ชนินทร์ ยันกระเป๋าเงินดิจิทัลลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แจกเงินเปล่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ชี้แจงความจำเป็นของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี 2567 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลในฐานะมาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่การแจกเงินเปล่า แต่เป็นการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมยืนยันความโปร่งใสในการบริหารงานและการใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อรักษาภาพลักษณ์รัฐบาล และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมสนับสนุนเพื่อเร่งขับเคลื่อนมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างยั่งยืน

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนจะร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ฉบับนี้ ในฐานะผู้อภิปราย คนสุดท้ายของสมาชิกฝ่ายรัฐบาล

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุก ๆ ท่านครับที่ได้ร่วมอภิปราย ตั้งข้อสังเกตในการดำเนินการโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล อย่างสร้างสรรค์ และต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีทุกท่านครับ ที่เข้ามาชี้แจงเพื่อให้เกิด ความชัดเจนมากขึ้น เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การอภิปรายในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนที่ติดตามอยู่อย่างแน่นอน และผมขอใช้เวลาในการอภิปรายครั้งนี้อภิปราย แบบภาษาบ้าน ๆ ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจโครงการนี้มากขึ้น ท่านประธานครับ ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาช่วงสุดท้ายนี้หาคำตอบกันแล้วว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ ในประเทศไทยวิกฤติหรือไม่ ท่าน สส. วรวัจน์ ผู้แทนจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย และท่าน สส. จิตติพจน์ได้ให้ข้อมูลชัดเจนว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ บ่งชี้ไปทางเดียวกัน ว่าประเทศไทยโตต่ำกว่าศักยภาพและโตอย่างกระจุกตัว หากเราไม่เร่งดำเนินการใด ๆ สถานการณ์นี้จะแย่ลงเรื่อย ๆ สิ่งนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทางพรรคเพื่อไทย เราสื่อสาร มาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้งว่าวันนี้ประชาชนโดยทั่วไปขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงิน ในกระเป๋า หนี้ครัวเรือนสูง หรือก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจฝืดเคืองครับท่านประธาน ซึ่งจากที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านเคยได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีวินิจฉัยโรค ได้ถูกต้องแล้ว แต่ยังจ่ายยาผิด นั่นหมายความว่าท่านเองก็คงเห็นปัญหาเดียวกับเราแล้ว แต่ท่านอาจจะมองวิธีการจ่ายยาไม่เหมือนกับเรา แต่การบริหารของรัฐบาลเป็นข้อสอบอัตนัย ไม่ใช่ข้อสอบปรนัยครับท่านประธาน ดังนั้น คำตอบไม่ได้มีคำตอบถูกเพียงแค่คำตอบเดียว เพราะสุดท้ายแล้วการดำเนินงานหรือนโยบายใด ๆ ของรัฐบาล คนที่จะตัดเกรดและจะวัดผล การทำงานของรัฐบาลได้ดีที่สุดก็คงเป็นพี่น้องประชาชนว่าจะชอบการจ่ายยาของรัฐบาลชุดนี้ หรือไม่ และผมต้องยืนยันว่าแนวทางในการดำเนินการของรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยเอง เราก็ไม่ได้หวังพึ่งเพียงแค่ Digital Wallet ให้เป็นยาผีบอกรักษาทุกโรคอย่างที่เพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านหลาย ๆ ท่านพยายามชี้นำสังคมให้เข้าใจอย่างนั้น แต่ในทางกลับกันเราเร่งเครื่อง ดำเนินนโยบายอื่น ๆ อีกมากมายครับท่านประธาน ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งงบประมาณ มากมายควบคู่กันไปด้วย เช่น การเปิดการท่องเที่ยว การดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ที่ปรับเปลี่ยน ไปตามอุตสาหกรรม ที่ปรับไปตามพลวัตของโลก รวมไปถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ ๆ ครับ สิ่งเหล่านี้จะเห็นผลได้ชัดเจนก็คงต้องรอเป็นในระยะกลาง หรือระยะยาวต่อไป ดังนั้น ในระยะสั้นหรือระยะเร่งด่วนนี้ เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีโครงการเติมเงินในกระเป๋าเงิน ดิจิทัลเพื่อเป็นตัวจุด Start และกระตุกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลักคิดของโครงการนี้ไม่ใช่การแจกเงินครับท่านประธาน แล้วก็ไม่ใช่สวัสดิการประชาชน เฉพาะกลุ่มเปราะบาง ด้วยการหยอดน้ำข้าวต้มแบบก่อน ๆ แต่เป็นการลงทุนครับ เพื่อสร้างความพร้อมสู่การเป็นสังคมดิจิทัลผ่านการขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ทุกพื้นที่ร่วมกันเป็นกลไกในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พ้นจากสภาวะที่ติดหล่มอยู่ โดยร่วมกันนำเงินดิจิทัลที่ได้รับจากรัฐบาลนำไปใช้ในภูมิลำเนาของตัวเอง เปรียบเสมือน การรดน้ำหน้าบ้านทุกครัวเรือนครับท่านประธาน ให้สนามหญ้าหน้าบ้านที่ปัจจุบันนี้ แห้งเหี่ยวอยู่ กลับมาเขียวพร้อมกันทั่วประเทศ ท่านประธานครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านอภิปรายในวันนี้พอจะแบ่งกลุ่มความเห็นได้เป็น ๒ กลุ่มครับท่านประธาน กลุ่ม ๑ ครับบอกว่ารัฐบาลควรยื่นเบ็ดไม่ใช่ยื่นปลา อย่าให้เงินเปล่ากับพี่น้องประชาชน แต่ควรเอางบประมาณนี้ไปลงทุนกับโครงการอื่น ๆ เช่น การทำรถสาธารณะ ทำน้ำประปา ที่ท่านเคยอภิปรายในอดีต หรือพัฒนาอาชีพ บางท่านครับไปไกลถึงว่าการให้เงินเปล่านี้ เป็นการดูถูกพี่น้องประชาชน แต่พวกท่านเองคงไม่ได้ลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนมาก เหมือนเพื่อนสมาชิกท่านอื่นครับ ท่านจึงไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันชาวบ้านลำบากแค่ไหน การให้ลงทุนกับเบ็ดเหล่านั้น ท่านคิดว่าต้องรอนานแค่ไหนครับ จะกลับมาเป็นปลาให้พี่น้อง ประชาชนที่กำลังลำบากอยู่ ผมอยากชวนทุกท่านคิดแบบนี้ครับว่าถ้าหากท่านเดินไปในสังคม แล้วพบกับคนหิวโซยืนแทบไม่ไหว นั่งพับอยู่ข้างบ่อน้ำ ท่านจะยื่นเบ็ดให้เขา แล้วบอกให้เขา ตกปลาหากินเอง หรือท่านจะให้ปลาเท่าที่ท่านพอจะมีแรงไหว ให้เขาได้สามารถกินปลาเท่าที่มี ยืนขึ้นให้ได้ก่อน แต่ท่านไม่ต้องห่วงครับว่ารัฐบาลเราจะเอาแต่แจก แจก แจก ยื่นแต่ปลา เพราะเมื่อพี่น้องประชาชนสามารถยืนขึ้นได้แล้ว รัฐบาลนี้ล่ะครับ เราจะยืนอยู่กับพี่น้อง ประชาชนอีก ๓ ปีหรือมากกว่านั้น ไม่หนีไปไหนครับ ช่วยให้พี่น้องประชาชนได้พัฒนา โครงสร้างทางพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งเสริมการลงทุนใหม่ ๆ ให้พี่น้อง ได้ใช้แรงที่เขามีแล้ว ร่วมปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิต คุณภาพเศรษฐกิจของทุกคนไปด้วยกัน ในระยะกลางและระยะยาวต่อไป

อีกกลุ่มความเห็นหนึ่งครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกอาจจะมีโอกาสลงพื้นที่ พบปะกับพี่น้องประชาชนมากกว่า เห็นกับตาครับว่าพี่น้องลำบากอยากได้เงินหมื่น แต่ด้วยบทของการเป็นฝ่ายค้านก็คงต้องเสนอแนะเพิ่มเติมครับว่า ให้เป็นเงินสดได้ไหม ไม่จำกัดแค่ในอำเภอได้ไหม หรือให้ใช้เฉพาะร้านค้าที่เป็นร้านค้ารายย่อยได้ไหม หรือไปถึง ให้เฉพาะกลุ่มเปราะบางได้ไหม เป็นต้น ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่เราถกเถียงกันมาเยอะแล้วตั้งแต่สมัยหาเสียงเลือกตั้งว่าทำไมต้องให้เป็นเงินดิจิทัล ทำไมจะต้องให้เป็นเงินที่สามารถกำหนดเงื่อนไขในการใช้งานได้ และทำไมเราต้องให้ ถ้วนหน้าอย่างกว้างขวาง และส่วนตัวผมเองครับ ผมก็สนับสนุนแนวคิดนี้ของรัฐบาลและ พรรคเพื่อไทยครับ เพราะการใช้งบประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จำเป็นที่อาจจะต้อง เพิ่มเงื่อนไขบางอย่างลงไปบ้าง ที่ไม่เป็นการจำกัดพี่น้องจนเกินไป เพราะเป้าประสงค์ ของโครงการนี้เองครับ ไม่ใช่แค่การแจกเงินแบบประชานิยมเหมือนที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน บางท่านวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมต้องย้ำให้เห็นครับว่าเราต้องบรรลุ ๒ เป้าหมายภายใต้ การดำเนินโครงการนโยบายนี้ ๑. คือการกระตุกสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองอยู่ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแบบถ้วนหน้า และ ๒. คือการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ และสร้างความพร้อมของการเป็นเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลให้ประเทศไทยไป พร้อม ๆ กัน เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การคิดนโยบายของพรรคเพื่อไทย เราคิดเป็นองค์รวมครับท่านประธาน เงื่อนไขของโครงการ Digital Wallet เอง ก็ได้มีการศึกษา การดำเนินการ หรือว่าแนวนโยบายมาจากหลายประเทศ หลายสถานการณ์ครับ เพื่อให้การดำเนินการนี้เป็นประโยชน์กับประเทศไทยและพี่น้องประชาชน ทุกคนมากที่สุด เพื่อนสมาชิกของผมครับ ท่าน สส. ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา และท่าน สส. ชนก ผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคายก็ได้อภิปรายไปชัดเจนว่าการตั้งเงื่อนไขให้การหมุนรอบ ในระบบดิจิทัลต้องเกิดขึ้นก่อน ถึงจะสามารถถอนออกมาเป็นเงินสด เพื่อไปหมุนรอบ ในระบบเงินสดต่อได้นั้น จะเป็นการส่งเสริมวงรอบให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น และการกระจายเม็ดเงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ โดยตั้งเงื่อนไขให้กระจายลงทุกอำเภอ ผ่านประชาชนทุกครัวเรือน คือการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบถ้วนหน้า ไม่กระจุกอยู่ในแค่เมืองหลวง และเปิดกว้างให้ประชาชนใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดแค่ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก ร้านค้าชุมชน หรือหาบเร่แผงลอยเท่านั้น สิ่งนี้จะทำให้เงินสะพัดลงไปในทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว และไม่เป็น การฝืนพฤติกรรมของพี่น้องประชาชน

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ประเทศไทยมี ๘๗๘ อำเภอ กับอีก ๕๐ เขต ของกรุงเทพมหานคร เม็ดเงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะกระจายลงทุกอำเภอ ตามสัดส่วนประชากร ถัวเฉลี่ยกลม ๆ ครับท่านประธาน ตกราวอำเภอละ ๕๐๐ ล้านบาท ยอดใช้จ่ายที่สูงถึง ๕๐๐ ล้านบาทต่ออำเภอนี้ เป็นแรงจูงใจที่มากพอครับท่านประธาน ให้ผู้ประกอบการ แม่ค้า แม่ขาย ร้านค้าต่าง ๆ เข้ามาลงทะเบียนในระบบของรัฐ เพื่อให้รัฐบาล มีข้อมูลที่มากพอในการบริหารการจัดเก็บภาษีในระยะยาว สร้างรายได้ภาษีให้รัฐบาลเพิ่มเติม ในอนาคต ดั่งที่ สส. ณัฐพงษ์ ผู้แทนจังหวัดน่านของพรรคเพื่อไทยได้ให้ข้อมูลไปก่อนหน้านี้

