับปรุงเพื่อมาทำโครงการที่จำเป็นเหมือนกันในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเราก็จะให้ เป็น Priority ที่ ๒ แต่เป็นการจัดเม็ดเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งที่ผมเรียนก็หวังว่า จะตอบคำถามที่ว่าทำไมเราถึงมีความจำเป็นจะต้องทำ ทำไมไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อน ทำไมถึงทำล่าช้า ทำไมถึงคิดไปทำไป ผมก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้คำถามที่มีท่านสามารถ ตอบด้วยตัวเองได้ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่จะทำความเข้าใจครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