ร่มธรรม ขำนุรักษ์ แสดงความกังวลต่อโครงการ Digital Wallet ที่ใช้งบประมาณสูงและขาดความชัดเจนทั้งในด้านแหล่งที่มาของเงิน กลุ่มเป้าหมาย เงื่อนไขการใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่คาดหวัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินจำนวนมากอาจทำให้ขาดดุลงบประมาณสูงถึงร้อยละ 4.3 ของ GDP และส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ขัดกับคำมั่นเดิม ขณะเดียวกันยังท้าทายความสมเหตุสมผลของการของบประมาณเพิ่มเติมในขณะที่งบประมาณรายจ่ายปี 2568 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจนำไปสู่การเบียดบังงบประมาณที่จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาภัยแล้ง มลพิษ และค่าครองชีพ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายอย่างรอบคอบ ชี้แจงข้อมูลให้ครบถ้วน และพิจารณาแนวทางที่โปร่งใสและยั่งยืนมากกว่าเดิมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมขออภิปราย ให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือรัฐบาล ต้องการเงินเพิ่มเติม ๑.๒๒ แสนล้านบาท ด้วยการกู้เป็นส่วนใหญ่เพื่อมาแจกในโครงการ Digital Wallet ซึ่งถือเป็นการผิดคำสัญญาต่อพี่น้องประชาชน โดยเงิน ๑.๒๒ แสนล้านบาทนี้ จะเป็นสารตั้งต้น เป็น Jigsaw ตัวแรกของงบประมาณทั้งหมด ๔.๕ แสนล้านบาท เพื่อทำ โครงการที่เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงต้องพิจารณางบประมาณ ก้อนนี้ประกอบไปกับการพิจารณางบประมาณ แล้วก็ภาพรวมของโครงการทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ก่อนอื่นผมต้องขอยืนยันครับว่า พรรคประชาธิปัตย์เราสนับสนุนนโยบายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่เราไม่สามารถเห็นด้วยกับวิธีการ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการในขณะนี้ สำหรับโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ครับ นับตั้งแต่ได้ประกาศในช่วงหาเสียงผ่านการแถลงนโยบายต่อรัฐสภามานาน นับเกือบปี จนมาถึงวันนี้ครับ ก็ยังคงมีปัญหามากมาย เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไป ในวันนี้ ตั้งแต่แหล่งที่มาของเงิน จำนวนคนที่จะได้รับที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เงื่อนไขการใช้ การแจก ซื้ออะไรได้ ซื้ออะไรไม่ได้ ที่ยังไม่มีความชัดเจน และวันที่จะได้รับเงินที่เลื่อนแล้ว เลื่อนอีก สร้างความสับสนตลอดที่ผ่านมา ไปจนถึงประเด็นที่สำคัญก็คือ ผลลัพธ์ของ โครงการนี้ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้บอกว่าให้รอการแถลงรายละเอียดของโครงการทั้งหมดในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม นั่นหมายความว่างบประมาณ ๑.๒๒ แสนล้านบาท ที่ขอมาในวันนี้ คือการขอเงินท่ามกลางความไม่ชัดเจนของโครงการทั้งหมด วันนี้ผมจึงมีข้อกังวลครับ แล้วก็ข้อคำถามหลายประเด็นที่อยากจะฝากและต้องการความชัดเจนจากรัฐบาล
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของจำนวนวงเงินและแหล่งที่มาของเงินเพื่อมาแจก ในโครงการ Digital Wallet เรื่องนี้มีการเปลี่ยนแปลงมาหลาย Version ครับ ตั้งแต่ช่วงแรก ที่เคยบอกว่าจะมาจากการจัดเก็บภาษีเพิ่มจากการบริหารงบประมาณนะครับ ซึ่งขณะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าจะไม่กู้แน่นอนนะครับ หลังจากนั้นก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครับ กลายพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนมาถึงวันนี้ก็ชัดเจนแล้วครับว่า ต้องกู้แน่นอน ขณะเดียวกันครับ จำนวนวงเงินและจำนวนคนที่จะได้รับก็ลดลงมาเรื่อย ๆ ครับ จากวงเงิน ๕.