และสุดท้ายครับท่านประธาน เงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคนนี้ ก็เป็นเงิน ที่มากพอที่จะดึงดูดพี่น้องประชาชนเข้ามาลงทะเบียนอยู่ในระบบฐานข้อมูลของรัฐ ให้การดำเนินนโยบายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหญ่ของการบูรณาการข้อมูลประชาชน ที่เก็บไว้ในที่เดียวกัน หรือว่าเป็น Single Platform พอหากเราย้อนไปดูในอดีต ไม่เคยมี แพลตฟอร์มไหนเลยของรัฐบาลที่สามารถรวบรวมข้อมูลของพี่น้องประชาชนได้มากถึง ๔๐-๕๐ ล้านคนเช่นครั้งนี้ นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญครั้งใหญ่ครับท่านประธานที่เราจะเชื่อมโยง ฐานข้อมูลนี้เข้าสู่การบริหารนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลต่อไป Application ที่ผมพูดอยู่ ณ ขณะนี้คือ Application ทางรัฐ ซึ่งท่าน สส. สุดารัตน์ของพรรคเพื่อไทยผู้แทนจังหวัด อุบลราชธานีก็ได้อภิปรายชัดเจนว่า Application นี้จะเป็น Gateway ขนาดใหญ่ หรือเป็น Super Application ที่ผนวกทุกการบริการของรัฐในอนาคตเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน หรือเรียกว่าเป็น One Stop Service ของระบบรัฐบาลดิจิทัล หรือ e-Government ที่รัฐบาลของเรากำลังดำเนินหน้าอยู่ ให้การเชื่อมต่อการบริการของภาครัฐผ่าน Application ทางรัฐนี้เป็น Application กลาง Application เดียว หมดปัญหาความวุ่นวายจากการที่มี Application มากมายจนประชาชนสับสน หากท่านใดยังไม่คุ้นเคย ผมเชิญชวนเพื่อนสมาชิก แล้วก็พี่น้องที่ติดตามทางออนไลน์อยู่ ให้ลอง Download Application นี้มาใช้ได้เลย ปัจจุบันนี้มีการบริการหลายอย่าง ทยอยรวบรวมเข้าไปใน Application นี้แล้ว และรัฐบาล ก็จะเชื่อมต่อการบริการอื่น ๆ จากกระทรวงอื่น ๆ หน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาบูรณาการในที่เดียวกัน ให้สมบูรณ์ต่อไป ทั้งนี้ครับท่านประธาน ตลอด ๖ เดือนที่พี่น้อง ๔๐-๕๐ ล้านคน ใช้ Application นี้ในการจับจ่ายผ่าน Digital Wallet ก็จะได้มีความคุ้นเคย แล้วก็เท่าทัน กับการใช้งานในระบบดิจิทัลหรือเรียกว่ามี Digital Literacy ที่เพิ่มมากขึ้น พี่น้องมีโอกาส ได้พบเจอ แล้วก็ลองใช้บริการอื่น ๆ ของรัฐที่อยู่ในแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งจะเร่งให้เกิดความพร้อม ในการเปลี่ยนถ่ายสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก บางท่านยังคงบอกว่ารัฐบาลจ่ายยาผิด บอกว่าเราใช้แค่มาตรการเดิม ๆ ผมว่าท่านเองอาจจะ ยังไม่เข้าใจแนวคิดในการจ่ายยาหรือว่าการบริหารงานของพรรคเพื่อไทย นโยบายนี้ คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในแบบฉบับของพรรคเพื่อไทย การเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างที่ไม่จำเป็นต้องป้ายขาว ป้ายดำ หรือสร้างความแตกหักในสังคมเสมอไป แต่วิธีคิดของพรรคเพื่อไทย เรามุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงจากความร่วมไม้ร่วมมือ ด้วยหลักคิด เชิงนวัตกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง นโยบายของพรรคเพื่อไทยเราเชื่อมั่น ในพี่น้องประชาชน เรามั่นใจว่าหากให้อำนาจกับพี่น้องประชาชนแล้ว ประชาชนที่ได้อำนาจไป รู้ดีกว่าเราครับว่าเขาจะใช้อำนาจนี้อย่างไร เติมความฝันให้พี่น้องประชาชนครับ แล้วสิ่งนี้ จะเป็นแรงในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ดังที่เราเคยทำสำเร็จมาในหลายนโยบาย ในอดีตครับ อาทิการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยนโยบายกองทุนหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนครับ ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยนโยบาย OTOP หรือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบหลักประกัน สุขภาพ หรือนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรคในอดีต และได้พัฒนามาเป็น ๓๐ บาทรักษาทุกที่ ในรัฐบาลปัจจุบัน และในอนาคตครับ เราคงไม่ได้ขายแค่อดีตครับ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ทางโครงสร้างอีกหลายอย่างภายใต้รัฐบาลนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการออมของคน ทั้งประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้นโยบายหวยเกษียณ การเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการค้ากำไร