ประสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตงบฯ 1.2 แสนล้าน ชี้ท้าทายเกณฑ์คลัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องและความเป็นไปได้ของนโยบายแจกเงินดิจิทัล 500,000 ล้านบาท โดยชี้ว่ามีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมาย ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ต่ำ และภาระที่อาจตกทอดไปถึงรุ่นหลัง พร้อมตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของงบประมาณที่ไม่โปร่งใส และความเหมาะสมในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน จึงเสนอให้ทบทวนกลยุทธ์และพิจารณาใช้จ่ายโดยตรงของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักการคลังที่เหมาะสม

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือครับ ครั้งนี้ผมจะขอร่วมอภิปราย ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ นะครับ เคยมีคำกล่าวที่ว่า พรรคเพื่อไทยเก่งทางด้านเศรษฐกิจ และผมเองก็เคยเชื่อเช่นนั้น แต่วันนี้ผมเริ่มสงสัยแล้ว ว่าไม่น่าจะจริง สมัยนั้นอาจจะเกิดเป็นอุปทานหมู่หรือโฆษณาชวนเชื่อก็ตาม แต่ยุคนี้เรามี ดิจิทัล มีอินเทอร์เน็ต มีสื่อ Social Media มี Digital Footprint ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้เราเห็นความจริงว่า พรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ได้เก่งเศรษฐกิจจริง เพียงแต่มั่วเก่งนะครับ แล้วก็หวังว่าเศรษฐกิจนั้นจะคลี่คลายไปได้เอง ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้นะครับ มั่วเก่งอย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ออกหาเสียงนโยบายตอนเลือกตั้งบอกว่าไม่ต้องใช้เงินสักบาทเลยนะครับ เศรษฐกิจจะแจกเงินทุกคน คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๕๖ ล้านคน ตรงนี้ถึงกับมีพิธีกรรายการ ตบเข่าฉาด บอกว่าคิดได้อย่างไร ฉลาดมาก ๆ เลยนะครับ ฉลาดมาก ๆ ไม่ต้องใช้เงินสักบาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้มโหฬารขนาดนี้ เป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจนะครับ แต่ตอนนั้น ผมก็สงสัยอยู่นะครับว่า ไม่ใช้เงินมันจะเป็นไปได้อย่างไร กระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ขนาดนี้ โดยไม่ใช้เงินเป็นไปได้อย่างไร จากนั้นก็เปลี่ยนนะครับ เริ่มเปลี่ยนว่าต้องใช้เงินแล้ว ต้องกู้แล้ว อาจจะกู้ธนาคารออมสิน ทีนี้ก็มีปัญหาอีก ก็เปลี่ยนเป็น ธ.ก.ส. ก็มีปัญหาอีก สุดท้ายก็บอกว่า จะไม่กู้ธนาคารแล้วนะครับ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น เปลี่ยนตลอดนะครับ พอโดนค้านก็เปลี่ยน พอโดนค้านก็เปลี่ยนนะครับ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าคิดใหญ่ทำเป็น ทุกคนคงเห็นแล้วนะครับ ว่าเป็นการคิดไปทำไป เพราะคิดทีไรก็ชนตอทุกที หรือทางฝ่ายค้านเองเริ่มพูดออกมา ว่ามีปัญหาถึงต้องเปลี่ยนนะครับ นโยบายที่ไม่ตรงปกขนาดนี้เราจะให้ไปต่อหรือไม่ ลองมาฟัง กันต่อนะครับท่าน ทีแรกผมคิดว่าทีมนโยบายคิดว่าการผลิตเงินจากอากาศขึ้นมาสามารถทำได้ จึงได้บอกว่าจะผลิตเงินดิจิทัลโดยไม่ใช้เงินสักบาท เพราะว่าเราผลิตขึ้นมาจากอากาศ เหมือนกับการสร้างเหรียญ Cryptocurrency นะครับ เหรียญ Crypto ส่วนใหญ่ผลิตจาก อากาศได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์รองรับ ซึ่งเหรียญเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการรองรับ จากประเทศใด ๆ ในโลกนะครับ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เพราะว่าเป็นเหรียญ ที่เกิดขึ้นในอากาศ ถ้าเกิดเราฟังถึง Yuan Digital อันนี้จะต่างกันไปนะครับ ตรงนี้เขามี สินทรัพย์ค้ำประกันเขาถึงสามารถทำได้นะครับ ถ้าเราผลิตเหรียญจากอากาศจะกลายเป็น ผิดทั้งกฎเบื้องต้นของการเงินและผิด พ.