๖ แสนล้านบาท ผู้มีสิทธิได้รับ ๕๔ ล้านคน ลดลงมาเหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลดลงมาอีกเหลือ ๔.๕ แสนล้านบาท ที่เพียงพอสำหรับประชาชน ๔๕ ล้านคนเท่านั้นนะครับ สำหรับแหล่งที่มา ของเงิน Digital Wallet ใน Version ล่าสุด ก็แบ่งออกง่าย ๆ เป็น ๔ ส่วนด้วยกันครับ นั่นก็คืองบประมาณเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้นะครับ จำนวน ๑.๒๒ แสนล้านบาท งบประมาณจากการบริหารอื่น ๆ ๔.๓ หมื่นล้านบาท งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ในรายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑.๕๒ แสนล้านบาท และสุดท้ายครับ งบประมาณ จากการบริหารจัดการอื่น ๆ ๑.๓๒ แสนล้านบาท ซึ่งยังมีความสับสน มีความไม่ชัดเจน มากมาย
สำหรับส่วนที่ ๑ ครับ คืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นวงเงิน ๑.๒๒ แสนล้านบาทครับ โดยที่มาของเงินนั้นจะมาจาก ๒ ส่วน ด้วยกัน ก็คือ ๑. คือการจัดเก็บภาษีและรายได้อื่นเพิ่มเติม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๒. ครับ คือการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ๑.๑๒ แสนล้านบาท ส่วนนี้ก็เป็นที่ชัดเจน แล้วครับว่าต้องกู้แน่นอน ซึ่งก็ไม่ตรงกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยแถลงเอาไว้ ถือเป็นการผิดคำมั่นสัญญาต่อประชาชนอย่างชัดเจน โดยงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนี้ จะทำให้งบประมาณปี ๒๕๖๗ รวมทั้งหมดขาดดุลหรือรายจ่ายไม่เพียงพอกับรายได้ ๘.๐๕ แสนล้านบาท คิดเป็น ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ถือว่าเป็นการขาดดุลที่สูง แล้วก็ จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเราก็พุ่งสูงขึ้นไปอีกเกือบชนเพดาน แล้วก็เป็นภาระ ของพี่น้องประชาชนต่อไป
อีกประเด็นที่สำคัญก็คือว่าการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปกติแล้วจะจัดทำในกรณีที่รัฐบาลมีรายจ่ายไม่เพียงพอในปีนั้น ๆ และมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งในร่าง พ.ร.บ. นี้รัฐบาลก็ให้เหตุผลว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ได้ แต่ในความเป็นจริงครับ คือเราก็ต้องรอไม่ใช่หรือครับ เพราะรัฐบาลตั้งใจจะแจกพร้อมกัน ๔๕ หรือ ๕๐ ล้านคน ในช่วงไตรมาส ๔ ของปีนี้ ซึ่งต้องเอางบก้อนนี้ไปใช้ในปี ๒๕๖๘ รวมกับงบก้อนอื่น ๆ และขณะนี้งบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่ท่านได้ตั้งรายการในลักษณะ เดียวกันนี้ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ และยังต้องรอผ่านการพิจารณาวาระ ต่อ ๆ ไป เพราะฉะนั้นการตั้งงบเพิ่มเติมเพื่อกู้ ๑.๒๒ แสนล้านบาทนี้ อาจจะไม่สมเหตุสมผล หรือไม่
งบประมาณส่วนที่ ๒ ครับ ก็คือการบริหารจัดการงบประมาณปี ๒๕๖๗ กว่า ๔.๓ หมื่นล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงว่าได้มีการกันงบกลางเอาไว้แล้ว ตรงนี้ใช่ไหมครับ ที่ทำให้งบกลางปี ๒๕๖๗ มีการเบิกจ่ายที่ต่ำมากนะครับ ทั้ง ๆ ที่งบประมาณ ส่วนนี้โดยเฉพาะในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ควรใช้ไปกับการแก้ไข ปัญหาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเหมาะสมและเพียงพอ ผมเน้นคำว่า อย่างเหมาะสม และเพียงพอ ครับ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่ผ่านมาเราเผชิญทั้งภัยแล้ง ปัญหามลพิษ ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรหรือปัญหาค่าครองชีพ นี่คือการเบียดบังงบประมาณ ในส่วนที่สำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหรือไม่
ต่อมาครับ คืองบประมาณ Digital Wallet ส่วนที่ ๓ ก็คือมาจากงบกลาง งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ที่ได้ตั้งรายการเฉพาะไว้นะครับ ชื่อค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน ๑.๕๒ แสนล้านบาท ขณะนี้ งบประมาณส่วนนี้ก็กำลังอยู่ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่ง ในกรรมาธิการชุดนี้ด้วย โดยขณะนี้งบประมาณส่วนนี้ก็ถูกแขวนการพิจารณาเอาไว้ก่อนครับ เพราะว่าในครั้งที่มีการชี้แจงคำของบประมาณก็มีเอกสารประกอบการพิจารณาเพียงไม่กี่หน้า ไม่มีรายละเอียดที่มากเพียงพอนะครับ แล้วก็มีเพียงแต่เขียนแค่จำนวนเงิน แล้วก็ วัตถุประสงค์ของโครงการเพียงเท่านั้น นี่คือการขอเงิน ๑.๕๒๗ แสนล้านบาทนะครับ แต่กลับแทบไม่มีรายละเอียดอะไรเลย
และ Jigsaw ตัวสุดท้ายของงบประมาณ Digital Wallet ก็คือการบริหารจัดการ งบอื่น ๆ จากงบประมาณปี ๒๕๖๘ อีก ๑.๓๒ แสนล้านบาท ส่วนนี้มีคำถามมากมายแล้วก็ ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าจะไปเอามาจากตรงไหน จะต้องไปยืมเงินจากหน่วยงานใด หรือไม่ อย่างไร แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง หากจะเปลี่ยนไปใช้งบกลาง โดยเฉพาะในรายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีก ก็อาจจะทำให้เกิด ความเสี่ยงได้ในอนาคตครับ เพราะถ้าเกิดเหตุที่นอกเหนือความคาดหมาย เช่น ภัยพิบัติ หรือความเดือดร้อนของพี่น้องที่เป็นเรื่องฉุกเฉินครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อจากนี้เราจะเผชิญ La Nina ที่จะทำให้ฝนถล่ม น้ำท่วมหรือภัยทางสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน เราจะเอาเงินจากส่วนไหนมา ผมก็ขอฝากให้รัฐบาล ได้เตรียมการบริหารงบกลางของปี ๒๕๖๘ ให้เพียงพอต่อการรับมือเตรียมพร้อมกับ ภัยฉุกเฉินนี้แล้วก็ภัยฉุกเฉินอื่น ๆ ด้วย และหากท่านพยายามจะนำเงินที่ตัดมาจากงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ จากชั้นกรรมาธิการ ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำโครงการนี้ถึง ๑.๓๒ แสนล้านบาท จึงมีคำถามว่าจะไปเอามาจากส่วนไหน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาแหล่งที่มาของเงิน ในการทำโครงการ Digital Wallet เป็นปัญหาที่สำคัญของรัฐบาลตลอดที่ผ่านมา ที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ไม่มีความชัดเจน จากที่บอกว่าไม่ต้องกู้ กลายมาเป็นต้องกู้แน่ ๆ แล้วก็ต้อง แบ่งงบกลาง ทำให้งบประมาณขาดดุลไปไกล ซึ่งก็เป็นหนี้ที่ต้องจ่ายอยู่ดีและเป็นการเบียดบัง งบประมาณส่วนอื่น ๆ มาอีกนะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สร้างความเดือดร้อนและเป็นภาระของ พี่น้องประชาชน การไล่ล่าหาเงินมาทำโครงการ Digital Wallet เหมือนการต่อ Jigsaw ครับ ที่รัฐบาลคิดเพียงภาพใหญ่ไว้ว่าต้องการที่จะแจกเงิน แต่ท่านไม่รู้ว่าจะไปเอาเงินหรือตัวต่อ มาจากไหน ก็เลยต้องไปเอาตัวต่อ Jigsaw มาจากภาพอื่น ๆ เบียดบังงบประมาณส่วนอื่น ๆ แล้วก็ต้องไปกู้เงินเพื่อมาซื้อ Jigsaw อีกส่วนหนึ่งที่ต้องแลกมาด้วยอะไรมากมาย เพื่อให้เป็นภาพ ตามที่รัฐบาลได้คิดเอาไว้
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ แล้วก็วิธีการ ในการดำเนินการ ของ Digital Wallet ก็คือเงื่อนไขการใช้และวันที่จะได้รับเงิน สำหรับ เงื่อนไขการใช้ Digital Wallet หลักเกณฑ์การจ่าย เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนมีความสับสน ว่าซื้ออะไรได้ ซื้ออะไรไม่ได้ ท่านทำโครงการมีข้อจำกัดมากมายครับ วันหนึ่งแถลงอย่างหนึ่ง อีกวันหนึ่งอีกท่านแถลงอีกอย่างหนึ่ง ล่าสุดก็ซื้อโทรศัพท์ไม่ได้ ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้ แล้วก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ผมคิดว่าประเด็นแบบนี้ท่านควรมีข้อสรุปที่ชัดเจน แล้วค่อยแถลง หรือชี้แจงต่อประชาชน เพราะตอนนี้เกิดความสับสนอย่างมากครับ ต่อมาคือเรื่อง วันที่จะได้รับเงินครับ ก็เป็นประเด็นที่เป็นคำถามมาโดยตลอดว่าจะแจกเมื่อไร ซึ่งก็มี การเลื่อนมาเรื่อย ๆ ครับ วันนี้ความชัดเจนมีเพียงวันลงทะเบียนที่ท่านนายกรัฐมนนตรี ได้ประกาศไว้ ก็คือ ๑ สิงหาคม และจะแจกในไตรมาส ๔ เพราะขณะนี้เงินก็ยังไม่มีสักบาท แล้วก็ยังต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย ท่านประธานครับ เงื่อนไขที่มีข้อจำกัดมากมาย และวันแจกที่เลื่อนมาเรื่อย ๆ จากนโยบายเร่งด่วนก็กลายมาดูเหมือนว่าจะไม่เร่งด่วน วันนั้น แจกแน่ วันนี้ก็แจกแน่ วันไหนจะแจกแน่ท่านต้องเอาให้ชัดครับ ที่ผ่านมามันเหมือนสัญญา ลม ๆ แล้ง ๆ จนประชาชนเลิกหวังแล้วครับ
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้าย ก็คือความคุ้มค่าและผลประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชน ผู้ประกอบการและต่อประเทศ เป้าหมายของโครงการนี้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ แต่จากที่ผ่านมาก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ จากนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ องค์กร หน่วยงาน หรือแม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ สภาแห่งนี้ก็มีข้อกังวลมากมาย ว่าโครงการนี้จะมีการใช้งบประมาณที่สูงครับ แต่อาจไม่เกิดความคุ้มค่า และผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นการกระตุ้นเพียงระยะสั้น พูดสั้น ๆ ก็คือได้ไม่คุ้มเสียนั่นเอง โดยธนาคารโลก World Bank หรือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ก็ได้คาดการณ์ว่า โครงการนี้ จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงเล็กน้อย ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่มีต้นทุนหรืองบประมาณ ที่ต้องใช้สูงถึง ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP นะครับ ซึ่งหมายความว่าไม่คุ้มค่าหรือขาดทุน นั่นเอง และหากเป็นเช่นนั้นจริง ผมคิดว่าความคาดหวังของรัฐบาลว่าโครงการนี้จะเป็น การก่อพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ก็อาจจะกลายเป็นเพียงลมอ่อน ๆ แถมมีกลิ่นตุ ๆ ไม่พึงประสงค์ หรือเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชนก็ได้ครับ นอกจากนี้ครับ หลายส่วนก็มองว่าการที่รัฐบาล ทุ่มเงินไปจำนวนมากถึง ๔.๕ แสนล้านบาท แต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงน้อยนิด เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเพียงนิดหน่อย อาจเป็นการเสียโอกาสในการทำเรื่องอื่น ๆ ที่ส่งผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในระยะยาว คือเราอาจจะนำงบประมาณมหาศาลส่วนนี้ไปลงทุนกับการพัฒนาคน การศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน โครงการระบบคมนาคมขนส่ง หรือด้านพลังงาน หรือการลงทุนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ที่ดินทำกิน หรือการส่งเสริมเศรษฐกิจใหม่ ๆ และการส่งเสริมธุรกิจ รายเล็กรายย่อย มีอีกหลายอย่างที่เราสามารถทำได้นะครับ แต่เราอาจจะต้องเสียโอกาส เพราะโครงการนี้นะครับ และเราต้องอย่าลืมนะครับว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดภาระทางการคลัง จากเงินกู้ขาดดุลที่ประชาชนต้องแบกรับและต้องร่วมกันจ่ายหนี้ทั้งเงินต้นและเงินดอก อีกจำนวนมากตามมา รัฐบาลต้องฟังความเห็นของโครงการนี้อย่างรอบคอบครับ ไม่ใช่คิดแต่ จะกู้มาแจกนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าหากโครงการ Digital Wallet ยังขาดความชัดเจนและยังมีข้อกังวลทั้งหมดที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น ทั้งเรื่องแหล่งที่มาของเงิน เงื่อนไขการใช้ และความคุ้มค่าหรือผลประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ผมคิดว่าวันนี้ เราคงไม่สามารถพิจารณางบประมาณเพิ่มเติมที่รัฐบาลขอมาถึง ๑.๒๒ แสนล้านบาทนี้ได้ ความชัดเจนเดียวจาก พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมนี้คือการต้องกู้เงินเพื่อมาแจกในโครงการ Digital Wallet ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลคิดนโยบายนี้อย่างไม่รอบคอบ คิดไม่เสร็จหรืออาจจะไม่ได้คิด อะไรไว้แม้แต่น้อย ผมขอเรียนกับท่านประธานครับว่า นโยบาย Digital Wallet จากวันนั้น ถึงวันนี้ได้กลายพันธุ์มามาก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลนี้ อย่างสิ้นเชิง และในท้ายที่สุดครับ ผมคิดว่าการหาเสียงแบบไม่มีความรับผิดชอบเช่นนี้ จะกลายเป็นบทเรียนที่สำคัญของประเทศไทยและของโลกครับ เป็นตัวอย่างที่สำคัญว่า อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำและไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ เป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงที่สูงมากต่อรัฐบาลนี้ครับ ที่ต้องพยายามแลกทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางโดยมีชีวิตของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ เป็นเดิมพัน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางกฎหมาย ความเสี่ยงภาระหนี้สาธารณะ และที่สำคัญครับ ความเสี่ยงในการเสียโอกาสที่เราจะได้ทำอะไรอีกมากมาย ที่จะพัฒนาความเป็นอยู่และ คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ซึ่งวันนี้เองผมคงไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงนี้ได้
สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมขอเรียนว่าเราพร้อมสนับสนุนโครงการที่เป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่เราไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ วันนี้รัฐบาล ควรถอยครับ กลับไปคิดทบทวนโครงการนี้ให้สมเหตุสมผล ไม่ต้องกู้เงินจำนวนมหาศาล รัฐบาลต้องทบทวนแหล่งที่มาของเงิน หลักเกณฑ์การแจก ที่มาของเงิน แล้วก็ทำให้โครงการนี้ ไม่เสี่ยงผิดต่อกฎหมายแล้วก็ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน อย่างน้อยที่สุดครับ ผมคิดและคาดหวังว่าวันนี้รัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอแนะจากพรรคประชาธิปัตย์ และจากฝ่ายค้านทุกคน เพราะทั้งหมดที่ผมพูดมานี้คือความกังวล คือคำแนะนำ คือแรงค้าน ที่คำนึงถึงอนาคตของประเทศต่อรัฐบาลที่ดูเหมือนจะไร้ความผิดชอบและไร้ความรู้สึก ต่อปัญหาของพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับท่านประธาน