ณรงเดช อุฬารกุล อภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมของโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลและโครงการปุ๋ยคนละครึ่งที่แทนที่โครงการไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์ลดลง ขาดกลไกรองรับการใช้งานจริง และสะท้อนการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรม พร้อมแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. กล่องสุ่ม เนื่องจากมองว่าไม่มีความชัดเจนและเป็นเพียงการแก้ปัญหาเพื่อประวิงเวลาและสร้างภาพให้รัฐบาล
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ตามที่รัฐบาลได้มีความพยายามที่จะทำโครงการ Digital Wallet โดยอ้างว่าต้องการกระจายเงินไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ที่จะมีการลงทุนขยายกิจการ เกิดการผลิตสินค้า นำไปสู่การจ้างงาน ซึ่งรัฐบาลจะได้รับผลตอบแทนในรูปของภาษี ผมได้ติดตามโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องแล้วก็ต้องผิดหวังครับ เพราะโครงการนี้ เป็นเหมือนกล่องสุ่มเช่นเดียวกับโครงการอื่น ๆ ของรัฐบาล ที่เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าข้างใน โครงการนั้นสุดท้ายแล้วเราจะได้อะไร ขาดความเข้าใจภาคการเกษตรและวางเงื่อนไข ของโครงการจนเกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์เหมือนร้านค้าหรือผู้ประกอบการอื่น ๆ โครงการ Digital Wallet ไม่ได้มีส่วนไหนเลยที่พูดว่าพี่น้องเกษตรกรจะได้รับประโยชน์อย่างไร รัฐบาล วางเกษตรกรไว้ตรงไหนของโครงการนี้ ถ้าเกษตรกรเป็นประชาชนที่ได้รับเงินดิจิทัล ภาระของครัวเรือนเกษตรในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคเฉลี่ย ๑๘๐,๐๐๐ บาทต่อปี จะเป็นค่าอาหาร ๓๖ เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าใช้จ่าย ๖๓ เปอร์เซ็นต์ เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ซึ่งเมื่อดูในเงื่อนไขของโครงการ Digital Wallet แล้วก็ระบุว่า ไม่สามารถ นำไปชำระหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและไม่สามารถนำไปจ่ายค่าเทอมได้ อีกด้านหนึ่งเกษตรกรก็มีค่าใช้จ่ายด้านการเกษตร ๑๒๖,๐๐๐ บาทต่อปี โดยเป็นค่าใช้จ่าย ปัจจัยการผลิตร้อยละ ๕๕.๔ และค่าแรงร้อยละ ๓๕.๑๔ ซึ่งโครงการก็ระบุว่าเงินดิจิทัล ใช้สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น เกษตรกรจะนำไปชำระค่าปัจจัยการผลิตได้หรือไม่ ไปจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าวได้หรือไม่ จะไปซื้อต้นยาง ต้นทุเรียนมาปลูก ไปซื้อหมู ซื้อวัวมาเลี้ยงได้หรือไม่ จะเอาไปจ่ายค่าจ้าง ค่าดำนา ค่ารถไถ ค่าเกี่ยวข้าว ค่านวดข้าว ค่าตากข้าวได้หรือไม่ ผมอยากได้คำตอบว่าถ้าเกษตรกรได้รับเงินดิจิทัลมาจะให้นำไปใช้ อย่างไร หรือถ้าท่านวางเกษตรกรเป็นร้านค้าที่ได้รับเงิน เมื่อจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เกษตรกรเอาผัก เอาผลไม้ เอาไก่ เอาไข่ไปขายที่ตลาดแล้วได้รับเงิน Digital Wallet มา จะสามารถเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หรือไม่ อย่างไร เกษตรกรที่ขายพืชผลทางการเกษตร จะเข้าเงื่อนไขร้านค้าหรือไม่ การตั้งเงื่อนไขร้านค้าของโครงการที่กำหนดเรื่องการเสียภาษี ทำให้เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยในชุมชนมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับเงินดิจิทัล แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสด นายกรัฐมนตรีตอบได้ไหมว่าเกษตรกรจะอยู่ตรงไหนในเงื่อนไขร้านค้า ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ จะเป็น ๑. ร้านค้าที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม ๒. ร้านค้าที่เสียเงินภาษี บุคคลธรรมดา หรือ ๓. ร้านค้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือเกษตรกรจะไม่สามารถ ขายสินค้าทางการเกษตรเป็นเงินดิจิทัลได้ตั้งแต่ต้น ข้อจำกัดมากมายที่ถูกสร้างขึ้นคงทำให้ เกษตรกรไม่สามารถนำเงินดิจิทัลมาใช้ในสิ่งที่ต้องการได้ ถึงแม้จะยังไม่มีคำตอบใด ๆ จากรัฐบาลที่จะพูดออกสู่สาธารณะว่า โครงการนี้เกษตรกรจะได้อะไร แต่สิ่งที่เกษตรกรได้รับ ผลกระทบแน่ ๆ ในปัจจุบันคือ การที่รัฐบาลต้องจัดหาแหล่งงบประมาณเป็นจำนวนมากถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อมาใช้ในโครงการนี้ ทำให้รัฐบาลต้องลดงบประมาณในส่วนอื่น หรือที่รัฐบาลใช้คำว่า บริหารจัดการ ก่อน Digital Wallet จะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ พายุลูกนี้ได้พัดโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทไปจากมือของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลเคยถาม พี่น้องชาวนาไหมครับว่า ระหว่างเงินดิจิทัลกับโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท พี่น้องชาวนา จะเลือกโครงการไหน จากการที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการเงินงบประมาณมาดำเนินโครงการ Digital Wallet จึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณในหลายโครงการ ผมได้เอกสารมาชิ้นหนึ่ง ส่งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีถึง ธ.ก.ส เพื่อให้ไปดำเนินการโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง อ้างถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ชี้แจงในคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายนที่ผ่านมาว่า โครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท สร้างภาระงบประมาณจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงขอปรับเปลี่ยนเป็นโครงการปุ๋ยคนละครึ่งมาแทนโครงการ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท และจะไม่มีการจัดทำโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทอีกต่อไป ท่านประธานครับ โครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ใช้เงินปีละ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท โครงการ ปุ๋ยคนละครึ่งใช้งบประมาณ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท จากการเปลี่ยนแปลงโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นปุ๋ยคนละครึ่ง รัฐบาลประหยัดเงินไป ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนี้ใช่ไหมครับที่รัฐบาล เรียกว่าการบริหารจัดการงบประมาณ วันนี้ผมอยากถามรัฐบาลอีกทีว่ามั่นใจแล้วใช่ไหมครับว่า โครงการปุ๋ยคนละครึ่งพี่น้องชาวนาจะได้รับประโยชน์ เพราะการที่พี่น้องชาวนาจะได้รับเงิน อุดหนุนค่าปุ๋ยไร่ละ ๕๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๐ ไร่ เป็นมูลค่า ๑๐,๐๐๐ บาท จากรัฐบาล ชาวนาต้องจ่ายเงินเข้าบัญชีล่วงหน้าเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จากข้อมูล ธ.ก.ส. เกษตรกรถึง ๘๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๔ ล้านบัญชีของ ธ.ก.ส. มีเงินไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาทในบัญชี นั่นหมายความว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่จากโครงการดังกล่าว เพราะไม่มีเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผมไม่ทราบว่าสุดท้ายเกษตรกรจะเข้าร่วมโครงการนี้แล้วร่วมจ่ายค่าปุ๋ย ครึ่งแรกได้เท่าไร แต่ที่ผมทราบแน่ ๆ คือรัฐบาลชุดนี้เตรียมจ่ายเงิน ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท ไว้ให้กับบริษัทปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการ เป็นโครงการช่วยเหลือชาวนาที่บริษัทขายปุ๋ยดีใจ มากกว่าชาวนา การที่ชาวนาได้รับเงินชดเชยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท แล้วได้เงินสด เขาสามารถ ไปบริหารจัดการเองตามความจำเป็นได้ ถ้าเขามีค่าปุ๋ยเขาก็ไปจ่ายค่าปุ๋ย บางคนมีภาระ ค่าแรง ค่าจ้าง ก็นำไปจ่ายค่าแรง ค่าจ้าง เพราะเป็นเงินสด คนที่มีภาระหนี้สินก็อาจจะเอาไป ชำระหนี้ การใช้จ่ายของชาวนาไม่กระตุ้นเศรษฐกิจตรงไหน แล้วเงินดิจิทัลมันเอาไปซื้อสินค้า เกษตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ราคาดีขึ้นได้ไหม ไปเดินจ่ายตลาดนัดเอาไปซื้อกับข้าวกับ แม่ค้าตลาดนัดได้ไหม แม่ค้าตลาดนัดรับเงินดิจิทัลมาแล้วต้องไปซื้อของมาจับจ่าย เพื่อขายสินค้าในวันรุ่งขึ้น จะไปซื้อผัก ซื้อปลา ซื้อไข่ในตลาดเพื่อเอามาขายได้ไหม หรือต้องเอาเงินไปซื้อที่ห้างค้าส่งของเจ้าสัว แบบนี้ใช่ไหมที่รัฐบาลเรียกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านนำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเอาเงินไปจ่ายเพื่อซื้อเรือคืนกับชาวประมงได้ไหม ที่ได้รับผลกระทบจากกรณี IUU เอาไปพยุงราคาหมู ราคาวัว ช่วยไม่ให้เกษตรกรถูกกดราคา จากพ่อค้าได้หรือไม่ เอาไปซื้อสินค้าประมงแข่งกับพวกห้องเย็นได้ไหมราคามันจะได้ดีขึ้น ผมขอถามอีกครั้ง นอกจากจะเอาเงินไปทำโครงการ Digital Wallet แล้ว ในฤดูการทำนา ๒๕๖๗/๒๕๖๘ นี้จะมีโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวหรือไม่ จะมีโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท หรือไม่ เพราะโครงการที่ท่านทำอยู่ในขณะนี้เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
สุดท้ายผมคงไม่สามารถสนับสนุน พ.ร.บ. กล่องสุ่มฉบับนี้ได้ เพราะทำแบบ สุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรนอกจากแก้หน้าให้นายกรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงาน ขอบคุณครับ