ร.บ. เงินตรา ผิดกฎหมายด้วยนะครับ มันทำไม่ได้ จริง ๆ อันนี้มันเป็นเรื่องง่าย ๆ มาก ๆ เลย แต่คิดออกมาแบบนั้นได้อย่างไรนะครับ อันนี้ผมถึงบอกว่าปัญหาของการสร้างเงินจากอากาศนั้นมันเป็นไปไม่ได้นะครับ

ต่อไปนะครับ เงินดิจิทัลนี้ถ้าเกิดท่านจะให้เฉพาะคนที่มีฐานะยากจน ที่มีบัตรประชารัฐอยู่แล้ว ๑๕ ล้านคน ผมจะโหวตผ่านให้ท่านเลยนะครับ เพราะว่ามันจะเป็น การกระตุ้นที่ได้ผลจริง ๆ นะครับ กระตุ้นจากรากหญ้า เพราะคนทุกวันนี้เราเดินออกไป เราเห็นแล้วว่าเขายากจนจริง ๆ เขาไม่มีเงินใช้จ่ายนะครับ ถ้าเกิดเขาได้เงินมา ๑๐,๐๐๐ บาท เขาก็จะใช้ทั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท แต่อันนี้ท่านจะให้หว่านแหเลย ๕๐ ล้านคนนะครับ การให้เงิน คนจนกับคนรวยมันต่างกันเยอะครับ ถ้าท่านให้เงินคนรวย สมมุติว่าเขามีรายได้อยู่แล้ว เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ใช้ไปประมาณเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วท่านไปให้เขาอีก ๑๐,๐๐๐ บาท ขอโทษนะครับ อาจจะไม่ถึงเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทนะครับ เพราะมัน จะไม่เข้าขั้น มีรายได้เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท เขาใช้ทุกเดือน เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทีนี้ท่านไปเติมให้เขาอีก ๑๐,๐๐๐ บาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาก็ใช้ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่าเดิม เขาเอาเงินที่ท่านเติมให้ ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ไปใช้จ่ายดิจิทัลปกติ แล้วก็เอาเงินของเขาใช้เองอีก ๒๐,๐๐๐ บาทนะครับ ที่เหลือ ๑๐,๐๐๐ บาทของเขานี้เขาก็ออมเพิ่ม เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มันเป็นการหยอดลงไปแล้วก็หายเข้าไปเลยนะครับ ไม่มีการกลับมากระตุ้นเพราะเขาใช้เงินเท่าเดิม สิ่งนี้ผมถึงบอกว่าทำไมมันถึงไม่คุ้มค่านะครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราจะลงไปนี้มันจะไม่คุ้มค่ากับพายุหมุนที่ว่ามันก็จะเป็นแค่ลมพัด หรือเป็นแค่วาทกรรมทางลมปากเท่านั้น ไม่ใช่พายุหมุนครับ นโยบายการแจกเงินมหาศาล ขนาดนี้ต้องใช้เงินถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเกิดเป็นงบประมาณภาระดอกเบี้ยต้องกู้เงินเพิ่ม เพิ่มทั้งดอกเบี้ย เพิ่มทั้งเงินต้นนะครับ แล้วก็จะเป็นภาระให้กับลูกหลานเราในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรือ ๕๐ ปีข้างหน้านะครับ ตามที่เราได้เชิญหน่วยงานมานี้นะครับ ได้พูดคุยกัน หน่วยงานต่าง ๆ ของทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน ไม่มีใครเห็นด้วยเลยนะครับท่าน ไม่มีใครเห็นด้วยเลย แม้แต่หน่วยงานเดียว แต่ผมไม่แน่ใจว่า ในที่ประชุมเขาบอกกับท่านตรง ๆ หรือไม่ เพราะเห็นว่าท่านต้องการทำนโยบายนี้จริง ๆ เขาถึงต้องพยายามที่จะหาวิธีให้ท่านทำให้ได้ แต่เขาไม่ได้เห็นด้วยกับท่านเลยนะครับ การที่ท่านใส่เงินลงไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP นะครับ แล้ว World Bank