กับระบบขนส่งสาธารณะที่จะสำเร็จผ่านนโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย และการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างรายได้ของประเทศครั้งใหญ่ครับ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และระบบการจ้างงานที่จะเกิดขึ้นผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ต่อยอด Soft Power ของประเทศ การลงทุน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ของรัฐบาลก็เป็นการเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างอีกอย่างหนึ่งเช่นกันครับท่านประธาน นั่นคือการเดินหน้าเปลี่ยนถ่ายการบริการ ของภาครัฐสู่ระบบ e-Government เปลี่ยนสังคมไทยจากแอนะล็อกไปเป็นดิจิทัลให้สำเร็จ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจครับ เร่งเติมกำลังซื้อให้พี่น้องประชาชน เติมเม็ดเงินเข้าระบบ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในปัจจุบันอย่างที่ผมได้กล่าวและให้ข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว

ท้ายที่สุดครับท่านประธาน ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ให้ไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาลชุดนี้จะรวบรัดดำเนินโครงการแบบไม่รัดกุม เปิดช่องว่าง ให้เกิดการทุจริต เพราะเท่าที่ผมสัมผัส แล้วก็สังเกตการณ์ท่านนายกเศรษฐา ทวีสิน ท่านเป็นคน รับฟังข้อท้วงติงจากทุกฝ่าย และพร้อมปรับปรุงให้ทุกอย่างรัดกุม รอบคอบมากขึ้นเสมอ จนหลายหลาย ๆ ครั้งอาจจะประสบกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในการเปลี่ยนแปลงในเชิง รายละเอียดนะครับ แต่ก็ต้องชี้แจงกับสังคมว่ากระบวนการนี้คือการทำงานร่วมกันเป็นทีม การบริหารประเทศจำเป็นต้องรับฟังจากทุกฝ่าย จะดับเครื่องชน เอาแต่ความคิดตัวเอง เป็นที่ตั้งคงเป็นไปไม่ได้ และเพื่อน ๆ ฝ่ายค้านครับ ก็ไม่ต้องยุยง ปลุกปั่นให้พรรคร่วมรัฐบาล เกิดความแตกแยก เพราะท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกท่านจากทุกพรรค ต่างช่วยกัน ทำงานให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ สู้กับอุปสรรคทุกอย่าง เพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาล ให้สำเร็จให้ได้ สู้กับสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเรียกว่าแรงค้านที่ไร้อนาคต หรือคือการค้าน จากคนบางกลุ่มเพียงเพื่อหวัง Discredit รัฐบาล หรือกีดกันให้รัฐบาลไม่สามารถประสบความสำเร็จ ในการดำเนินนโยบายได้ โดยไม่มองความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนก็ตาม เพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านครับ บางท่านบอกว่าเราอยากจะใช้งบก้อนนี้เพื่อรักษาหน้าของรัฐบาล บอกว่า เราแค่กลัวเสียหน้า แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ครับท่านประธาน เรากำลังจะใช้งบก้อนนี้เพื่อรักษา เศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจของไทยที่บางท่านบอกว่าปล่อยให้โตตามอัตภาพก็ดีอยู่แล้ว เราจะใช้เงินก้อนนี้เพื่อรักษาชีวิตความเป็นอยู่ที่ยังดีกว่านี้ได้ให้พี่น้องประชาชนทุกครอบครัว แล้วก็ขอฝากผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนที่รอคอยโครงการนี้อยู่ ขอให้มั่นใจ ในความตั้งใจของรัฐบาลครับ และร่วมกันติดตามการลงคะแนนในวันนี้ เพราะผม เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่เห็นแก่พี่น้องประชาชนเป็นผู้แทนของพี่น้อง ประชาชน จะเห็นความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง และพร้อมใจกันรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นี้ ให้รัฐบาล ได้มีงบประมาณไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วนต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน