สิทธิพล ค้านงบ Digital Wallet ชี้ไม่คุ้ม-ขัดหลักการคลัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แสดงความไม่เห็นด้วยต่อร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 โดยเฉพาะการจัดสรรเงิน 122,000 ล้านบาทให้โครงการ Digital Wallet ซึ่งมองว่าไม่คุ้มค่า ขัดหลักวิชาการคลัง และส่งผลเสียต่อวินัยการคลังในระยะยาว เขาตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และตัวคูณทางการคลังที่รัฐอ้าง โดยชี้ว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่เป็นการโยกย้ายงบเดิม ไม่ใช่เม็ดเงินใหม่ พร้อมเสนอให้จัดสรรงบไปเน้นการลงทุนแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณูปโภค และสิทธิที่ดิน เพื่อสร้างความยั่งยืนมากกว่าการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่อาจก่อให้เกิดบรรทัดฐานผิดและจำกัดโอกาสการพัฒนาประเทศในอนาคต

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากงบประมาณ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการ Digital Wallet ทั้งหมด ผมจึงขออภิปรายร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ใน ๓ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับโครงการ Digital Wallet ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประเด็นแรกครับ ในมุมที่รัฐบาลหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ คำถามคือจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน คุ้มค่ากับ งบประมาณหรือไม่ บอกก่อนเลยนะครับ พรรคก้าวไกลเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจกำลังมีปัญหา และต้องการการกระตุ้นครับ แต่คำถามสำคัญคือมันจะกระตุ้นได้เท่าไร เหมือนที่พรรคเพื่อไทย โฆษณาไว้หรือเปล่า และมันจะคุ้มค่าหรือไม่ รัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ชูธงนโยบาย Digital Wallet ว่าจะช่วยให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ช่วยให้ GDP โตได้ ล่าสุดก็คือ ๑.๓-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ตามที่ท่านรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เมื่อ ๑๑ กรกฎาคม หลังปรับวงเงินเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเรียบร้อย แน่นอนนะครับ หากเงินที่ใช้น้อย แต่ประโยชน์ที่ประเทศได้มาก การใช้งบประมาณย่อมคุ้มค่า อย่างไรก็ตามเหมือนมีแต่ พรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่มั่นใจว่าจะทำให้ GDP โตได้ขนาดนี้ เพราะเมื่อดูหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ ทั้งสภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารโลก หรือ World Bank ต่างประเมินผลกระทบ ของ Digital Wallet ต่อเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่พรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โฆษณาไว้ทั้งสิ้น ภาพนี้เป็นข้อมูลที่สภาพัฒน์และธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงต่อกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจและห้องประชุมวิปฝ่ายค้านเมื่อวานนี้ครับ สภาพัฒน์ประเมินว่า Digital Wallet ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ได้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ปีหน้า ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ธนาคาร แห่งประเทศไทยประเมินว่าปีนี้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ปีหน้า ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนธนาคารโลก ประเมินว่าปีนี้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ และปีหน้า ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ พี่น้องประชาชนเข้าใจง่าย ๆ แบงก์ชาติและธนาคารโลกสรุปผลตอบแทนจากโครงการ Digital Wallet ตลอดโครงการออกมาด้วย แบงก์ชาติบอกว่าตลอดโครงการได้ประมาณ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ World Bank บอกได้ ๐.๕-๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผมเอามาคำนวณง่าย ๆ ให้ท่านประธานเห็นโครงการนี้ใช้เงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ได้ผลตอบแทนระหว่าง ๑.๖-๒.