คำนวณว่า น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ของ GDP จำตัวเลขตรงนี้นะครับ ท่านใส่เงินลงไป ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่กระตุ้นได้มากที่สุด ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เท่านั้นเองนะครับ น้อยกว่าเงินที่ใส่ลงไป เท่ากับว่าเป็นการตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำหรือไม่ครับ ผมคิดให้ท่านเต็มที่เลยนะครับ กระตุ้นได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านใส่เงินลงไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กระตุ้นมาได้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านทำแบบนี้นะครับ เอาที่ง่ายกว่าคือท่านใส่เงินลงไปตรง ๆ เลยครับ ไม่ต้องให้ประชาชน คือท่านเรียกว่า Government Spending คือการใช้จ่ายจากภาครัฐ โดยตรง ถ้าท่านทำแบบนี้นะครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะกระตุ้นได้ทันที ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็จะเป็นตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจนะครับ เมื่อสักครู่ก็มี สส. หลายท่านพูดถึงเงิน ที่หมุนหลายรอบ ผมก็จะยกตัวอย่างให้ดูนะครับ การหมุนรอบของเงินกับการกระตุ้น เศรษฐกิจมันไม่เหมือนกัน เวลาเราพูดถึงรอบของเงินนี้ แต่ละรอบเงินมันจะถูกใช้จ่าย ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเราจะคำนวณจากรอบของเงินไม่ได้ เราต้องคำนวณจากตัวที่เรียกว่า Money Multiplier หรือตัวทวีคูณทางการเงินนะครับ สมมุติว่ารอบแรกท่านใส่ไป ๑๐๐ บาท คนเก็บออมไว้ ๒๐ บาท ใช้ไปแค่ ๘๐ บาท รอบที่ ๒ ร้านค้าก็เอาไปใช้อีก ๖๐ บาท รอบที่ ๓ ใช้ไป ๕๐ บาท ใช้ไป ๓๐ บาท ตามนี้เลยนะครับ รวมทั้งหมดใช้ไป ๔ รอบ ท่านจะนับตามรอบไม่ได้ ท่านต้องนับว่ารวมแล้วได้เท่าไรนะครับ รวมแล้วได้ ๒๒๐ บาท เท่ากับตัวทวีคูณนี้ ๒.๒ เท่านะครับ แต่ Digital Wallet เกิดอะไรขึ้น World Bank คำนวณว่าจะกระตุ้นได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นนะครับ ใส่เงินลงไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระตุ้นได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับตัวทวีคูณ ๐.๔ เท่านั้นเอง อันนี้น้อยลงมาก ๆ เห็นแล้วนะครับว่าตัวเลขนี้ไม่คุ้มค่า แล้วหน่วยงานภาครัฐอันนี้ท่านติดตามข่าวได้เลยนะครับ พูดในข่าวตลอดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ละครับ

ต่อไปนะครับท่านประธาน ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เราทำมาหากินฝืดเคืองนะครับ ผมจะใช้เงินแต่ละบาทนี้ยังระมัดระวังเลยครับ คิดแล้วคิดอีก สมมุติว่าผมจะซื้อรถมือสอง สักคันหนึ่ง คันละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ผมให้เพื่อนผมไปประเมินแล้ว เขาบอกว่ารถคันนี้ จริง ๆ แล้วมูลค่าแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเอง จะไปซื้อทำไมรถคันนี้ ไปซื้อคันอื่นที่มันเครื่องยนต์ แรงกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ หรือถ้าเกิดอยากได้รถคันนี้จริง ๆ ต่อราคาเขาให้เหลือ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็พอนะครับ อันนี้คือเรื่องเดียวกันกับ Digital Wallet ครับ ท่านใส่เงินลงไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันกระตุ้นได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมท่านไม่ใช้เครื่องมืออื่น วิธีการอื่นที่จะใส่ลงไป แล้วให้มันกระตุ้นเศรษฐกิจได้แรงกว่านี้ ได้แรงกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ถ้าเกิด ท่านทำได้มันก็จะคุ้มค่า เพราะถ้าเปรียบเทียบนะครับ เปรียบเทียบกับโครงการคนละครึ่ง ทำไมถึงมีเสียงค้านน้อยกว่าโครงการ Digital Wallet เยอะเลยครับ เราไม่ค่อยได้ยินเสียง ค้านโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลก่อน แต่รัฐบาลนี้ทุกภาคส่วนก็กระหน่ำคัดค้านกันเต็มที่ ท่านน่าจะคิดได้แล้วนะครับตรงนี้ อันนี้เดี๋ยวผมให้ดูนะครับ ในเรื่องของสิ่งที่ท่านบอกว่า ท่านจะกันเงินแค่ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะเกิดอะไรขึ้นนะครับ คือท่านประเมินว่า คนจะมาลงทะเบียนแค่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ผมให้ดูตัวเลขของโครงการคนละครึ่งนะครับ เฟส ๑ เฟส ๒ นะครับ ตอนเฟส ๑ ต้องไปลงทะเบียน ๖ โมงเช้านะครับ ลงทะเบียนแป๊บเดียว ระบบล่ม ลงทะเบียนกันไม่ได้นะครับ ขาดตอนกันไปจนตัวเลขไม่นิ่งนะครับ ก็มีการเปิด รอบ ๒ แล้วก็เพิ่มจำนวนให้นะครับ เพราะฉะนั้นผมรวมรอบ ๑ รอบ ๒ นะครับ วงเงินตอนนั้น ๓,๕๐๐ ล้านบาท เปิดลงทะเบียน ๑๕ ล้านสิทธิ แล้วก็มีคนลงทะเบียนเกือบเต็มนะครับ ๑๔.๗๙ หรือว่า ๙๘.๖ เปอร์เซ็นต์ นี่นะครับตัวเลขที่ท่านบอกว่าคนลงทะเบียนจะมีแค่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เกือบเต็ม ๑๐๐ นะครับ อันนี้แค่ ๓,๕๐๐ เฟสที่ ๓ ให้ ๔,๕๐๐ เปิดให้ ๒๘ ล้านสิทธิ คนก็ลงทะเบียนไป ๙๔.๑๑ เปอร์เซ็นต์ เฟส ๔ เฟส ๕ ก็ให้เงินน้อย ลงหน่อยนะครับ คนลงทะเบียนก็น้อยลงเหลือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เพราะคนอาจจะ เริ่มเงินหมดแล้วนะครับ ไม่มีเงินจะจ่าย เพราะว่าโครงการคนละครึ่งต้องควักเงินตัวเองไปด้วย แล้วก็จำนวนเงินที่ให้น้อยลงอาจจะไม่ดึงดูดใจ คนก็เลยลงแค่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิด ท่านดูตัวเลขตรงนี้ท่านเทียบกับ Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท คิดว่าคนจะลงทะเบียน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ข้างล่างหรือจะไปลง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ข้างบนครับ ตรงนี้เป็นตัวเลข ที่ดูกันง่าย ๆ เลย สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ปัญหาที่จะตามมาที่ท่านประเมินกันนะครับ

เรื่องต่อไปนะครับ งบประมาณรอบนี้ที่ขอมา ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ก็จะเป็นเงินกู้ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านไม่ได้บอกว่ามาจากไหน สุดท้ายแล้วก็ไปค้นหาได้ว่าก็จะมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่กำลังชำระบัญชีแล้วก็ จะมีเงินเหลือประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะหมกเม็ดข้อมูลแบบนี้ตลอด คือจะไม่เปิดเผยให้กับเรา ทำให้เราต้องไปขุดคุ้ยเอาเองนะครับ แรก ๆ เราก็สงสัยว่า เป็นการจัดเก็บรายได้เพิ่มหรือไม่ จัดเก็บภาษีเพิ่มหรือไม่ มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับ เพราะทุกตัวเลขนี้ชี้ว่าเราขาดทุนเป็นส่วนใหญ่นะครับ หมายถึงว่าเก็บได้ต่ำกว่าเป้า เป็นส่วนใหญ่นะครับ

ปัญหาต่อไปที่ผมจะเสนอนิดหนึ่ง สส. ฝ่ายรัฐบาลสักครู่นะครับ พูดถึงเรื่อง ข้อมูลประชากร ๕๐ ล้านคนนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้นะครับพฤติกรรมการบริโภค เป็นอย่างไร เราจะได้นำไปเรียกว่าประเมินผลแล้วก็ไปใช้ประโยชน์ได้ ตรงนี้ผมก็อยากจะเตือน นิดเดียวให้ระวังเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล หรือ PDPA ท่านจะนำข้อมูลเขาไปใช้ ท่านขอ Consent เขาหรือยังครับว่าท่านจะนำไปใช้นะครับ เรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ คือพฤติกรรมการบริโภคของคนที่ใช้ Digital Wallet กับคนที่ใช้ ชีวิตประจำวันมันต่างกันนะครับ ก็ด้วยเงื่อนไขที่ท่านตั้งขึ้นเองละครับว่า จะต้องซื้อได้ แต่เฉพาะร้านค้าในอำเภอ จะต้องซื้อสินค้าได้บางตัวนะครับ พฤติกรรมการบริโภคก็ต่างกัน ข้อมูลอาจจะไม่ได้ประโยชน์จริง ๆ และจริง ๆ แล้ว ๕๐ ล้านคนหรือแม้แต่ ๗๐ ล้านคนนี้ เรามีข้อมูลทะเบียนราษฎร์อยู่แล้ว เราก็อาจจะไม่ได้มีประโยชน์ตรงนั้นจริง ๆ สักเท่าไร อาจจะมีบ้างนะครับ

ส่วนต่อไป การจัดทำงบประมาณรายจ่าย ท่านก็หมกเม็ดอีกนะครับ ท่านบอกว่าตามมาตรา ๒๐ (๑) รายจ่ายลงทุนต้องไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เวลาท่านกู้ ท่านก็บอกว่าเงินที่จะเอาไปใช้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เป็นรายจ่ายลงทุน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ โดยท่านทึกทักไปเอง ทึกทักไปว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เขาจะนำไปบริโภค อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นำไปลงทุน แล้วท่านก็บอกว่าท่านเชื่อใจประชาชน ตรงนี้มันไม่ใช่การเชื่อใจประชาชนนะครับ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อใจ แต่ว่าอันนี้คือบรรทัดฐานในการทำบัญชี เวลาท่านของบไปที่ สำนักงบประมาณแล้วท่านพูดอย่างนี้ อีกหน่อยถ้าเกิดเป็นหน่วยงานอื่นเขามาขอบ้าง ขอไปงานเลี้ยงรับรองและบอกว่างบตรงนี้ขอ ๑๐๐ แต่อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นรายจ่ายลงทุนนะ เพราะเป็นต้นทุนของอาหาร แบบนี้มันจะไม่มั่วหรือครับ ในอนาคตถ้าท่านตั้งบรรทัดฐานไว้แบบนี้ ก็อยากจะเตือนทางรัฐบาลนะครับว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราควรจะทำให้เป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง งบตรงไหนเป็นอะไรท่านก็ควรจะชี้แจงให้ถูกต้อง ถ้าเราบิดเบือนกันอย่างนี้นะครับว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์บริโภค อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ลงทุน แล้วใน ๕๐ เปอร์เซ็นต์บริโภคนั้น อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นต้นทุนของ Supplier ของเรา อย่างนี้มันจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ค่อย ถูกต้องสักเท่าไรนะครับ ทางการบัญชีด้วย ทางงบประมาณด้วยนะครับ

เรื่องต่อไป การกระตุ้นเศรษฐกิจมันทำได้หลายวิธีนะครับ และเราควรจะทำ ในเรื่องที่มันสำคัญและอาจจะใช้เงินน้อยกว่า อย่างเช่น การช่วยเหลือทางด้านค่าไฟฟ้า การสนับสนุนเรื่อง Solar Rooftop พลังงานแสงอาทิตย์ อันนี้จะลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน การลดภาษีสรรพสามิต มันมีตั้งหลายวิธีหรือว่าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สนับสนุนการลงทุน การจ้างงาน ของ SMEs ให้เขาเข้าถึงแหล่งทุน มันมีหลายทางที่เราทำ ใช้เงินน้อยกว่านี้ กระตุ้นได้ดีกว่านี้ อันนี้ผมอยากให้ท่านจำไว้เลยนะครับว่า ผมประเมินได้เลยว่ามันไม่ใช่พายุหมุนทางเศรษฐกิจ แน่นอนนะครับ มันจะเป็นแค่ลมปากเป่า มันจะเป็นแค่วาทกรรมแค่นั้นครับ ขอบคุณครับ