จุลพงศ์ ตั้งข้อสังเกต งบเพิ่มเติม 2567 ขัดกฎหมายการคลัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

จุลพงศ์ อยู่เกษ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 โดยตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการดังกล่าวขัดต่อหลักวินัยการเงินการคลังในหลายประการ ทั้งการใช้เงินในปีงบประมาณถัดไปซึ่งขัดมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง การก่อหนี้ผูกพันล่วงหน้าจากการลงทะเบียนโครงการ Digital Wallet โดยไม่รอให้กฎหมายผ่านวุฒิสภา รวมถึงความไม่ชัดเจนของแหล่งเงินทุนและข้อกังวลต่อความชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 ซึ่งสะท้อนถึงการขาดการวางแผนที่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายประมาทต่อกระบวนการทางกฎหมาย

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ผมขอมีส่วนในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ตอนนี้เย็นแล้วครับ ผมขออภิปรายเจาะลงไปถึงการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ ในการออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานครับ การออกร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนั้นไม่ใช่ผิดครับ สำคัญคือจะต้องออกภายใต้เงื่อนไขของ กฎหมาย ๒ ฉบับ คือ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ และ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ แต่การออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับที่เราพิจารณาอยู่นี้มันต่างจากฉบับอื่น ๆ ในอดีต เดี๋ยวสักครู่ผมจะอภิปรายให้ท่านประธานได้ฟัง ก่อนที่จะมาถึงวันนี้ รัฐบาลเคยพยายาม หาช่องทางทางกฎหมายถึง ๓ ครั้ง ที่จะทำโครงการนี้ให้ได้ แต่ก็เกิดความผิดพลาด ทั้ง ๓ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะใช้เงินของธนาคารออมสิน จะออก พ.ร.บ. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือการจะใช้เงิน ธ.ก.ส. มันแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าของรัฐบาลชุดนี้ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการออก พ.ร.บ. ครั้งนี้จะไม่ผิดกฎหมายขึ้นอีก ท่านประธานครับ มาถึงวันนี้การออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ รัฐบาลกำลังจะทำผิดกฎหมาย อีกครั้ง และเป็นกฎหมายสำคัญถึง ๓ ฉบับ หรือรัฐบาลกำลังจะลองของอีกครั้งครับ ผมจะอภิปรายกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ไปทีละฉบับ ขอสไลด์ขึ้นเลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ต้องขออภัยนะครับ ตัวเล็กไปนิดหนึ่ง กฎหมายฉบับแรกคือ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มีเงื่อนไขสำคัญครับ ในมาตรา ๒๑ นี้ในการที่จะจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เงื่อนไขแรก คือต้องมีความจำเป็น ในการใช้เงินในปีงบประมาณ หมายความว่า ถ้าท่านจะออก พ.ร.บ. รายจ่ายเพิ่มเติม ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ท่านต้องมีความจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวนนี้ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ คำว่า มีความจำเป็นที่จะใช้เงินในปีงบประมาณ แล้วจำนวนเงินตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ท่านใช้ ในปี ๒๕๖๘ เพราะท่านบอกว่าท่านจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมเป็นต้นไป เพราะฉะนั้น ก็ไม่เข้าเงื่อนไขประการแรกของมาตรา ๒๑ อันนี้ คือท่านไม่ได้มี จะใช้เงินในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นี้อย่างใด มันจึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อแรก นอกจากนี้นะครับท่านประธาน เคยมีหนังสือ ของสำนักงบประมาณที่เสนอต่อ ครม. ให้ออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับที่ เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ได้ระบุชัดเจนว่าสาเหตุที่เสนอให้ออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมปีงบประมาณ ๒๕๖๗ เพราะไม่มีเงินพอสำหรับใช้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ก็แสดงว่า เงินนี้จะต้องใช้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ซึ่งจะไปสิ้นสุดเอาวันที่ ๓๐ กันยายนที่จะถึงนี้

เงื่อนไขประการที่ ๒ ของมาตรา ๒๑ คือการที่จะออก พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมได้ เพราะไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณถัดไปได้ แปลว่า อะไรครับ ต้องรีบออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ เพราะไปรอ พ.ร.บ. รายจ่ายในปี ๒๕๖๘ ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ ๑ ตุลาคมปีนี้ไม่ได้ แล้วเงินจำนวนนี้ตาม พ.ร.บ. รายจ่ายเพิ่มเติมนี้ ท่านเอาไปใช้ในปี ๒๕๖๘ แสดงให้เห็นชัด ๆ ว่ามันขัดกับมาตรา ๒๑ รัฐบาลกำลังจะเฉไฉตีความกฎหมายโดยไม่สนใจวินัยการเงินการคลัง นี่คือกฎหมายฉบับแรก ที่ท่านกำลังจะฝ่าฝืน