๘ แสนล้านบาท อันนี้คือคิดแบบให้โอกาสความเป็นไปได้มากสุด คำถามคือแล้วอย่างนี้ มันคุ้มค่าตรงไหน ช่วงเช้าท่านรัฐมนตรีชี้แจงนะครับว่าการที่เพื่อนสมาชิกของผมประเมิน ความคุ้มค่า ระหว่างต้นทุนกับประโยชน์ที่ได้ว่าใช้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วได้มากี่เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกว่าเป็นการเปรียบเทียบผิดฝาผิดตัว เพราะเทียบระหว่าง Nominal Term กับ Real Term ท่านใช้คำรุนแรงขนาดว่าผิดหลักวิชาการ ผมชอบที่ธนาคารโลกสรุปนะครับ ในรายงานฉบับนี้ ผมเชื่อว่าธนาคารโลกมีการประเมินที่มีมาตรฐาน คงปรับให้อยู่บนฐานเดียวกัน ทั้ง Nominal Term และ Real Term นะครับ ธนาคารโลกสรุปว่าในระยะสั้นโครงการ Digital Wallet จะเพิ่ม GDP ได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่มีต้นทุนการคลังอยู่ที่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP หรือพูดง่าย ๆ ลงทุน ๒.๗๐ บาท แต่ได้มาบาทเดียว คำถามคืออย่างนี้ท่านจะบอกอีกไหมว่า ธนาคารโลกคิดผิด เอา Nominal Term มาเทียบกับ Real Term ย้ำอีกครั้งนะครับ เราเห็นด้วยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ แต่ที่เราตั้งคำถามและอยากสื่อสารถึงท่าน และประชาชนก็คือ มันจะกระตุ้นได้แค่ไหน คุ้มกับต้นทุนที่ประเทศกำลังเสียไปหรือเปล่า คำถามมีอยู่แค่นี้ เพราะมันก็ภาษีของเราทุกคน ผมชอบมากนะครับที่ท่านต้องบอกว่า ต้องประเมินความคุ้มค่าในด้านอื่น ๆ ด้วยเช่น ท่านยกตัวอย่างจะช่วยสร้างระบบ การชำระเงินใหม่ ระบบดิจิทัลผมเห็นว่าสิ่งที่ท่านควรทำคืออธิบายมาสิครับว่าที่ท่าน จะสร้างระบบการชำระเงินใหม่คืออะไร มันจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร แต่นี่ท่านไม่เคยพูดถึงรายละเอียด ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ามีหรือยังสิ่งที่ท่านบอกว่าประเทศจะได้ ไม่ใช่พวกเราไม่สนใจเรื่องเหล่านี้นะครับ ในห้องประชุมวิปฝ่ายค้านเราถามผู้ชี้แจง จากส่วนราชการว่าตอนรัฐบาลทำคำขอมา มีรายละเอียดโครงการอย่างไร มีการประเมิน ความคุ้มค่า ผลกระทบอะไรมาบ้าง สิ่งที่ได้คำตอบก็คือ ตามเอกสารงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณฉบับที่ ๒ ซึ่งผมเอามาอ่านให้ท่านฟังก็คือ ตัวอย่างเช่น ช่วยเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจกระจาย สู่ท้องถิ่น บรรเทาค่าครองชีพ ขยายการลงทุน ผลิตสินค้ามากขึ้น ชำระภาษีมากขึ้น วางรากฐาน เศรษฐกิจดิจิทัลให้ประเทศเตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ ผมถามมีรายละเอียด อะไรบ้างไหม เพราะปกติเวลาพิจารณางบประมาณ ขนาดหน่วยงานต่าง ๆ ขอเงิน ๑๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ยังต้องมีการประเมินความคุ้มค่า ทำตัวชี้วัด ประเมินผลสัมฤทธิ์ แต่นี่ไม่มีเลย ขอเงินมา ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่าสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรียังเป็นผู้บริหาร ในภาคเอกชน ถ้าใครขอสตางค์ท่านมาแบบนี้ แล้วบอกว่าจะเกิดประโยชน์ระยะยาว แบบที่ท่านเขียนมาเมื่อสักครู่นี้ บลา บลา บลา ท่านคงต้องให้ไปทำรายละเอียดมาเพิ่ม ดังนั้น การที่ท่านบอกเราต้องคิดเรื่องเหล่านี้ไปรวมด้วย ต้องสนใจด้วย ผมยืนยันว่าพวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมถึงประชาชนอยากเห็นครับว่าอะไร เราอยากให้ท่านโชว์ให้เราเห็น เพราะเราก็อยากเห็นประเทศพัฒนาได้ประโยชน์เช่นเดียวกับท่าน

อีกเรื่องคือตัวคูณทางการคลังหรือ Fiscal Multiplier ที่พรรคเพื่อไทยก็พูด มาหลายวาระและหลายตัวเลขเหลือเกิน และผมต้องยืนยันว่าผมดีใจมากนะครับ ที่วันนี้ ในสภาแห่งนี้ สส. หลายท่านนำเรื่องนี้มาคุยกัน ที่ผมดีใจเพราะเรากำลังคุยอยู่บนหลักการ บนหลักวิชาการที่พิสูจน์ได้ว่าอะไรคืออะไร ผมเห็นว่าเป็นบรรยากาศที่ดีมาก ๆ ในการแลกเปลี่ยน วันนี้ท่านรัฐมนตรีขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านจุลพันธ์ก็พูด ท่านพูดหลายรอบใน ๒-๓ วัน ที่ผ่านมา ท่านพูดขนาดว่าไม่เคยมีโครงการใดของรัฐบาลในอดีตที่ได้ตัวคูณทางเศรษฐกิจ สูงเท่าโครงการนี้ อันเนื่องมาจากระบุเงื่อนไขการใช้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ให้ใช้ หรือประเภทสินค้า ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ อธิบายนิดหนึ่งนะครับว่าตัวคูณทางการคลังคืออะไร เผื่อประชาชนฟังอยู่ ตัวคูณทางการคลังก็คือตัวที่ใช้ดูว่าเงินที่รัฐบาลใช้จ่ายไปจะหมุนกี่รอบ เช่น ถ้าปกติคนไทย ใช้เงินในสัดส่วนของรายได้ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ว่ารายได้เพิ่มขึ้น ๑๐๐ บาท รัฐบาล แจกเงิน ๑๐๐ บาท เราก็ใช้จ่าย ๒๐ บาท ๒๐ บาทนี้มันไปถึงใคร ไปถึงมือคนถัดไป คนถัดไปได้มา ๒๐ บาท ใช้เท่าไร ใช้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ใช้ ๔ บาท อีก ๔ บาท ก็ไปถึงมือ คนถัดไป ใช้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้เท่าไร ใช้ ๘๐ สตางค์ เงินมันก็หมุนไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ล่ะครับ ถ้าเราไล่ตามดูตั้งแต่ต้นเงินจนถึงปลายทาง แล้วเอามารวมกัน เราพบว่ามันได้มา ๑๒๕ บาท เราก็บอกว่าอย่างนี้มันสร้างตัวคูณขึ้นมา ๑.๒๕ เท่า อันนี้คือคำว่าตัวทวีคูณทางการคลัง หรือ Fiscal Multiplier ที่วันนี้เราคุยกัน แน่นอนประเทศไหน ระบบเศรษฐกิจไหน คนใช้จ่ายเงินเก่ง ตัวทวีคูณทางการคลังก็สูง รัฐบาลหย่อนเงินลงไปก็กระตุ้นเศรษฐกิจง่าย สำหรับโครงการ Digital Wallet พรรคเพื่อไทยพูดถึงตัวคูณทางการคลังหลายครั้ง เท่าที่ผม หาข่าวได้อย่างน้อย ๓ ครั้ง ซึ่งน่าสนใจมากคือแตกต่างกันทุกครั้ง ตัวอย่างเอกสาร ที่พรรคเพื่อไทยส่งให้ กกต. ตอนหาเสียงเลือกตั้งมีระบุตัวคูณไว้ ซึ่งจากการคำนวณอยู่ที่ประมาณ ๒.๖ รอบ หรืออีกครั้งหนึ่งท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตัวคูณโครงการอยู่ที่ ๓.๓ รอบ หรือถ้าย้อนไปตั้งแต่แรกที่มีคนอ้างผล การศึกษาเอกสารนโยบาย Digital Wallet ในตอนนั้นใช้ชื่อว่าเหรียญดิจิทัลเพื่อไทย ระบุตัวคูณสูงถึง ๖ รอบ ที่เรียกว่าตัวคูณของพรรคเพื่อไทยเสนอหรือหาเสียงไว้มีหลากหลาย แต่ค่อนข้างสูง ถามว่าเพราะอะไร เพราะเมื่อไปเปรียบเทียบดูกับที่หน่วยงานอื่น ๆ เขาประเมิน มันต่างจากท่านเหลือเกินครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าตัวคูณ ของโครงการอยู่ที่ ๐.๓ World Bank ประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ ๐.๓-๐.๖ ที่น่าสนใจคือ World Bank เขาไปหามาให้ด้วย ตั้งข้อสังเกตว่ามีโครงการที่เกาหลีเคยทำชื่อ Korean Economic Impact Payment เขาบอกคล้าย Digital Wallet ที่เรากำลังจะทำ ตอนนั้น เกาหลีทำช่วงโควิด แจกเงิน ๑ ล้านวอน หรือประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท แจกครั้งเดียว แจกทุกบ้านให้ใช้เฉพาะร้านค้าออฟไลน์และบังคับให้ใช้ในช่วง ๔ เดือนเท่านั้น คือพฤษภาคมถึงสิงหาคม ๒๕๖๓ ท่านจะเห็นว่าเงื่อนไขคล้าย ๆ สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ ปรากฏว่าโครงการนี้มีตัวคูณอยู่ที่ ๐.๕ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะหน่วยงานไทย หรือหน่วยงาน ต่างประเทศ ล้วนแต่ประเมินตัวคูณของ Digital Wallet ต่ำกว่าที่รัฐบาลโฆษณาไว้ทั้งสิ้น นี่จึงเป็นอีกหลักฐานที่อยากตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่าโครงการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน คุ้มกับงบประมาณหรือไม่ ท่านประมาณการข้อดีหรือประโยชน์สูงเกินจริงหรือไม่ เรื่องเหล่านี้นะครับ วันนี้ได้ยินหลายท่านพูดว่ามันเป็นเรื่องของการที่ใครมีข้อมูลมากกว่า ใครรู้ดีกว่าใคร หลายครั้งผมได้ยินคำว่าใช้เหตุผลว่าคิดมาดีแล้ว หรือเป็นโครงการแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในโลกนี้และในประเทศนี้ ถึงทำให้ตัวคูณสูงเป็นประวัติการณ์ ผมว่าเรื่องเหล่านี้พิสูจน์ได้ทาง วิทยาศาสตร์วิชาการด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงประสบการณ์ในต่างประเทศที่มีลักษณะ ใกล้เคียงกัน อย่างที่เมื่อสักครู่ผมเล่าให้ฟังกรณีประเทศเกาหลี ท่านประธานครับ ตอนนี้ ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ แบงก์ชาติ ธนาคารโลก ซึ่งเป็นหน่วยงาน มืออาชีพเชื่อถือได้ เขาประเมินเศรษฐกิจมานาน เขารู้วิธีการประเมิน เขาประเมินออกมาว่า มันน้อย ท่านก็บอกไม่เชื่อ ท่านยืนยันว่ามันมาก ทำไมท่านไม่แสดงหลักฐานหรือเหตุผล ประกอบล่ะครับว่าหน่วยงานหรือพวกผมรอฟังอยู่ว่าเพราะอะไร เมื่อช่วงบ่าย มีเพื่อนสมาชิก ฝั่งรัฐบาลยกตัวอย่างโครงการน่าสนใจ คือของประเทศญี่ปุ่น ที่แจกเงินพิเศษภายใต้โครงการชื่อ Special Cash Payment Program แจกช่วงโควิดเหมือนกันคนละ ๑๐๐,๐๐๐ เยน หรือประมาณ ๒๓,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นคู่สมรสได้ ๒๐๐,๐๐๐ เยน หรือ ๔๖,๐๐๐ บาท ท่านเล่าว่าโครงการนี้ ช่วยเพิ่ม MPC : Marginal Propensity to Consume หรือแนวโน้มส่วนเปลี่ยนแปลงการบริโภค ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกว่าเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมขอบคุณเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง ที่เอาเรื่องอย่างนี้มาเล่าให้สภาแห่งนี้ฟัง ผมว่าโครงการนี้น่าสนใจ ผมจึงไปตามอ่านงานเพิ่มเติม ตัวเต็มที่ท่านเอามาอ้างอิง น่าสนใจข้อสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ เขาบอกว่าที่มันช่วยเพิ่ม MPC หรือการบริโภคเพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้มันไม่ได้แตกต่างจากการแจกเงินช่วงปกติ หมายความว่า แจกเงินช่วงปกติ MPC ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แจกเงินช่วงโควิด MPC ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แจกเงินภายใต้โปรแกรมอย่างที่ท่านยกมาเป็นบทเรียนก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่านี่ควรเป็นบทเรียนสำคัญของรัฐบาล ที่คิดว่ามันจะเพิ่มตัวคูณมหาศาลแบบที่ไม่เคยเห็น ในประวัติศาสตร์ เอาเข้าจริงถ้าเชื่อตามงานวิจัยนี้ที่เพื่อนสมาชิกพรรคเดียวกับท่านรัฐมนตรี อภิปรายนี้ ตัวคูณมันก็ออกมาเท่า ๆ กันนี่ล่ะครับ สุดท้ายถ้าท่านมั่นใจว่าคุ้มได้ตัวคูณสูง สร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มาก ผมเห็นว่าท่านควรกล้า ๆ ระบุลงไปในร่าง พ.ร.บ. เลย แน่นอน ด้วยท่านจัดสรรเป็นงบกลาง กฎหมายไม่บังคับว่าต้องใส่ตัวชี้วัด แต่ถ้าท่านมั่นใจ ขนาดนี้ก็ใส่ไปเลย หน่วยงานจะได้มีเป้าตรงกับท่าน ผมลองไปค้นร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณเพิ่มเติมเก่า ๆ ที่ผ่านสภา เช่น ที่ยกตัวอย่างมาในปี ๒๕๖๐ ในครั้งนั้นมีการเสนองบ ในส่วนงบกลางนี่ล่ะครับ มีการระบุเป้าหมายเลยว่าจะเพิ่ม GPP หรือมูลค่าผลิตภัณฑ์ มวลรวมจังหวัดให้ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผมเชียร์ถ้าท่านมั่นใจว่าจะสร้าง GDP ได้แค่ไหน ก็ระบุไปเลย ก่อนจบประเด็นเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน คุ้มหรือเปล่า ผมอยากพูดถึง ที่เมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีชี้แจงถึงสิ่งที่เพื่อนสมาชิกของผม คุณศิริกัญญา ตันสกุล อภิปรายไป ว่าเม็ดเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กลับเป็นผลตอบแทนแค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คุณศิริกัญญา ใช้ตัวคูณของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งประเมินอยู่ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านรัฐมนตรี ชี้แจงว่าเป็นเรื่อง Nominal Term กับ Real Term ผมเห็นว่าคำชี้แจงของท่านไม่ใช่ สาระสำคัญเลย ท่านใช้คำรุนแรงขนาดว่าเป็นความผิดพลาดทางวิชาการ เพราะเอา Nominal Term ของต้นทุนที่จะใช้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเปรียบเทียบกับผลได้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่คำนวณจาก Real Term ทำไมผมถึงบอกว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีอธิบาย ไม่ใช่สาระ เพราะถ้าผมใช้หลักที่ท่านรัฐมนตรีอยากเห็น ผมว่าแค่นำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปคูณอัตราเงินเฟ้อปี ๒๕๖๗ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ คราวนี้เราก็จะได้ Nominal Term ของประโยชน์ที่เราจะได้ เมื่อสักครู่เท่าไร ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คูณ ๑ เปอร์เซ็นต์ เข้าไปเท่าไร ๓๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ต่างกันนิดเดียว พูดง่าย ๆ ว่าประโยชน์เชิง Nominal Term เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มมานิดเดียว คราวนี้เอาอย่างที่ท่านรัฐมนตรีอยากเห็นเลย เปรียบเทียบ Nominal กับ Nominal ด้วยกัน ต้นทุน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประโยชน์ที่ได้ ๓๕๓,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่คุณศิริกัญญาพูดยังเหมือนเดิมคือไม่คุ้ม

ประการสำคัญที่ผมควรขยายความของคุณศิริกัญญาเพิ่มเติม เพื่อเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน ตลอดจนเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ก็คือคุณศิริกัญญาประเมินให้ แบบใจดีแล้วด้วย ๒ เหตุผล

เหตุผลแรก คุณศิริกัญญาใช้ตัวเลขที่เรียกว่า Maximum หรือค่าสูงสุดที่สำนักงาน เศรษฐกิจการคลังประเมินว่าจะได้คือที่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ไปคูณ GDP ที่ ๑๙ ล้านล้านบาท มันเลยออกมาที่ ๓๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะบอกก็คือขนาดใช้ตัวเลขความเป็นไปได้สูงสุด มันยังออกมาไม่คุ้ม เพราะใส่เงินไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้กลับมา ๓๐๐,๐๐๐ กว่า ๆ

ประการที่ ๒ ที่ต้องบอกว่าคุณศิริกัญญาใจดี เพราะสมมุติฐานนี้ เป็นสมมุติฐาน เมื่อครั้งที่สมมุติว่าเป็นเม็ดเงินใหม่ที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ตัวคูณเลยได้ออกมาที่ ๑.๒-๑.๘ ตอนนั้น สศค. หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคำนวณว่าเป็นการกู้เงินมาทั้งหมด รวมทั้งมาจาก ม. ๒๘ ของ ธ.ก.ส. ด้วย แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ตอนนี้เราคุยกันและเห็นกันอยู่ เรากำลังจะใช้เงินจากงบเพิ่มเติมที่เราคุยกันที่ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับอีก ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ในร่าง พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๘ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๗๔,๗๐๐ ล้านบาท นั่นแปลว่าจะมีเม็ดเงินใหม่ที่เติมเข้าระบบเศรษฐกิจไม่ได้เยอะเท่าเดิมแล้วนะครับท่าน เพราะนอกจากเม็ดเงินโครงการจะลดลงจาก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในนี้ยังเป็นแหล่งเงินใหม่เพียง ๒๗๔,๗๐๐ ล้านบาทเท่านั้น หรือคิดเป็นเพียงประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก ๑๗๕,๓๐๐ ล้านบาท เป็นเงินเก่า หรือเป็นการโยกงบประมาณจากโครงการเดิมมา ดังนั้นต้องบอกว่าสิ่งที่คุณศิริกัญญาบอกว่าไม่คุ้ม ต้นทุนแพง ผลตอบแทนต่ำ เอาจริงคือมีแนวโน้มต่ำกว่า หรือเข้าเนื้อกว่าที่คุณศิริกัญญา พูดไว้ด้วยซ้ำ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากอภิปราย คือการที่ท่านจัดทำงบประมาณฉบับนี้ แล้วจะสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ในอนาคต การที่ท่านกำหนดวงเงินรายจ่ายเพิ่มเติมใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่าเป็นรายจ่ายประจำ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งนั่นหมายความว่าท่านเห็นว่าเม็ดเงิน Digital Wallet ส่วนใหญ่คือรายจ่ายลงทุน ท่านรัฐมนตรี พูดหลายวาระนะครับว่าแจกไปเพื่อให้คนไปลงทุน ตัวอย่างเช่น ท่านไปให้สัมภาษณ์ ในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ท่านบอกว่าเหตุผลที่ต้องกำหนด ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านบอกว่า ตัวเลข ๑๐,๐๐๐ บาท ถูกคิดและกลั่นกรองมาดีว่ามันจะไม่กระตุ้นแต่การบริโภค ท่านสมมุติว่า เกิดครอบครัวหนึ่งมี ๑๐ คน รวมเงินได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แทนที่ครอบครัวนั้นจะซื้อของ ซื้อหมูปิ้ง ครอบครัวนั้นจะเปลี่ยนไปซื้อรถเข็นก๋วยเตี๋ยว เปลี่ยนจากกระตุ้นการบริโภค เป็นกระตุ้นการลงทุน ท่านยังบอกอีกว่า ถ้ากระตุ้นแต่การบริโภคนี่ วืดเดียวหาย คำถามคือ ทำไมท่านมั่นใจขนาดนั้นว่ายอดเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทที่ท่านคิดมาดีนี้จะกลายเป็นตัวฉุด ให้ประชาชนคิดว่าไปลงทุนดีกว่า ผมเคารพประชาชนนะครับ และผมก็ดีใจมากถ้าประชาชน เป็นอย่างนั้น แต่ท่านเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน ทำไมทุกบ้านเรือนคนจะอยากไปซื้อรถเข็น ท่านจะไปจำกัดห้ามไม่ให้เขากิน ให้เขาใช้ได้อย่างไร ที่สำคัญชอบที่บอกนะครับว่า หากเป็น การกระตุ้นผ่านการบริโภค วืดเดียวหาย ท่านใช้คำนี้ในรายการ แปลว่าท่านเข้าใจผลกระทบ ของงบที่ไปกระตุ้นการบริโภคจริง ๆ เช่นเดียวกับสมมุติฐานที่สำนักงบประมาณชี้แจงในห้อง กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และห้องวิปฝ่ายค้านนะครับ ท่านบอกว่าเป็นรายจ่ายลงทุน เพราะจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ใน ๑๐๐ บาท ที่ครัวเรือนไทยใช้จ่าย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นการลงทุน อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อการบริโภค แล้วท่านก็บอกว่า ใน ๕๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อการบริโภคนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในนั้นเป็นรายจ่ายลงทุน และท่านก็สมมุติ ไป ๆ มา ๆ ว่า โดยรวมนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน อันนี้ผู้แทนสำนักงบประมาณชี้แจง ที่น่าสนใจตอนผมถามย้ำก็คือว่าในห้องกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจอันนี้มาจากไหน ผู้ชี้แจงจากสำนักงบประมาณแจ้งว่ามาจากที่ประชุม ๔ หน่วยงาน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ แต่พอถามผู้แทนหน่วยงานที่อยู่ในห้อง ซึ่งมีสภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ นั่งในที่ประชุม ถามว่าผู้แทน แต่ละท่านเห็นด้วยหรือไม่ ท่านประธานเชื่อไหมครับ ทุกคนเงียบ ไม่มีหน่วยงานไหนกล้าตอบ หรือในห้องวิปฝ่ายค้านที่เพิ่งพิจารณาไปเมื่อวานนี้ ตัวแทนจากส่วนราชการก็ชี้แจงว่า การตั้งสมมุติฐานแบบนี้ โครงการนี้เป็นโครงการแรก ท่านประธานครับ ประเด็นนี้สำคัญ ที่ผมต้องนำมาอภิปรายต่อสภาแห่งนี้ เพราะนอกจากท่านกำลังทำผิดหลักวิชาการ ผิดระเบียบ สำนักงบประมาณ ท่านกำลังสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ในการระบุว่าโครงการแบบนี้ โครงการ แจกเงินแบบนี้ เป็นรายจ่ายลงทุน ทำแบบนี้มันทำให้เสียวินัยการคลังในระยะยาว ต่อไป นักการเมืองคนไหน พรรคการเมืองไหนอยากทำโครงการแจกเงินแบบนี้ ก็ระบุในงบได้ว่า เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งมันไม่ใช่ ในการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีนะครับ กฎหมาย ระบุสัดส่วนรายจ่ายลงทุนไว้เพื่ออะไร เพื่อให้ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลต้องสนใจนำเงิน ไปลงทุนเพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ แต่นี่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ กำลังสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ถ้าสภาผ่านกฎหมายฉบับนี้ไป ก็จะเป็นผู้ร่วมสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ไปด้วย ผมจะแสดงให้ท่านประธานเห็นว่าทำไมงบ Digital Wallet ไม่มีทางเป็นรายจ่ายลงทุนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เอาเรื่องแรกก่อนตามนิยาม เอาแบบหยาบสุด ๆ รายจ่ายลงทุนรัฐบาลแจกไป คนได้รับต้องเอาไปซื้อสินค้าทุนไปลงทุน ท่านแจกไปแบบนี้ท่านจะไปบังคับประชาชน ได้อย่างไรว่าเขาจะไปซื้อสินค้าทุนครับ ไปฟังที่ท่านรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในรายการเดิม พิธีกรตั้งคำถามน่าสนใจมาก เขาถามว่าเพื่อไทยมองว่าคนไทยจะสามารถคิดแบบนั้น หรือเราได้หลายคนเอามารวมกัน เอามาลงทุน ท่านรัฐมนตรีตอบพิธีกรว่าเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท คุณพิธีกรใช้บริโภคอย่างเดียวเลยหรือ เอาที่จริงผมว่าที่พิธีกรถามไม่แปลก ผมว่าที่ท่านรัฐมนตรี ตอบแปลก ท่านแจกให้เขาไปแล้ว ท่านจะไปเดาว่าเขาจะใช้อย่างไร ทุกบ้านจะเอาเงิน มากองรวมกัน มันจะมีสักกี่บ้านที่เป็นอย่างนี้ บ้านท่านรัฐมนตรีอาจจะทำ แต่บ้านอื่น เขาจะทำหรือไม่ทำก็เรื่องของเขา ถ้าตามสมมุติฐาน ท่าน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่แจก คิดง่าย ๆ คือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่ได้รับไปต้องทำแบบท่านว่า มันเป็นไปได้หรือ และถ้าท่าน อยากให้เขาเอาไปลงทุน ท่านก็เขียนลงไปเลยให้เอาไปซื้ออะไรได้บ้าง รถเข็น วันนี้พูดหลายรอบ รถเข็นก๋วยเตี๋ยว ที่แย่ไปกว่านั้นต้องยืนยันว่ามันผิดหลักวิชาการ ในทางวิชาการเงินที่รัฐบาล แจกแบบนี้ นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการด้านการคลัง เราเรียก เงินโอน พูดชัด ๆ ก็คือ เงินอุดหนุน หรือภาษาอังกฤษ Subsidy คือโอนให้ไปใช้ โอนให้ไปจ่ายรัฐบาลให้ไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อให้แม้ประชาชนจะไปซื้อของที่เป็นสินค้าประเภททุนก็นับเป็น รายจ่ายลงทุนไม่ได้ เพราะรายจ่ายลงทุนต้องหมายถึงรายจ่ายลงทุนของภาครัฐเท่านั้น ถ้าประชาชนเอาเงินไปซื้อเครื่องจักรเพื่อทำมาค้าขาย เงินที่ซื้อเครื่องจักรต้องถือว่าเป็นการลงทุน ของภาคเอกชน ไม่ใช่การลงทุนของภาครัฐ ดังนั้นเม็ดเงิน Digital Wallet ต้องเป็นรายจ่ายประจำ ทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายนะครับ หลักฐานที่บอกว่าเม็ดเงิน Digital Wallet คือรายจ่ายประจำ คือสิ่งที่ได้จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ที่ประเมินตัวคูณ ของโครงการออกมาต่ำ เช่น แบงก์ชาติประเมินว่าได้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารโลกประเมินว่าได้ ๐.๓-๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ทำไมผมถึงบอกว่านี่คือหลักฐาน เพราะถ้าเป็นรายจ่ายลงทุนจริง ตัวคูณต้องสูงกว่านี้ ข้อมูลนี้จาก 101 Plus รวบรวมข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ถึงค่าตัวคูณการคลังภายใต้เครื่องมือแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐ การอุปโภคภาครัฐ หรือเงินโอน เราพบว่าตัวคูณการคลังของการลงทุนภาครัฐอยู่ที่ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ ของการอุปโภคภาครัฐ อยู่ที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ และเป็นเงินโอนอยู่ที่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะเห็นว่าตัวคูณที่แบงก์ชาติและธนาคารโลกคำนวณออกมา ของ Digital Wallet ใกล้เคียงกับกรณีเงินโอน ไม่ใช่การลงทุนภาครัฐ นี่จึงเป็นอีกหลักฐานหนึ่ง ที่บอกว่า Digital Wallet เป็นเงินโอนไม่ใช่รายจ่ายประจำ ไม่ใช่รายจ่ายลงทุน ดังนั้น ท่านประธาน แม้รัฐบาลจะบิดหลักวิชาการ จะสร้างสมมุติฐานใหม่ หาคำอธิบายที่ดูน่าเชื่อถือ ขนาดไหนมาเพื่อรองรับว่า Digital Wallet เป็นรายจ่ายลงทุน แต่แบบจำลองทางเศรษฐกิจ หลักคณิตศาสตร์ หลักวิชาการก็ไม่สามารถบิดเบือนเพื่อไปรับใช้ท่านได้ ซึ่งผมขอเถอะนะครับ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติม กฎหมายไม่กำหนดด้วยซ้ำว่าต้องเป็น รายจ่ายลงทุนเท่าไร ท่านก็ไปแก้เสีย เพื่อไม่ให้ผิดหลักวิชาการ ผิดหลักและระเบียบ งบประมาณ ไม่สร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ให้ใครมาทำนโยบายแบบนี้แล้วอ้างว่าเป็นรายจ่าย ลงทุน ซึ่งกระทบวินัยการคลังระยะยาว เช่นเดียวกับเรื่องการใช้งบกลางปีไปใช้ ในปีงบประมาณถัดไป ในกรณีนี้ผมเห็นใจพี่น้องข้าราชการ หลายคนรู้ว่าความถูกต้อง คืออะไร หลักวิชาคืออะไร แต่ก็น้ำท่วมปากไม่กล้าพูด ผมขอสื่อสารถึงพี่น้องข้าราชการ ให้ท่านระลึกถึงหลักวิชาให้ดี นักการเมืองมา แล้วก็ไป แต่หลักวิชา หลักการคลัง การงบประมาณยังต้องอยู่ ท่านต้องเป็นหลักของประเทศครับ

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากอภิปรายคือข้อเสนอแนะ ผมไม่ปฏิเสธว่า เศรษฐกิจไทยต้องการการกระตุ้นระยะสั้น ผมยืนยันอีกครั้ง พรรคก้าวไกลเห็นด้วยว่า ประเทศไทย เศรษฐกิจไทยตอนนี้ต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น พวกเรายังเห็นว่า ท่านทำช้าไปด้วยซ้ำ แต่รัฐบาลควรสร้างสมดุลระหว่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่กันครับ รัฐบาลไม่ควรเทหมดหน้าตัก เอาอนาคตของประเทศเป็นเดิมพันกับโครงการนี้โครงการเดียว ผมจึงมีข้อเสนอแนะ ๒ ข้อ ที่ผมอยากเสนอต่อรัฐบาล

ประการที่ ๑ รัฐบาลควรใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ย้ำนะครับ ผมรู้เดี๋ยวต้องมีท่านลุกขึ้นมาชี้แจงว่าเราไม่ได้มองในมุมสงเคราะห์ ผมก็ไม่ได้มอง ในมุมสงเคราะห์ครับ ผมมองในมุมกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนท่านนี่ล่ะครับ เพราะอะไร เพราะสำหรับผู้มีรายได้น้อย เมื่อได้รับเงิน เขามีแนวโน้มใช้เงินสูงกว่า ซื้อของในประเทศ มากกว่า ตัวคูณการคลังเยอะกว่า PBO สำนักงบประมาณของรัฐสภาประเมินว่าตัวคูณการคลัง กรณีแจกเงินเฉพาะผู้มีรายได้น้อยสูงถึง ๑.๓ เท่า นอกจากนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกของผม คุณวรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายนะครับ การจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ท่านต้องไปดูว่า ทำอย่างไรให้ร้านค้าขนาดเล็กได้ประโยชน์ ทำอย่างไรให้เขาไม่ถูกกีดกันออกไป เพราะถ้าเขา รับเงินดิจิทัลไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นขายลูกชิ้น ขายข้าวมันไก่ ขายขนมจีบ ขายซาลาเปา ขายก๋วยเตี๋ยว สุดท้ายจะกลายเป็นนโยบายนี้ไปซ้ำเติมเขานะครับ เพราะห้างค้าปลีก ห้างสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วทุกที่จะกลายเป็นคู่แข่งเขาทันที และถ้าเป็นอย่างนี้ไปนะครับ สิ่งที่ท่านคาดหวังว่าเงินจะไปสู่ชุมชน ชุมชนเล็ก ๆ ของเพื่อนผมในศรีสะเกษ ในมหาสารคาม ในชุมพร ในตาก ในเชียงราย เขาไม่มีวันได้ประโยชน์อย่างที่ท่านว่าเลยครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ย้ำนะครับ ไม่ใช่การสงเคราะห์ ถามว่าทำไม จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ๑. เพราะในมุมผู้มีรายได้น้อยเขาใช้จ่ายเยอะ เกิดตัวคูณสูงกว่า คุ้มค่าต่องบประมาณมากกว่า ๒. ในมุมร้านค้า ท่านต้องช่วยร้านค้าขนาดเล็กอย่าให้โดนกีดกัน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นนโยบายนี้ไปซ้ำเติมเขา เมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีชี้แจงว่าท่านพยายาม ระวังร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่หรือเครือข่ายเยอะ ผ่านกลไกการกำหนดพื้นที่ หรือขนาดร้าน ผมฟังที่ท่านพูด ผมก็เห็นว่ามันไม่เห็นป้องกันอะไรได้เลย ปัญหาที่เพื่อนสมาชิกผมอภิปราย ในทางกลับกัน กลับย้ำด้วยว่าภายใต้กลไกปัจจุบัน ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่เสี่ยงได้ประโยชน์ มากกว่า และเสี่ยงกลายเป็นคู่แข่งกับร้านขนาดเล็กด้วยซ้ำ

