พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายร่างงบประมาณเพิ่มเติมปี 2567 โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและทิศทางการจัดสรรงบประมาณที่เน้นนโยบาย Digital Wallet ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบ่อยครั้ง พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจละเลยปัญหาสำคัญอื่น เช่น เด็กหลุดจากระบบการศึกษา กว่า 1 ล้านคน ค่าไฟฟ้าที่อาจเพิ่มสูงขึ้น และการชะลอสวัสดิการผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการจัดสรรงบประมาณอย่างรอบด้าน ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก และตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางการเมือง พร้อมประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนร่างงบประมาณดังกล่าว แต่ยังเคารพกระบวนการประชาธิปไตย
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลครับ ขออนุญาต มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ท่านประธานครับ หากเราย้อนไปในวันที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเศรษฐา ทวีสิน มาชี้แจงและแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายนเมื่อปีที่แล้ว เราทุกคนในสภาทราบดีครับว่านโยบาย Digital Wallet นั้นเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ มากแค่ไหน เพราะนโยบายการแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านกระเป๋าเงิน Digital แทบจะเป็น นโยบายเดียวเลยที่รัฐบาลนั้นเขียนข้อความชัด ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม มีตัวเลข กำกับอยู่ในเอกสารคำแถลงนโยบาย เมื่อเทียบกับนโยบายอื่นที่อาจจะมีการใช้ข้อความคำพูด ที่ฟังดูกว้าง ๆ ซึ่งง่ายต่อการที่รัฐบาลนั้นอาจจะเปลี่ยนใจไม่ทำในอนาคต แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่เราทุกคนไม่ทราบและไม่คาดคิด ณ วันนั้น ก็คือไม่ถึง ๔ เดือนครับ หลังจากสภานั้นอนุมัติ งบประมาณปี ๒๕๖๗ ให้รัฐบาลนั้นไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินด้วยกรอบวงเงินถึง ๓.๔๘ ล้านล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีครับ จะกลับมาที่สภาแห่งนี้เพื่อมาขอเติมเงินครับ ให้สภาเติมเงินให้ท่านไปใช้อีก ผ่านการออก พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ณ เวลานี้ เพื่อเพิ่มกรอบวงเงินอีก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๓.๖๐๒ ล้านล้านบาท และเพื่อต่อลมหายใจให้กับนโยบายเรือธงของรัฐบาล แน่นอนครับท่านประธานว่าการเปลี่ยน วิธีการในการมาหาเงินด้วยวิธีการแบบนี้ เป็นสิ่งที่ท่านไม่เคยพูดกับประชาชนไว้ก่อนการเลือกตั้ง ไม่ได้พูดกับสภาวันที่แถลงนโยบาย ไม่แม้กระทั่งพูดกับสภาในวันที่มาขออนุมัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ แต่ถ้าจะบอกว่าผมตกใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คงจะเป็นการโกหก พี่น้องประชาชนครับ เพราะความจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มางบประมาณของนโยบาย Digital Wallet นั้น ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในหลายรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบาย Digital Wallet ที่ถูกเปลี่ยนแปลงมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอีกกี่ครั้ง ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดว่าใครบ้างที่จะได้รับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท คนที่จะได้รับนั้น ต้องลงทะเบียนหรือไม่ เขาจะได้เงินวันไหน เขาจะนำไปซื้อสินค้าอะไรได้หรือไม่ได้ และร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลนั้นมาจะสามารถแปลงเป็นเงินสดได้เมื่อไร ท่านประธานครับ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบาย Digital Wallet นี้ มันยิ่งตอกย้ำให้เห็นชัดว่า แม้นโยบาย Digital Wallet จะเป็นนโยบายเรือธงที่อาจจะกำหนดความอยู่รอดและชะตากรรม ของท่านนายกรัฐมนตรี แต่นโยบายนี้ก็ไม่ได้เป็นนโยบายที่รัฐบาลนั้นคิดมาอย่างดีเหมือนกับ ที่ท่านมักจะอ้างครับ แต่เป็นนโยบายที่ท่านคิดไปทำไป แต่ในขณะที่รัฐบาลนั้นอยู่ในสภาวะ คิดไปทำไปครับ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ต้องตั้งหลักกันให้ดีเหมือนกันว่าเราจะใช้หลักคิด หรือหลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจว่าจะอนุมัติงบประมาณ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทให้กับรัฐบาล เพิ่มเติมหรือไม่ ผมเลยจำเป็นต้องย้ำกับท่านประธานครับว่า โจทย์ในวันนี้ไม่ใช่การลงมติ เพื่อวินิจฉัยว่าเศรษฐกิจเราดีหรือไม่ดี เราทุกคนทราบดีครับว่าเศรษฐกิจเหล่านั้นซบเซา เป็นเหมือนกับคนที่ทั้งป่วยและต้องการยารักษาระยะสั้น และคนที่มีร่างกายอ่อนแอ ที่ต้องการแผนฟื้นฟูสุขภาพในระยะยาว เช่นเดียวกันครับท่านประธาน โจทย์ในวันนี้ก็ไม่ใช่การมาลงมติ เพื่อจะไปทำนายว่านโยบาย Digital Wallet นั้นจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ เพราะพูดตามตรงครับ ไม่ว่าท่านจะออกแบบ นโยบายดีหรือแย่แค่ไหน การโยนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ก็ย่อมจะทำให้เศรษฐกิจนั้นต้องถูกกระตุ้นขึ้นมาในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่คำถามหรือโจทย์ ที่สำคัญในวันนี้ครับท่านประธาน คือคำถามที่ว่าการเทหมดหน้าตักเพื่อนโยบาย Digital Wallet นั้น เป็นการตัดสินใจและมาตรการทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าที่สุดแล้วหรือไม่ หากผม จะขออนุญาตสรุปมุมมองของพรรคก้าวไกล ที่ได้มีการอภิปรายมาตลอด ๑ วันที่ผ่านมานั้น ใน ๑ ประโยคครับ พรรคก้าวไกลเรามองว่านโยบาย Digital Wallet นั้น เป็นนโยบายที่ได้ ไม่คุ้มเสีย เพราะในมุมหนึ่งประโยชน์ที่ประเทศและพี่น้องประชาชนจะได้จากนโยบาย Digital Wallet นั้น ก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ขนาดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ไม่รู้ครับว่าตกลงแล้วจะเป็นลมทะเลหรือเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ การกระจายตัว ของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจครับ ก็อาจจะไปกระจุกอยู่แค่บรรดาบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งถูกเอื้อครับ ผ่านการออกแบบเงื่อนไข อันแยบยลเกี่ยวกับการแปลงเงินดิจิทัลเป็นเงินสด ที่กลายเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนความยั่งยืนของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่าน Digital Wallet ครับ ก็อาจจะเป็นไปอย่างจำกัด ทำได้เพียงแค่การเพิ่มการบริโภคระยะสั้น แต่ไม่นำไปสู่การลงทุนที่ส่งผลระยะยาว และมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า การพยายาม จะคาดการณ์ว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ประชาชนได้จะถูกใช้ไปกับรายจ่ายลงทุนนั้น ก็เป็นเพียงเทคนิคในการเลี่ยงกฎหมายมากกว่าสมมุติฐานที่มีหลักการหรือว่าข้อมูลใด ๆ มาอ้างอิง แต่ในมุมกลับกันครับ ราคาที่พี่น้องประชาชนและประเทศนั้นจะต้องจ่ายหรือเสีย ไปกับนโยบาย Digital Wallet นั้น กลับเป็นไปด้วยเครื่องหมายตกใจครับท่านประธาน ราคาที่ผมพูดนี้ก็ไม่ได้หมายถึงแค่หนี้สาธารณะที่รัฐนั้นจะต้องมาเก็บจากลูกหลานเรา ในอนาคตที่ต้องเพิ่มขึ้นโดยตรงอย่างน้อย ๒๖๔,๗๐๐ ล้านบาท จากการแบ่งงบประมาณ ๒ ปีติดครับ เพื่อกู้เงินมาทำ Digital Wallet เป็นการเฉพาะ แต่ราคาที่ผมกำลังพูดถึงนั้น ก็ยังหมายถึงค่าเสียโอกาสที่เราต้องเริ่มจ่ายตั้งแต่วันนี้ครับ ในรูปแบบของนโยบายหรือ มาตรการในการช่วยเหลือประชาชนต่าง ๆ ที่รัฐบาลต้องตัดออกไปเพื่อโยกงบมาทำ Digital Wallet ไม่ว่าจะเป็น ๔๓,๐๐๐ ล้านบาทในงบประมาณปี ๒๕๖๗ หรือ ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท ในงบประมาณปี ๒๕๖๘ รวมกันเป็น ๑๗๕,๓๐๐ ล้านบาท ดังนั้นครับท่านประธาน สิ่งที่เพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ต้องคิดดี ๆ นะครับ ก่อนที่จะไปกดปุ่มเห็นชอบ กับงบที่รัฐบาลมาขอเพิ่มเติมในวันนี้ ก็คือโครงการหรือนโยบายอะไรบ้างครับ ที่เสี่ยงจะถูกรวม อยู่ในก้อน ๑๗๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ที่รัฐบาลนั้นต้องตัดออก หรือว่าไปเบียดบังงบประมาณ เพื่อเอาไปทำ Digital Wallet หรือถ้ามองอีกมุมหนึ่งครับ คือคำถามที่ว่าเรากำลังสูญเสียโอกาส อะไรบ้างจากการไม่มีงบ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาทก้อนนี้ เพื่อไปช่วยเหลือประชาชนหรือแก้ปัญหา ประเทศด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่ Digital Wallet แน่นอนครับท่านประธาน ถ้าผมมาใช้เวลา ที่เหลือในวันนี้มาตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าทำไมถึงไม่ใช้งบ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาทก้อนนี้ กับ Digital Wallet ไปใช้กับนโยบายของพรรคก้าวไกล ท่านก็คงตอบผมกลับมาครับว่า ท่านคิดนโยบายของท่านมาดีแล้ว เรื่องอะไรท่านจะต้องไปทำนโยบายของพรรคอื่น ท่านอาจจะคิดในใจด้วยครับ ว่าแล้วพรรคก้าวไกลมันจะไปรู้อะไรดีกว่าพรรคเพื่อไทย ที่ท่าน ชอบพูดว่าเป็นพรรคที่หาเงินได้และใช้เงินเป็น ดังนั้นครับท่านประธานวันนี้ผมจะไม่เสียเวลา ไปเถียงกับท่านครับ ว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยหรือนโยบายเศรษฐกิจของ พรรคก้าวไกลดีกว่ากัน ตอบโจทย์กว่ากัน แต่ผมเพียงแต่ชี้ให้เห็นครับว่าหากรัฐบาลนั้นดึงดัน เดินหน้าทำโครงการและนโยบาย Digital Wallet ต่อไป รัฐบาลเพื่อไทยเองนี่ล่ะครับ อาจจะ ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการมาทำตามนโยบายอื่น ๆ ที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับ พี่น้องประชาชน ซึ่งอาจจะเป็นนโยบายที่เข้าท่าและช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดกว่า Digital Wallet ด้วยซ้ำ ที่ผมพูดแบบนี้ครับท่านประธาน เพราะหากเรายึดอันนี้ครับ เอกสาร นโยบายที่พรรคเพื่อไทยส่งให้กับ กกต. ก่อนการเลือกตั้ง นอกจากนโยบายเรื่อง Digital Wallet แล้วนะครับ ในเอกสารนี้ยังมีนโยบายที่พรรคเพื่อไทยเสนอไว้อีก ๖๙ ข้อ รวมกันเป็น ๗๐ ข้อ มีการใช้งบประมาณรวมกันประมาณ ๑.๘ ล้านล้านบาท ๑.๓ ล้านล้านบาท ถ้าเอางบของ Digital Wallet ออกไป ๓ ปีข้างหน้าคงเป็นเครื่องพิสูจน์ล่ะครับว่ารัฐบาลนี้จะสามารถรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับ พี่น้องประชาชนได้กี่ข้อ แต่สิ่งที่เราเริ่มเห็นตั้งแต่วันนี้แล้วครับ ก็คือพอรัฐบาลไม่สามารถหา งบประมาณสำหรับ Digital Wallet ตามที่ได้โม้ไว้ในเอกสารที่ส่งให้ กกต. ฉบับนี้ ที่เขียน เอาไว้ว่าท่านจะหาได้ ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาทจากรายได้รัฐที่เพิ่มขึ้นในปี ๒๕๖๗ และอีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากภาษีที่ได้กลับมาจากผลคูณทางเศรษฐกิจของ Digital Wallet รัฐบาล ก็ดูจะไม่เคอะเขินนะครับ ในการตัดงบแล้วก็ตัดหางปล่อยวัดนโยบายอื่น ๆ เพื่อเก็บเงิน ทุกบาทมาเทหมดหน้าตักให้กับนโยบาย Digital Wallet และรักษาหน้าตัวเอง แม้การตัดสินใจ แบบนั้นอาจจะต้องแลกมาด้วยความยากลำบากของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งผมจะขออนุญาตฉายภาพให้ท่านประธานเห็นทั้งหมด ๓ ตัวอย่างด้วยกัน
ตัวอย่างที่ ๑ ครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกของผม ท่านสิทธิพลก็ได้เกริ่น ไปนิดหนึ่งแล้ว ก็คือการเทหมดหน้าตักของรัฐบาลกับ Digital Wallet นั้น อาจจะต้อง แลกมากับการมีนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นกว่าเดิม ท่านประธานครับ หากเราอ้างอิงรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปีนี้เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ครับ ที่ข้อมูลระบุว่าเรามีเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ทะลุ ๑ ล้านคน เป็นตัวเลขที่นักวิชาการของ กสศ. เอง ก็ได้คาดการณ์ไว้จากแบบสอบถาม ว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน เมื่อปี ๒๕๖๕ ผมเชื่อครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นก็ไม่ได้อยากจะเห็นเด็กของเราไม่ได้เรียน ผมเองก็รู้ครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสนใจ และความจริงก็เคยสมทบทุนมาช่วยแก้ไขปัญหานี้ ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ในภาคเอกชน แต่ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ความตั้งใจดี ของท่านนายกรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียวมันไม่พอครับ หากท่านไม่พร้อมจะลงทุนในการ แก้ปัญหาที่ท่านพูดเองว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ ยิ่งในเมื่อสถิติข้อมูลก็บ่งบอกชัดครับว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือครึ่งหนึ่งของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษานั้นก็เป็นเพราะสภาวะ ความยากจนและไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียน ถ้าท่านไม่เชื่อผม ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ มันต้องเพิ่มงบในการแก้ไขปัญหานี้ ท่านเชื่อพรรคท่านเองก็ได้ครับ ที่ดูเหมือนจะเข้าใจปัญหานี้ดีครับ เพราะหากเราพลิกไปดูครับ เอกสารที่พรรคเพื่อไทย ส่งให้กับ กกต. ในข้อ ๗ ครับ เราจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีการเสนอเพิ่มงบประมาณ ให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อนำไปใช้ในการอุดหนุนเด็กยากจน ที่อาจจะหลุด หรือว่ามีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เสนอเพิ่มขึ้นมาทั้งหมด ๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอเราไปดูเอกสารงบประมาณในโลกแห่งความเป็นจริง เราจะเห็นว่า ผ่านมา ๒ ปีงบประมาณแล้วนะครับ ภายใต้รัฐบาลเศรษฐา งบของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาในปีล่าสุดกลับสูงกว่างบของ กสศ. ในปีสุดท้ายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เพียงแค่ไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น หรือคิดเป็นแค่ ๑๑-๑๒ เปอร์เซ็นต์ของเป้าหมาย ที่ท่านวางไว้ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้วครับ เพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลก็ได้อภิปรายไว้นะครับ ว่าปัญหาเรื่องของการที่มีเด็กตกหล่นออกจากระบบการศึกษาเป็นปัญหาที่เรารอไม่ได้ แต่ท่านประธานครับ ขนาดมติ ครม. ของท่านเองที่อนุมัติการเพิ่มเงินอุดหนุนพิเศษให้กับ ผู้ปกครองยากจนในประเทศนี้ จาก ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน ขึ้นมาเป็น ๔,๒๐๐ บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ ๑๐๐ บาทต่อเดือน ท่านยังให้เขารอเลยครับ ท่านยังไม่ยอม เพิ่มให้เขาทันที แต่ท่านให้เขารอ ๓ ปี กว่างบประมาณนั้นจะค่อย ๆ ถูกขยับขึ้นมาเพิ่มขึ้น เต็มอัตราแบบขั้นบันได ดังนั้นครับท่านประธาน จากตัวอย่างแรกนี้ผมอยากให้เรานึก อยู่เสมอครับ ตอนที่เราลงมติในค่ำคืนนี้ ว่าทุกบาทที่เราต้องกันไว้เพื่อไปใช้ในนโยบาย Digital Wallet นั้น ก็จะเป็นทุกบาทที่เรามีน้อยลงครับ ในการช่วยเหลือผู้ปกครองที่กำลัง ลำบากที่สุดในประเทศนี้อย่างตรงจุด อย่างพุ่งเป้า เพื่อให้เขาสามารถไปใช้ในการจ่าย ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทาง และทำให้เขาสามารถส่งลูกเขากลับไปเรียนหนังสือได้
มาสู่ตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน จากทั้งหมด ๓ ตัวอย่าง ก็ต้องเริ่มต้น แบบนี้ครับท่านประธาน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อไปพูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายในตลาด แล้วก็ร้านค้าที่อำเภอปากพนัง ผมรู้ครับว่าวันนี้ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเกี่ยวกับ Digital Wallet จะเข้ามาสภาแห่งนี้ ผมก็เลยถามทุกคนเลยครับ ว่าพี่คิดว่านโยบาย Digital Wallet นั้นจะช่วยร้านพี่หรือไม่ ด้วยความเป็นธรรมนะครับ คำตอบ ที่ได้กลับมาค่อนข้างหลากหลาย บางท่านก็ฝากให้ผมมาเร่งทางรัฐบาล บางท่านก็ฝากให้ผม มาค้านทางรัฐบาล แต่เชื่อไหมครับ ว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยอย่างเป็นเอกฉันท์ คือการฝากให้ผมนั้นมาบอกกับรัฐบาลให้มาช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ เป็นการเร่งด่วน ท่านประธานอาจจะคิดว่าเรื่องของ Digital Wallet กับเรื่องของค่าไฟนั้นมันเป็นมาตรการ คนละส่วนกัน แต่ความจริงแล้วมาตรการทั้ง ๒ ด้านนี้ก็มาจากกระเป๋าเงินเดียวกันทั้งนั้น ดังนั้นการเทหมดหน้าตักของรัฐบาลกับนโยบาย Digital Wallet ก็อาจจะต้องแลกมากับค่าไฟ ที่แพงขึ้นด้วยเช่นกัน ท่านประธานครับ ในช่วงท้ายปีนี้ประชาชนนั้นไม่เพียงจะต้องมาลุ้นนะครับ ว่าพวกเขาได้รับเงินหมื่นตามที่รัฐบาลสัญญาหรือไม่ แต่พวกเขาต้องมาลุ้นเช่นกันครับว่า ค่าไฟนั้นจะเพิ่มขึ้นมากี่บาท จะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ที่ ๔.๖๕ บาทต่อหน่วย หรือจะขึ้นแบบ อำมหิตแบบโหดเหี้ยมทะลุ ๖ บาทต่อหน่วย ท่านประธานครับ ความจริงผมต้องชื่นชม ทางรัฐบาลนี้นะครับ ที่ได้รักษาสัญญาที่ให้ไว้ก่อนเลือกตั้งว่าพอเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว ค่าไฟจะลดทันที แต่สงสัยรัฐบาลจะลืมพูดต่ออีกสักนิดหนึ่งครับว่าพอลดทันทีไปแล้ว ค่าไฟ ก็จะได้เด้งกลับขึ้นมาทันทีเช่นกัน เพราะพอเราไปดูตัวเลขครับ หลังจากค่าไฟเด้งกลับขึ้นมา รอบหนึ่งที่ ๔.๑๘ บาทต่อหน่วย เมื่อเดือนมกราคม เมื่อต้นปีนี้ ความหวังอันริบหรี่ครับ ที่ประชาชนมีว่าทางรัฐบาลนั้นจะช่วยตรึงค่าไฟไว้ที่ ๔.๑๘ บาทต่อหน่วย ต่อไปอีกสักพักหนึ่ง ก็ดูเหมือนจะถูกท่านนายกรัฐมนตรีนั้นปิดประตูดับความฝันไป ตอนนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้สดที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะในขณะที่รัฐบาลมีงบกลาง ในส่วนที่เรียกว่า เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่เหลืออยู่ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งในเชิงทฤษฎีแล้วก็เพียงพอครับ สำหรับ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ที่ทางโฆษกของ กกพ. บอกว่าต้องใช้เพื่อตรึงค่าไฟไว้ที่ ๔.๑๘ บาทต่อหน่วยเท่าเดิม แต่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก็ได้ยืนยันกลางสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า งบกลางที่เหลืออยู่นั้นจะต้องกันบางส่วนไว้สำหรับนโยบาย Digital Wallet ซึ่งทำให้เราไม่รู้ เลยว่าตกลงแล้วรัฐบาลนั้นจะเหลืออยู่กี่บาทที่สามารถนำมาใช้ในการช่วยพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องค่าไฟ หรือค่าน้ำมันก็ดี เลยไม่น่าแปลกใจครับท่านประธาน พอท่านนายกรัฐมนตรี ถูกนักข่าวสัมภาษณ์เมื่อวานว่ามาตรการค่าไฟที่ท่านสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กลับไปคิดแล้วกลับมานำเสนออีกสัปดาห์หนึ่งจะรวมไปถึงการตรึงค่าไฟหรือไม่ ท่าน นายกรัฐมนตรีจึงไม่สามารถให้คำตอบได้ ความจริงแล้วถ้าพูดถึงการที่ท่านนายกรัฐมนตรี มาสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นด้วยอีกประโยคหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเอาไว้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเอาไว้ว่าในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้นไม่ใช่ทุกอย่างที่ต้อง ใช้งบประมาณ แต่อาจจะทำได้ด้วยการใช้ความมุ่งมั่นและการประสานงาน ที่ผมเห็นด้วยครับว่า ความจริงเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอให้กับ กกต. ในข้อที่ ๓๑ ก็เขียนไว้ชัด ในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวกับการลดค่าไฟครับ ว่าการลดค่าไฟนั้นต้องใช้ความกล้าหาญ และเด็ดขาดในการเจรจากับกลุ่มทุน แต่ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพในเรื่องของค่าไฟนั้น ผมยังไม่เห็นท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ ความเด็ดขาดอย่างไร หรือความพยายามประสานงานอย่างไรในการไปเจรจากับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อแก้สัญญา ที่เป็นต้นตอของค่าไฟที่แพงสำหรับพี่น้องประชาชน ณ ปัจจุบันเป็นสัญญาอำมหิต ที่ทำให้ โรงไฟฟ้านั้นยังสามารถได้เงินฟรีแม้ไม่เดินเครื่องสักนาทีเดียว เป็นสัญญาอำมหิตครับ ที่ทำให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้สามารถทำกำไรต่อไปได้บนความยากลำบากของพี่น้องประชาชน พอจะเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินแต่ต้องใช้ความกล้าหาญและเด็ดขาด ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่เร่งทำ พอจะเป็นวิธีที่ไม่ต้องอาศัยความกล้าหาญ แต่สามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้ เราก็ไม่แน่ใจว่า ท่านจะมีงบเหลือไหม หลังจากการกันบางส่วนไว้ให้กับ Digital Wallet มิน่าครับ ประชาชน เขาเลยกังวลว่าครึ่งหลังของปีนี้ Bill ค่าไฟนั้นก็มีแต่จะสูงขึ้น แล้วก็สูงขึ้น
ส่วนตัวอย่างที่ ๓ ตัวอย่างสุดท้ายครับท่านประธาน นั่นก็คือการเทหมดหน้าตัก ของรัฐบาลกับ Digital Wallet นั้นอาจจะต้องแลกมาด้วยสวัสดิการที่ถูกแช่แข็ง ท่านประธาน สังเกตไหมครับว่าหลายครั้งที่ฝ่ายค้านเรามาทักท้วง แล้วก็จี้ถามรัฐบาลเรื่องแหล่งงบประมาณ สำหรับ Digital Wallet หลายครั้งนะครับ ฝ่ายรัฐบาลหลายคนตั้งแต่ระดับผู้สนับสนุน จนถึงระดับรัฐมนตรีก็มักจะพยายามตอบโต้เราครับ โดยการพลิกมาถามเรา ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เกี่ยวกับนโยบายที่เราเคยเสนอไว้ในการเพิ่มสวัสดิการเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เสมือนกับว่า พรรคท่านและพรรคพวกผมนั้นกำลังต่อสู้กันทางความคิดระหว่างพรรคท่านที่มุ่งเน้นในการ แก้ปัญหาผ่าน Digital Wallet และพรรคผมที่มุ่งเน้นในการเพิ่มสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชน แต่ท่านประธานครับ รัฐบาลคงลืมไปครับว่าความจริงแล้วก่อนการเลือกตั้งทางพรรค ในส่วนของรัฐบาลเองก็เคยหาเสียงไว้เรื่องการเพิ่มสวัสดิการประชาชนไม่น้อยหน้ากว่าพรรคผม ไปมากนักเลยครับ เพราะหากเราไปดูครับ เอกสารนโยบายที่ทางพรรคเพื่อไทยยื่นให้กับ กกต. เราจะเห็นครับว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้สัญญาเพียงแค่จะหางบประมาณ ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เขียนไว้ ณ เวลานั้นมาทำ Digital Wallet ในข้อ ๖๘ เท่านั้น แต่ทางพรรคเพื่อไทยก็เคยสัญญาไว้เช่นกันว่าจะเพิ่มงบประมาณสูงถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับสวัสดิการผู้สูงอายุ ในข้อที่ ๒๒ หรือหากขยับไปดูเอกสารนโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาล เสนอไปที่ กกต. ส่งไปให้ กกต. พรรคหนึ่งก็สัญญาว่าจะเพิ่มงบเบี้ยผู้สูงอายุ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบจะแตะ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อีกพรรคหนึ่งก็สัญญาว่า จะเพิ่มงบผู้สูงอายุ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็สงสัยเหมือนกับท่านประธานล่ะครับว่า หาเสียงกันไว้แรงขนาดนี้ แล้วรัฐบาลจะเริ่มขยับเรื่องงบสวัสดิการผู้สูงอายุกี่โมง เพราะแม้อนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐของกระทรวง พม. ก็เคยออกมาให้ข่าวครับ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ต้นปีนี้ว่าจะมีการเสนอให้ ครม. นั้นมีมติเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปทุกคนภายในกลางปีนี้ และถึงแม้เพื่อน ๆ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จากหลายพรรคครับ ก็เคยอภิปรายเห็นชอบ แล้วก็ลงมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม เมื่อเดือนมีนาคมเมื่อต้นปีนี้ ที่เสนอให้เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น ๑,๒๐๐ บาทต่อเดือนต่อคนทันทีในงบประมาณปี ๒๕๖๘ แต่เราก็ยังไม่เห็นเลยครับรัฐบาลขยับเรื่องการเพิ่มอัตราเบี้ยผู้สูงอายุแม้แต่นิดเดียว หรือมาถึงวันนี้ พอท่านหมกมุ่นกับการหางบให้กับ Digital Wallet ก็เลยทำให้ท่านเปลี่ยนใจมาพึงพอใจ กับระดับสวัสดิการในประเทศของเราไปเรียบร้อยแล้ว ไม่น่าครับท่านประธาน เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเห็นว่าทาง Page อย่างเป็นทางการของพรรคเพื่อไทย ก็ได้ลง Post พร้อมภาพกราฟิก อันใหญ่โต เพื่อ Promote เรื่องของเงินเด็กเล็ก ซึ่งใน Caption ก็จะมีการพูดถึงเบี้ยคนพิการ แล้วก็เบี้ยผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน เสมือนกับว่าเป็นผลงานความสำเร็จหรือการยกระดับสวัสดิการ อะไรครั้งใหญ่โตครับ แต่พอไปดูจริง ๆ ในรายละเอียดเราจะเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาได้ทำมา และนำมา Post นั้นไม่ได้มีอะไรใหม่เลยครับ ไม่ได้มีตรงไหนที่ไปเพิ่มจำนวนคนหรือกลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าถึงสวัสดิการ ไม่ได้มีตรงไหนที่ไปเพิ่มอัตราของสวัสดิการที่แต่ละคนนั้นได้รับต่อหัวครับ แต่เป็นเพียงประเภทเงื่อนไขแล้วก็ระดับ หรือว่าอัตราของสวัสดิการที่เขาทำกันมาตั้งแต่สมัย รัฐบาลก่อนหน้านี้แล้ว
ดังนั้นครับท่านประธานทั้ง ๓ ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟที่อาจจะแพงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ ที่ถูกแช่แข็ง ล้วนเป็นตัวอย่างของปัญหา ที่ความจริงพรรคเพื่อไทยเคยมีข้อเสนอและคำสัญญา เชิงนโยบายไว้เองทั้งนั้น นี่ขนาดผมยังไม่ได้พูดถึงโครงการเดิมที่รัฐบาลนั้นไปยกเลิก หรือว่า แปลงร่างเพื่อประหยัดงบ อย่างโครงการไร่ละพันครับที่ตอนนี้ก็ดูมีท่าทีเหมือนจะถูกแปลงร่าง มาเป็นปุ๋ยคนละครึ่ง นี่ขนาดผมยังไม่ได้พูดถึงโครงการใหม่ ๆ ที่รัฐบาลควรจะมี แต่อาจจะยัง ไม่เคยนึกถึง แต่อาจจะมีงบไม่พอแล้ว อย่างเช่น การลงทุนในการยกระดับทักษะของคน ทุกช่วงวัยผ่านการอุดหนุนคูปองฝึกทักษะ ดังนั้นครับท่านประธาน การที่เราเทหมดหน้าตัก กับ Digital Wallet นั้น ไม่เพียงแต่เสี่ยงจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณน้อยลงในการดำเนินนโยบาย เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ต่าง ๆ ที่เข้ามาอย่างที่เราคาดไม่ถึงครับ แต่การเทหมด หน้าตักกับ Digital Wallet นั้นจะทำให้รัฐบาลเศรษฐาในปัจจุบันอาจจะไม่มีงบประมาณเพียงพอ ในการทำตามคำสัญญาเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่พรรคท่านเองเคยหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชนด้วยซ้ำ ท่านไม่ต้องไปส่งให้กฤษฎีกาตีความหรอกว่า iPad มันคือ iPad หรือไม่ ผมว่าท่านส่งให้กฤษฎีกา ตีความดีกว่าครับว่าพรรคเพื่อไทยในวันนี้เป็นพรรคเพื่อไทยเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยที่ส่งเอกสาร นโยบายและคำสัญญาเชิงนโยบายให้กับ กกต. ก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ ดังนั้นครับท่านประธาน หากวันนี้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้กับรัฐบาล เพื่อเดินหน้านโยบาย Digital Wallet ก็เปรียบเสมือนการยื่นดาบให้รัฐบาลนั้น สามารถตัดงบประมาณสำหรับ นโยบายอื่น ๆ รวมกันทั้งหมด ๑๗๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท แน่นอนครับว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนก็อาจจะมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ภายใน ปลายปีนี้ แต่สิ่งที่ประชาชนอาจจะต้องแลกมาครับ อาจจะรวมไปถึงเด็กและเยาวชนที่ต้อง หลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น อาจจะรวมไปถึงค่าไฟที่แพงขึ้น อาจจะรวมไปถึง สวัสดิการที่ถูกแช่แข็งนานขึ้น หรืออาจจะรวมไปถึงอีกหลายปัญหาที่ถูกต่ออายุออกไป หรือว่าถูกทำให้หนักหนาสาหัสกว่าเดิม สำหรับเพื่อนสมาชิกจากซีกฝ่ายค้าน ผมเข้าใจว่า เราเห็นตรงกันว่าการลงมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในวันนี้นั้น ไม่ใช่การลงมติไม่เห็นชอบกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การลงมติเพื่อจะบอกว่าเศรษฐกิจนั้น ดีอยู่แล้วครับ แต่เป็นการลงมติเพื่อจะบอกว่านโยบาย Digital Wallet นั้นเป็นมาตรการในการ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ไม่คุ้มเสีย และเพื่อยืนยันว่าเราจะไม่ออกเช็คให้กับนโยบายที่ถูกคิดมา แบบลวก ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกจากพรรคร่วมรัฐบาลครับ ผมเข้าใจดีว่านโยบาย Digital Wallet ไม่ใช่ Idea ของท่าน ฟังคำอภิปรายมาตลอดวันแล้ว อ่านระหว่างบรรทัด ผมก็เชื่อว่าบางท่านก็อาจจะไม่ได้เห็นด้วยด้วยซ้ำ แต่ผมก็เคารพว่าท่านเองก็ให้เกียรติ แล้วก็ เคารพพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลในการพยายามจะผลักดันนโยบายเรือธงของ ตนเองไว้เต็มที่ แต่ผมอยากจะชวนท่านลองคิดเช่นกันครับ ว่าตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรี มาเชิญพรรคท่านร่วมรัฐบาลนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดอย่างตรงไปตรงมากับท่านหรือไม่ ว่าเขาไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าจะหางบประมาณส่วนไหนมาทำให้นโยบาย Digital Wallet นั้น สามารถเดินหน้าได้ และเมื่อวันก่อนครับ ที่ตัวแทนของพรรคท่านไปร่วมกันทานข้าวเย็น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับประกันกับตัวแทนของพรรคท่านหรือไม่ครับ ว่างบ ๑๗๕,๓๐๐ ล้านบาท ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องตัดเพื่อโยกไปใช้กับ Digital Wallet จะไม่เป็นการตัดงบนโยบายเรือธงของพรรคท่าน จะไม่เป็นการตัดงบโครงการที่สำคัญ สำหรับกระทรวงที่มีท่านรัฐมนตรีไปกำกับดูแล และจะไม่เป็นการตัดงบที่ทำให้ประชาชน ในพื้นที่ของท่านนั้นต้องเดือดร้อนด้วยเช่นกัน สำหรับเพื่อนสมาชิกในพรรคเพื่อไทยครับ ผมรู้ครับว่าพรรคท่านกับพรรคผมคงมีมุมมองหลายเรื่องที่ไม่เหมือนกัน ผมคงไม่ขอให้ พวกนั้นต้องมาคิดเหมือนพวกผมครับ เพราะความจริงแล้วยิ่งเรามีความคิดที่แตกต่างกันเท่าไร ยิ่งเราแข่งขันทางความคิดกันเข้มข้นแค่ไหน คนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ก็คือพี่น้อง ประชาชน แต่ในค่ำคืนนี้ผมขอจากท่านเพียงแค่ ๒ อย่างครับ อย่างที่ ๑ ครับท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อน ๆ สมาชิกจากพรรคเพื่อไทยและผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีครับ
อย่างที่ ๑ ที่อยากจะขอครับ คือหากท่านยังคงเดินหน้าต่อด้วยนโยบาย Digital Wallet ผมขอให้ท่านยืนยันกับพวกเราครับว่าเหตุผลที่ทำให้ท่านเดินหน้านโยบาย Digital Wallet นั้นเป็นเพราะท่านเชื่อจากใจจริง ๆ ว่านโยบายนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชน ไม่ใช่เป็นเพราะท่านกลัวว่าท่านจะถูกมองว่าเป็นคนไม่รักษาคำพูด หากท่านล้มเลิก และยุติโครงการ Digital Wallet เพราะหากจะให้คำแนะนำกันตรง ๆ ด้วยความเคารพ เพื่อทำให้ท่านไม่ต้องมีความกลัวนี้ ประการที่ ๑ ต้องยอมรับว่าท่านเองก็ผิดคำพูดมา หลายครั้งแล้วกว่าจะมาเป็นรัฐบาลแล้วก็ดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ ประการที่ ๒ หากวันนี้ ท่านสามารถเข็นนโยบาย Digital Wallet ออกมาได้ ก็ต้องยอมรับว่าหน้าตาของนโยบาย Digital Wallet ในวันนี้ก็มีหน้าตาที่แตกต่าง หรืออาจจะเรียกว่าเป็นนโยบายเดียวกันไม่ได้ กับ Digital Wallet ที่ท่านหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง และประการที่ ๓ ครับ หากท่าน จะเทหมดหน้าตักกับ Digital Wallet ด้วยวิธีการแบบนี้จริง ๆ ท่านก็อาจจะไม่เหลืองบประมาณ เพียงพอในการมารักษาคำพูดและคำสัญญาเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่ท่านเคยให้ไว้กับพี่น้อง ประชาชนอยู่ดี ดังนั้นการเดินหน้านโยบาย Digital Wallet ในวันนี้ก็ไม่ได้จะทำให้คำพูด ของท่านนั้นมีความน่าเชื่อถือกลับขึ้นมาเหมือนกับก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้นผมขอให้รัฐบาลนั้น ใช้อิสรภาพที่ท่านได้ด้วยเหตุผลนี้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย Digital Wallet บนเหตุ และผลทางเศรษฐกิจในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางการเมือง ที่ท่านเคยอาจจะวาดหวังไว้
ส่วนอย่างที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอกับเพื่อนสมาชิกจากรัฐบาล แล้วก็ ทางคณะรัฐมนตรี ก็คือหากท่านเชื่อครับว่านโยบาย Digital Wallet นั้นเป็นทางรอดสำหรับ ประเทศนี้จริง ๆ ผมขอให้ท่านไปให้ที่สุดเลยครับ และยืนยันว่าท่านจะไม่โทษคนอื่น นอกเหนือจากตัวท่านเองหากท่านทำมันไม่สำเร็จ ท่านไม่ต้องมาโทษพวกเราพรรคฝ่ายค้าน เพราะพวกเราเสนอแนะอะไรไป พอกลับมาโหวตในสภาแห่งนี้ ท่านก็มีเสียงมากกว่าเราอยู่ดี ท่านไม่ต้องไปโทษนักวิชาการหรอกครับที่เขาออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะท้ายที่สุดแล้วนโยบาย จะได้ผลหรือไม่เวลาก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ และท่านก็ไม่ต้องไปโทษหน่วยงานรัฐหรือว่า ข้าราชการต่าง ๆ ที่ออกมาทักท้วงเกี่ยวกับความเสี่ยงทางกฎหมายหรอกครับ เพราะหาก กฎหมายฉบับไหนมันเสี่ยงจะเป็นอุปสรรคจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ร.บ. ธ.ก.ส. ซึ่งอาจจะถูกพับไปแล้ว หรือ พ.ร.บ. เงินตรา ซึ่งอาจจะถูกพับไปแล้ว อำนาจในการแก้ไขกฎหมายก็อยู่ในมือท่านครับ และท่านก็สามารถ เสนอแก้กฎหมายได้ทุกฉบับอยู่แล้วด้วยเสียงข้างมากที่ท่านมีในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยแนะนำกับพวกท่านเองในวันที่ท่านนายกรัฐมนตรี รับตำแหน่งว่าปัญหาอะไรที่ติดที่กฎหมายก็แก้ที่กฎหมาย ดังนั้นครับท่านประธาน ถ้าท่านเชื่อจริง ๆ ว่านโยบายนี้จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้ ถ้าท่านเชื่อจริง ๆ ว่านโยบายนี้จะเป็นการใช้งบประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทจากภาษี พี่น้องประชาชนในวันนี้ และจากภาษีพี่น้องประชาชนในอนาคตอย่างคุ้มค่าที่สุด ถ้าท่านเชื่อ จริง ๆ ว่านโยบาย Digital Wallet จะเป็นทางรอดสำหรับประชาชนและประเทศ ผมขอให้ท่าน ทำมันเต็มที่เลยครับ ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พวกผมคงไม่หยุดที่จะตรวจสอบท่าน ทักท้วงท่าน เสนอแนะท่านในด้านที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และวันนี้ พวกผมก็คงไม่สามารถลงมติเห็นชอบให้กับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมที่ท่านเสนอ เข้ามาสภาแห่งนี้ได้ แต่สิ่งที่พวกผมสามารถให้คำมั่นสัญญากับท่านได้ครับ นั่นก็คือคุณค่าหนึ่ง ที่พวกเราพรรคก้าวไกลเรายึดถือเหนือความแตกต่างในเชิงความคิดทางนโยบายนั้นคือ หลักการและคำยืนยันครับว่าเราจะไม่ดึงเอาอำนาจนอกระบบมาล้มคำสัญญาเชิงนโยบาย ที่ท่านให้ไว้กับพี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศ แต่หากมาถึงตอนนี้ครับ หากมาถึงวันนี้ ท่านยังคงดึงดันที่จะเดินหน้าเทหมดหน้าตักกับนโยบาย Digital Wallet ผ่านการเสนอ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ ในวันนี้ หรือแม้กระทั่งการเสนอ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมปี ๒๕๖๘ ในอนาคต ผมเพียงแค่ขอให้ท่านพร้อมรับผิดชอบกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจ ของท่านและพร้อมน้อมรับคำพิพากษาจากพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ขอบคุณครับท่านประธาน