ปิยะนุช แจงการใช้งบกลาง-ดิจิทัลวอลเล็ต เร่งฟื้นเศรษฐกิจ-ช่วยภัยพิบัติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ปิยะนุช ยินดีสุข ชี้แจงการใช้งบกลางอย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ พร้อมย้ำถึงความต่อเนื่องของนโยบายเยียวยาและมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตวงเงิน 10,000 บาทที่ช่วยกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน พร้อมเน้นย้ำความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่ต่อการได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้เพื่อการดำรงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข นครราชสีมา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๗ พรรคเพื่อไทยค่ะ ก่อนอื่นเลยวันนี้ดิฉันต้องขออธิบายถึงคำว่า งบกลาง ก่อนนะคะ งบกลาง จริง ๆ แล้วเป็นงบประมาณที่มีความยืดหยุ่นสูงมากค่ะ สามารถนำไปใช้ในการจัดการ กับสถานการณ์ฉุกเฉิน เร่งด่วน หรือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ยกตัวอย่างนะคะ ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ น้ำท่วม น้ำแล้ง โรคระบาด หรือแม้แต่เหตุการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ท่านประธานคะ ที่ผ่านมาในอดีตเราก็มีการใช้งบกลางในหลาย ๆ รูปแบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ของประเทศค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการออกนโยบายเช็คช่วยชาติ เพื่อให้รับกับสภาวะเศรษฐกิจไทย ที่หดตัว ที่เราได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๑ โดยนโยบายเช็คช่วยชาตินี้นะคะ รัฐบาลใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒ งบกลางวงเงินทั้งสิ้น ๑๙,๔๐๐ ล้านบาท ตลอดไปจนถึงการใช้งบกลางในการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ต่าง ๆ อีกตั้งหลายครั้งนะคะ หากเรายังจำเหตุการณ์ได้ดี ก็คืออุทกภัยใหญ่ในปี ๒๕๕๔ ค่ะ ซึ่งตอนนั้นเองรัฐบาลก็ได้อนุมัติเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ งบกลาง วงเงินทั้งสิ้น ๘๗๑.๙๑ ล้านบาทค่ะ เพื่อเข้าไปให้ความ ช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท จำนวน ๑๗๔,๓๘๓ ครัวเรือน ใน ๔๔ จังหวัดค่ะ แม้ว่ารัฐบาลเราจะถูกโจมตีเป็นอย่างมากว่าการของบประมาณเพิ่มเติม ในปี ๒๕๖๗ นั้น ถือเป็นการลิดรอนเงินช่วยเหลือในส่วนอื่น ๆ เพื่อการช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนในยามฉุกเฉิน แต่ดิฉันต้องขอชี้แจงตรงนี้เลยนะคะว่า แม้งบประมาณในปี ๒๕๖๗ จะเพิ่งถูกอนุมัติให้ใช้เพียงแค่ ๔-๕ เดือนเท่านั้นเองนะคะ แต่รัฐบาลได้มีการอนุมัติโครงการ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปแล้วในหลาย ๆ โครงการ ดิฉันขอยกตัวอย่างนะคะ นโยบาย ยกระดับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค มาตรการลดค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้า ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน นโยบายการช่วยเหลือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ไปจนถึงการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ เป็นนโยบายที่เข้าไปช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชน ช่วยเหลือในเรื่องความเดือดร้อน ทั้งสิ้นเลยค่ะ เพราะฉะนั้นนะคะท่านประธาน เราทุกคนจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยค่ะว่า ถึงแม้รัฐบาลจะขอเบิกจ่ายเงินงบประมาณเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ แต่รัฐบาลเราเองก็ไม่ได้ตัด ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากโครงการต่าง ๆ ที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นเลยแม้แต่น้อยค่ะ และในความเป็นจริงแล้วการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน ไม่จำเป็นที่จะต้องขึ้นอยู่กับงบกลางเพียงเท่านั้นค่ะ เหมือนที่พรรคฝ่ายค้านอาจจะเคยพูดว่า การใช้งบประมาณงบกลางนั้นเป็นการตีงบเปล่านะคะ ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วรัฐบาล พรรคเพื่อไทยได้มีการตั้งงบประมาณเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนลงไปในหลาย ๆ กระทรวงค่ะ เพื่อให้การใช้งบกลางนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุดค่ะ แม้หลายปัญหาอาจจะต้อง เตรียมงบประมาณในการแก้ไข แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาจะแก้ไม่ได้หากไม่มีงบประมาณค่ะ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการหารายได้ผ่านการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว ของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้เกิดรายได้มหาศาลเลยค่ะ ประเทศไทยมีรายได้เพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น อย่างเป็นที่ประจักษ์ แถมยังช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศให้ดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่ เครื่องยนต์อื่น ๆ ทางเศรษฐกิจกำลังเกิดปัญหาอย่างมากมายค่ะ

อีก ๑ นโยบายสำคัญเลยนะคะ ที่รัฐบาลได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ใช้งบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปีอื่น ๆ นะคะ ก็คือนโยบายปราบปรามยาเสพติดค่ะ ในปี ๒๕๖๗ นี้ นับตั้งแต่ต้นปีจนตอนนี้ก็เพิ่งผ่านมาได้ประมาณ ๗ เดือนกว่า ๆ เองค่ะ แต่เชื่อไหมคะว่ารัฐบาลมีผลงานการปราบปรามยาเสพติดสูงมากกว่าผลงานทั้งปี ในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาอีกค่ะ น่าชื่นใจมากเลยนะคะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันก็ได้ฟัง เพื่อนสมาชิกอภิปรายมาตั้งแต่เช้าแล้ว ก็ได้ยินบางท่านพูดว่าการใช้เงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อโครงการ เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไปค่ะ และเราจะสามารถใช้เงินนี้ที่น้อยกว่านี้เพื่อให้ ประชาชนคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ ดิฉันต้องขอบอกแบบนี้นะคะว่า ดิฉันได้ศึกษางานวิจัยจาก NCBI และ American Economy Association เขาได้บอกไว้ว่า แรงจูงใจที่มีขนาดน้อยเกินไปจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมของผู้รับเงินได้ งานวิจัยเหล่านี้กลับพบว่าเมื่อจำนวนเงินมันน้อยเกินไป ผู้รับเงินจะไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การใช้จ่าย การออมหรือการลงทุนในตนเอง ดังนั้นการใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ในโครงการ Digital Wallet นี่ละค่ะ จะเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมในการสร้างแรงจูงใจมากที่สุด เพราะ ๑๐,๐๐๐ บาท จะสามารถสร้างแรงดึงดูด สร้างแรงกระตุ้นให้พี่น้องประชาชน เข้าร่วมโครงการนี้และเริ่มต้นการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัลค่ะ หากเราให้จำนวนเงินน้อยเกินไป ยกตัวอย่างนะคะ เราจะให้ ๑,๐๐๐ บาท ให้ ๒,๐๐๐ บาท หรือให้กระจุกกระจิกทีละนิดทีละน้อย เหมือนที่รัฐบาลสมัยก่อน ๆ ได้เคยทำมาแล้ว ท่านประธานคะ เราก็เห็นอยู่แล้วว่า มันไม่ Success ค่ะ มันไม่ได้ผลนะคะ วันนี้เราต้องการที่จะกระตุ้น ไม่ได้ต้องการเยียวยา หมอขอรักษาแบบตรงจุดนะคะ หมอไม่ขอเลี้ยงไข้ค่ะ ดังนั้นการใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จะช่วยสร้างแรงจูงใจที่เพียงพอให้พี่น้องประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมและเข้าร่วมโครงการนี้ ได้อย่างเต็มที่ ทุกคนจะรู้สึกถึงความมีคุณค่าและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าร่วม โครงการนี้อย่างแน่นอนค่ะ

ท่านประธานคะ อีก ๑ ประเด็น ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมา ก็ถึงเรื่องของ ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของโครงการ Digital Wallet ท่านบอกว่ามันอาจจะไม่คุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในโครงการอื่น ๆ ที่อาจให้ผลตอบแทนมากกว่า ดิฉันต้องขอตอบ อย่างมั่นใจเลยนะคะว่า การใช้งบกลางเพื่อดำเนินโครงการ Digital Wallet เป็นการลงทุน ที่มีความคุ้มค่าค่ะ เพราะการกระตุ้นรายจ่ายของประชาชนในระยะสั้น จะช่วยสร้างผลกระทบ เชิงบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวม การอัดฉีดเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จะทำให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อย่างทันที ซึ่งการใช้จ่ายนี้จะกระตุ้นธุรกิจ SMEs ธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจขนาดกลาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น จะทำให้เกิดเม็ดเงินที่จะหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลดีต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ในระยะสั้นและสร้างโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจในระยะยาวค่ะ ส่วนการคำนวณความคุ้มค่าในภาพรวมนะคะ เราไม่สามารถ มองแค่ความคุ้มค่าทางบัญชีและความคุ้มค่าแบบแยกชิ้นได้ค่ะ แต่เราต้องมองให้เห็นถึง ภาพรวมของโครงการ Digital Wallet นะคะว่าจะนำไปสู่ผลกระทบเชิงบวกที่หลากหลาย ผลลัพธ์ที่เราจะได้จากมันจะมีมูลค่าล้นเกินเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปแน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาทักษะของพี่น้องประชาชน การเพิ่มความโปร่งใสในการใช้จ่ายของรัฐบาลและ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นค่ะ ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วการใช้เงินในรูปแบบดิจิทัล โดยเฉพาะการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลจะช่วยให้พี่น้องประชาชนเกิดการเรียนรู้ เกิดการปรับตัวในทุก ๆ วันให้เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลได้ อีกทั้งยังส่งเสริมพัฒนาทักษะและ ความรู้ไปในตัว ซึ่งการพัฒนาทักษะเหล่านี้ละค่ะ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วย เพิ่มในการประกอบธุรกิจของพี่น้องประชาชนในอนาคตได้ และทำให้พี่น้องคนไทย ทั้งประเทศมีความพร้อมในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และเศรษฐกิจโลกได้อย่างทันท่วงทีค่ะ และจากที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลนะคะ คงจะหนีไม่ได้หากจะยังมีเพื่อนสมาชิกสงสัยและถามว่า Digital Wallet จะไม่ได้ผล ในระยะยาวและอาจไม่ได้ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางสังคมได้อย่างเต็มที่ ดิฉันต้องขอตอบนะคะว่าการใช้ Digital Wallet จะเพิ่มความสามารถในการลงทุน และประสิทธิภาพในการแข่งขัน ส่งผลให้เศรษฐกิจของเราเกิดการเติบโตค่ะ รัฐบาลเก็บภาษี ได้มากขึ้น เพื่อที่รัฐบาลจะสามารถจัดสรรสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างตรงเป้าหมาย รวดเร็ว ตรงจุดและเป็นธรรมมากที่สุดค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในการรับเงิน ช่วยเหลือในยามวิกฤติ การรับการสนับสนุนด้านสุขภาพ การศึกษาหรือการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะทำให้กระบวนการเหล่านี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วค่ะ เราจะลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ลดขั้นตอนยุ่งยาก ลดปัญหากองเอกสารทั้งหลายที่ยุ่งเหยิงไปหมด ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นรากฐาน มาตรฐาน สำหรับการพัฒนาระบบ e-Government รัฐบาล ที่ตรวจสอบได้ค่ะ

สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน พี่น้องจังหวัดนครราชสีมา เขต ๗ ของดิฉัน ต่างก็เฝ้ารอค่ะ ถามอยู่ทุกวันเลยนะคะ เมื่อไรจะได้เงินดิจิทัลสักที เงินหมื่นจะออกกี่โมง จะได้วันไหน เพราะพวกเราตั้งตารอค่ะ ท่านประธานคะ เงินหมื่นสำหรับบางคนมันเยอะมากเลย เงินหมื่นนี่ โอ้โฮ มันไม่ใช่เงิน ๑๐ เงิน ๑๐๐ เงิน ๑,๐๐๐ นะคะ ที่จะใช้ครั้งเดียวหมด แต่เชื่อไหมคะท่านประธาน เวลาดิฉันลงพื้นที่ก็จะมีพี่น้องมาเล่าให้ดิฉันฟังนะคะว่า จะเอาเงินหมื่นไปซื้อของใช้ ซื้อข้าวสาร ซื้อไข่ ซื้อยา ปลาปิ้งนะคะ ซึ่งบางคนเขาสามารถ อยู่กับพฤติกรรมแบบนี้ได้เป็นเดือน ๆ เลยค่ะ และบางคนบอกนะคะว่าครอบครัวมีกัน ๕ คน หากได้ ๕๐,๐๐๐ บาท เงินก้อนเลยนะคะ เขาจะเอาไปเปิดลงทุนร้านขายก๋วยเตี๋ยว บ้างก็จะเปิดร้านขายของ มีเงินก้อนพลิกชีวิต จะลงทุนให้ครอบครัว ให้ลูก ให้หลาน ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น ท่านประธานคะ อย่างที่ดิฉันเคยพูดในสภาแห่งนี้อยู่เสมอค่ะ ปัญหา ปากท้องพี่น้องประชาชนไม่ใช่สิ่งล้อเล่น แต่เป็นสิ่งที่รอไม่ได้อีกต่อไป ขอบคุณค่ะ