ประการที่ ๒ ครับ ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องของการสูญเสีย ความสามารถในการแข่งขัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นปัญหาของภาคการผลิตมากกว่า การบริโภค รัฐบาลต้องเน้นแก้ไขที่ภาคการผลิต เหมือนที่เราชอบพูดกันในสภาแห่งนี้นะครับ เรื่องปลา เรื่องเบ็ด ในสถานการณ์เฉพาะหน้า รัฐบาลอาจแจกปลาบ้างแจกให้บางส่วน แต่ผมเห็นว่าท่านต้องพยายามหาวิธีแจกเบ็ดหรือสร้างเรือออกไปจับปลานะครับ เราถึงอยู่ได้ ในระยะยาว ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลมุ่งใช้เงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจระยะสั้น คือค่าเสียโอกาสของประเทศนี้ครับ เพราะประเทศมีงบจำกัด เมื่อรัฐเอาเงิน ไปทำโครงการนี้ ก็ย่อมต้องตัดโครงการอื่นออกไป ท่านประธานครับ สมมุติเราลดงบประมาณ แจกโครงการนี้สักครึ่งหนึ่ง เรายังเหลืองบมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปลงทุน สร้างศักยภาพประเทศในระยะยาว ผมลองไปรวบรวมมานะครับ อะไรที่น่าทำ อะไรที่เรา ยังทำน้อยไป อะไรคือค่าเสียโอกาสของประเทศจากการเทหมดหน้าตักให้กับ Digital Wallet อ้างอิงจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ที่เพิ่งผ่านสภาวาระแรกนะครับ ผมลองยกตัวอย่างให้ท่านดู อันนี้ผมตัดมาจากแผนบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการ แห่งอนาคต มีอยู่ ๕-๖ หมวดด้วยกัน อาหารแห่งอนาคตเราให้ไป ๑๓๙ ล้านบาท การแพทย์ ครบวงจรให้ไป ๙๙ ล้านบาท ดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ให้ไป ๙๙ ล้านบาท ยานยนต์ไฟฟ้า อากาศยานให้ไป ๘,๓๐๐ ล้านบาท ความมั่นคงประเทศให้ไป ๑๑ ล้านบาท นิเวศอุตสาหกรรม และบริการแห่งอนาคตได้ไป ๔๕ ล้านบาท ทั้งหมดนี้รวมกันออกมาประมาณ ๘,๗๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือโครงการที่บอกถึงอนาคตประเทศ บอกว่าประเทศเราจะแข่ง กับเขาได้ไหม มีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ไหม ลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร เราจัดสรรงบให้น้อย เหลือเกินครับ เรียกว่าเอาครึ่งหนึ่งของงบ Digital Wallet หรือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาทำในสิ่งเหล่านี้ เราจะสามารถขยายสิ่งที่อยากทำ แผนที่อยากจะเห็น โครงการกิจกรรม อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์มากกว่านี้อีก ๒๐ เท่า หรือกระทั่งปัญหาอื่น ๆ ในประเทศ ที่ประชาชนเดือดร้อนมานานรอการแก้ไข ท่านก็สามารถนำเงินส่วนนี้ไปช่วยแก้ปัญหาได้ ปัญหาน้ำประปาไม่สะอาดที่ประชาชนต้องทนทุกข์มานาน ถ้าทำน้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ อยู่ที่ ๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ขนส่งสาธารณะที่แต่ละภูมิภาคเข้าไม่ถึง ทำรถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด ใช้ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาสิทธิในที่ดินทั่วประเทศที่พี่น้องทั้งเกษตรกร คนธรรมดา ลำบากอยู่ ใช้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นในการพิสูจน์สิทธิที่ดิน ทั้งหมดนี้เอาครึ่งหนึ่งของงบ Digital Wallet มาทำยังเหลือ สุดท้ายสิ่งที่รัฐควรแบ่งงบไปลงทุนอาจจะเป็นปัญหาที่สำคัญ และเร่งด่วนที่สุด ท่านประธานทราบไหมครับ วันนี้เรามีนักเรียนไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาเท่าไร ข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ ๑,๐๒๐,๐๐๐ คน แล้วรู้ไหมครับ ปี ๒๕๖๗ กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา ได้งบเท่าไร อันนี้คืองบที่ผ่านมติ ครม. นะครับ ๗,๐๐๐ ล้านบาท เพราะมันไม่พออย่างไรครับ เด็กกว่าล้านคนถึงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา หากรัฐนำเงินเพียงบางส่วนเจียดมา ส่วนเล็ก ๆ เอาสัก ๒ เปอร์เซ็นต์ของ Digital Wallet ก็คือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่า กสศ. จะช่วยลดการหลุดออกนอกระบบของนักเรียนลงได้จำนวนมาก

ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกที่เคารพ ทั้งหมดนี้ที่ผมอภิปรายจึงเป็นเหตุผล ที่ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลไม่สามารถสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ได้ ผมอยากสื่อสารถึงท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ขอให้ท่านทบทวนการจัดสรรงบประมาณในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณฉบับนี้ เนื่องจากไม่คุ้มค่าต่องบประมาณประเทศ ผิดหลักวิชาการ สร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ในการจัดทำงบประมาณ กระทบวินัยการคลังระยะยาว และนำไปสู่การเสียโอกาสของ ประเทศเราครับ ขอบคุณครับ