กฎหมายฉบับที่ ๒ คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ๒๕๖๑ ในมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๓ กำหนดหลักเกณฑ์ว่าการขอเบิกงบประมาณให้ทำปีต่อปีงบประมาณ เว้นแต่ จะได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ ท่านประธานจะได้เห็นเงื่อนไขเรื่องการมีหนี้ผูกพันในมาตรา ๔๓ สไลด์ถัดไปนะครับ ถ้ามาดูมาตรา ๔๔ ก็ยังมีคำว่า เว้นแต่เป็นงบประมาณรายจ่ายข้ามปี ที่ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นกำหนดเวลา ปัญหาประโยคที่ว่าก่อหนี้ผูกพันก่อนสิ้นปีงบประมาณ ตามมาตรา ๔๓ หรือที่ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๔๔ นั้น คำว่า หนี้ ใน ๒ มาตรานี้แปลว่าอะไรครับ และการที่รัฐบาลจะให้ประชาชนมาลงทะเบียนดิจิทัล จะถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพันกับกระทรวงการคลังหรือยัง ตามกฎหมายไทยนะครับ ในการก่อหนี้เกิดขึ้นได้ ๒ ทาง ภาษากฎหมายเรียกว่า นิติเหตุ และอีกกรณีหนึ่งคือ นิติกรรม นิติกรรมก็เช่นมีการลงนามในสัญญาซื้อขายสัญญาจ้าง มันชัดเจนว่ามีการก่อหนี้ ผูกพันนะครับ ซึ่งกรณีนี้สำนักงบประมาณก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี และที่กระทรวงการคลังจะให้ ประชาชนมาลงทะเบียนเข้ารับสิทธิในโครงการ Digital Wallet นี้ จะถือเป็นการทำนิติกรรม ที่เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกระทรวงการคลังและประชาชนที่มาลงทะเบียนในวันที่ ๑ สิงหาคม แล้วหรือไม่ ผมว่าไม่ครับ เพราะเป็นการลงทะเบียนเพื่อขอเข้ารับสิทธิเท่านั้น หากรัฐบาล บอกว่ารัฐบาลก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่คนมาลงทะเบียนขอรับสิทธิในต้นเดือนสิงหาคมนี้ รัฐบาล จะต้องแจกเงินแล้ว ผมขอถามรัฐบาลว่ารู้ได้อย่างไรครับว่า พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแน่ ๆ มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่แกนนำ ของรัฐบาลคิดก็ได้นะครับ อย่างนี้เป็นความประมาทเลินเล่อทางกฎหมายของรัฐบาล ใช่หรือไม่ครับ ความจริงกลไกกฎหมายมันไม่ผิดนะครับ แต่รัฐบาลขาดการวางแผนและ การบริหารแผน ที่ถูกมันต้องให้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้และ พ.ร.บ. งบประมาณ ๒๕๖๘ ผ่านรัฐสภาเสียก่อนและจึงจะให้คนมาลงทะเบียน แต่เมื่อมาเสนอเอาตอนนี้ เพราะมันไม่ทัน เพราะว่ามีความเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเสียเวลาไปราว ๖ เดือนเศษ

ฉบับที่ ๓ ที่รัฐบาลมองข้ามไปคือ พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ หลักเกณฑ์ ง่าย ๆ พ.ร.บ. เงินตราคือไม่ว่ารัฐบาลจะแจกเงินจำนวนเท่าใด จะต้องมีเงินมารองรับ เต็มจำนวน เช่น จะต้องแจก ๔.๕ แสนล้านบาท รัฐบาลจะต้องมีเงินรองรับ ๔.๕ แสนล้านบาท ปัญหาก็คือตอนที่ประชาชนมาลงทะเบียน ท่านมีแหล่งเงินที่แน่นอนครบจำนวนมารองรับ แล้วหรือยัง คำตอบคือยังครับ เพราะร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ๒๕๖๘ ยังไม่ผ่านการอนุมัติของสภาแต่อย่างใด ที่สำคัญนะครับ ท่านประธาน ในเอกสารฉบับนี้ประกอบร่างพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในหน้า ๒-๑๖ ได้มีการวิเคราะห์ว่าความไม่ชัดเจนในเรื่องการเป็นสื่อกลางในการชำระราคาสินค้า ย่อมอาจส่งผลต่อการขัดต่อ พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ทราบว่าทำไมรัฐบาลจึงหมกมุ่นในการใช้งบประมาณมหาศาลในโครงการ Digital Wallet ที่พรรคก้าวไกลออกมาค้านโครงการนี้ ไม่ใช่เพราะพรรคก้าวไกลไม่ต้องการให้รัฐบาล มีผลงาน เพราะแม้แต่เราไม่ได้ค้านอะไร ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมอยู่แล้ว มันจะต่างอะไรครับระหว่างคำพูดที่ว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม รัฐบาลจะมีผลงานเป็นรูปธรรม กับคำพูดที่ว่าก่อนหน้าเดือนสิงหาคม รัฐบาลไม่มีผลงานอะไรเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้เงินธนาคารออมสิน การออก พ.ร.บ. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การเอาเงิน ธ.ก.ส. ล้วนทั้งหมดทำไม่ได้สักอย่าง เพราะมันผิดกฎหมายตามที่ผมอภิปรายไปแล้ว ผมขอบอกอีกครั้งนะครับวิธีการของรัฐบาล เพื่อจะออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ ฉบับนี้ รัฐบาลได้ทำผิดกฎหมาย วินัยการเงินการคลัง ทำผิดกฎหมายวิธีการงบประมาณ และกฎหมายเกี่ยวกับเงินตรา ผมจึงไม่สามารถรับหลักการของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๗ ฉบับนี้ได้ ขอบคุณครับ