ณัฐพงษ์ สนับสนุนงบปี 67 ชู Digital Wallet ดันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ร่วมอภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี 2567 โดยเน้นความจำเป็นในการเสริมขีดความสามารถการจัดเก็บภาษีของรัฐ ชี้ปัญหาสัดส่วนภาษีต่อจีดีพีที่ลดลง พร้อมเสนอว่าการผลักดันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบผ่านมาตรการเช่น Digital Wallet จะช่วยเพิ่มฐานภาษี ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ น่าน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ สส. จังหวัดน่าน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตร่วมอภิปราย แสดงความคิดเห็นสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ คงจะเคยฝันและอยากจะเห็นภาพของประเทศไทย ที่เจริญรุ่งเรือง มีถนนหนทางสวยงามเป็นระเบียบ มีคุณภาพการศึกษาที่ดี มีระบบ สาธารณสุขที่ทั่วถึง มีระบบชลประทานที่ตอบโจทย์การทำการเกษตร มีสวัสดิการที่ถ้วนหน้า สำหรับคนไทยครับ เรามีภาพฝันและข้อเรียกร้องแบบนี้กับรัฐเสมอครับ แล้วก็ถูกต้องแล้วว่า นี่คือหน้าที่ของรัฐที่จะต้องมอบให้กับประชาชน อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน อีกส่วนหนึ่ง ที่เราจะสามารถมีภาพฝันดังกล่าว เพราะเรามองว่ารัฐมีขีดความสามารถมากมายในการที่จะ ทำให้ฝันนั้นเป็นจริง เรามองเห็นศักยภาพของรัฐ หลัก ๆ แล้วก็ผ่านขีดความสามารถของรัฐ ในการหารายได้ เพื่อจะมาตอบโจทย์ความต้องการและภาพฝันของประชาชนที่ถูกสะท้อน ออกมาในฐานะของนโยบาย อย่างไรก็ดีรัฐไม่ได้มีขีดความสามารถที่ไร้ขีดจำกัดครับ หลัก ๆ มันถูกจำกัดด้วยความสามารถในการจัดเก็บภาษีนั่นเอง นั่นแปลว่าหากการจัดเก็บภาษีของ รัฐมีปัญหามากเท่าไร รัฐก็จะยิ่งด้อยความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรและสวัสดิการ ให้กับประชาชนมากตามลำดับไปด้วย เพื่อนสมาชิกหลายท่านในที่นี้เคยพูดถึงหรือกระทั่ง เรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐสวัสดิการ แน่นอนว่าระบบนี้มีข้อดีมากมายครับท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการสร้างหลักประกัน สร้างความมั่นคงและความเท่าเทียมให้กับ ประชาชน แต่ก่อนที่จะกระโจนเข้าสู่ระบบนี้นั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องพิจารณาถึงความพร้อม ของประเทศไทยด้วยครับ หัวใจสำคัญของรัฐสวัสดิการก็คือเงิน ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยภาษี ที่เก็บจากประชาชน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีศักยภาพในการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ และเพียงพอ แต่น่าเสียดายที่ประเทศไทยถือว่ายังห่างไกลจากจุดนั้นมาก ท่านประธานครับ สถิติการจัดเก็บภาษีของไทยเรียกได้ว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ตัวเลขสูงสุดในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ ๑๘.๔๔ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ในปี ๒๕๕๖ หลังจากนั้นแนวโน้มก็กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง คงเหลือเพียงประมาณ ๑๖.๑๔ ในปี ๒๕๖๒ แล้วก็ ๑๕.๗๑ ในปี ๒๕๖๖ เมื่อมาเทียบกับ กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนสูง อย่างเช่น ตุรกี บราซิล แอฟริกาใต้ หรือจีน ก็จะเห็นว่า สัดส่วนภาษีที่เก็บได้ก็สูงกว่าประเทศเราทั้งนั้นครับ ยิ่งไปดูกลุ่มประเทศที่รายได้สูงครับ ท่านประธาน เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ่น ก็มีสัดส่วนภาษีต่อ GDP เกือบหรือมากกว่าเราเกือบเท่าตัวทั้งนั้น และที่สำคัญที่สุดไม่มีประเทศใดเลยที่สัดส่วน การเก็บภาษีต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงอย่างประเทศไทยเลยครับ นี่เป็นปัญหาเร่งด่วน ที่จะต้องแก้ไขเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเรา ท่านประธานครับ หลังจาก ได้เห็นอย่างนี้แล้วเราก็ต้องถามตัวเองว่าทำไมประเทศของเราถึงเป็นอย่างนี้ ผมมีเหตุผล ให้ท่านประธาน ๒-๓ ประเด็นครับ

เหตุผลใหญ่อันหนึ่งก็คือประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบ คิดเป็น ๔๘.๔ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าริมทาง คนทำงาน Freelance หรือธุรกิจขนาดเล็กที่อาจจะไม่ได้แข็งแรง แล้วก็มีรายได้มากพอที่จะเข้ามาในระบบภาษี ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีเพื่อนำไปพัฒนาประเทศและบริหารสวัสดิการให้แก่ประชาชน ได้มากเท่าที่ควร ปัญหาดังกล่าวนี้นำมาซึ่งปัญหาที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วบ้าง ในเบื้องต้น ก็คือรัฐไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ภาครัฐขาดความสามารถ ในการดูแลประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรากหญ้าได้ดีพอ ไม่เพียงเท่านั้นประเทศเรายัง กลับมาฟื้นตัวจากวิกฤติได้ช้ากว่าประเทศคู่แข่งหรือประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

อีกสาเหตุหนึ่ง ก็คือระบบการเก็บภาษีธุรกิจนั่นเองครับท่านประธาน ตามกฎหมายเมื่อธุรกิจมีรายรับเกิน ๑.๘ ล้านบาท ก็จะถูกบังคับให้เข้าสู่ระบบ VAT ครับ แต่ธุรกิจจำนวนมากก็ไม่ได้เข้าสู่ระบบนี้ แล้วทำไมถึงเป็นอย่างไรล่ะครับท่านประธาน

เหตุผลแรก ธุรกิจที่เข้าร่วมก็กลัวจะเสียเปรียบคู่แข่งที่ไม่ได้เข้าระบบ อย่างน้อยก็ ๗ เปอร์เซ็นต์

เหตุผลที่ ๒ กระบวนการลงทะเบียนยุ่งยากครับ และสร้างค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ให้กับธุรกิจเยอะ เช่นต้องจ้างนักบัญชีเพิ่มเติมอีก

เมื่อธุรกิจในระบบ VAT มีจำนวนน้อย ธุรกิจอื่นก็มีความจำเป็นน้อยลง ในการเข้าสู่ระบบครับท่านประธาน ตัวอย่างเช่น ถ้าธุรกิจ A ค้าขายกับธุรกิจ B ซึ่งอยู่ในระบบ VAT เหมือนกันนะครับ A ก็สามารถนำใบเสร็จจาก B มาใช้ในการหักภาษีได้ แต่ถ้า B ไม่ได้ อยู่ในระบบ ก็ไม่สามารถออกใบเสร็จให้กับ A มาใช้หักภาษีได้อยู่ดี ผมเชื่อว่า Digital Wallet สามารถแก้ปัญหาพวกนี้ได้ครับ Digital Wallet สามารถนำผู้คนหรือธุรกิจ เช่น พ่อค้าแม่ค้า รายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เข้ามาสู่ในระบบได้ เพราะร้านค้าที่เข้ามาสู่ในระบบนิเวศของ Digital Wallet จะได้รับโอกาสในการรับเงิน ปริมาณมหาศาลที่จะไหลเข้ามาพร้อม ๆ กัน เนื่องจากร้านที่มี Digital Wallet สามารถ ใช้เงินที่มีได้ทั้งการรับรายได้จากลูกค้าและสามารถใช้ลดต้นทุนในการจ่ายค่าวัตถุดิบในการ ซื้อของได้ ด้วยสาเหตุนี้เอง Digital Wallet จึงเป็นโอกาสในการเติบโตของร้านค้า รายเล็กและรายย่อย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงทางธุรกิจ ทำให้ธุรกิจมีกำไรและยืนอยู่ได้ ด้วยตัวของตัวเอง แม้จะหมดเม็ดเงินจากนโยบายนี้ไปแล้ว เมื่อธุรกิจทั้งระบบแข็งแรงขึ้นแล้ว ผลลัพธ์ด้านที่ดีก็จะเกิดขึ้นกับธุรกิจที่แข็งแรง ก็คือรัฐบาลสามารถเก็บภาษีธุรกิจได้มากขึ้น และสามารถทำให้ระบบภาษีเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ครับ ดังนั้นปัญหา VAT ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะไม่เกิดขึ้น โดยธุรกิจทุกฝ่ายก็จะมีโอกาสเท่าเทียมกันครับท่านประธาน เมื่อรัฐสามารถ จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น งบประมาณของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเพิ่มขึ้นของ งบประมาณนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้าง พื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุขหรือบริการสาธารณะอื่น ๆ ครับท่านประธาน การที่เรามี งบประมาณมากขึ้น หมายความว่าเราสามารถลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ Digital Wallet จะช่วยกระตุ้นให้ทุกคนมาใช้ Application ทางรัฐ ซึ่งต้องถือว่าเป็น Application แรกของรัฐ ที่หวังจะเป็น One Stop Service สำหรับการใช้บริการของภาครัฐ ซึ่งไม่เพียงแต่จะจับจ่าย ใช้สอยด้วยเงินจำนวนของ Digital Wallet นี้ เท่านั้น แต่ในอนาคตการใช้ Application นี้ครับ ท่านประธาน จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกระจายสวัสดิการต่าง ๆ ไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ ด้วยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นรัฐบาลจะสามารถจัดสรรงบประมาณ แล้วก็กระจาย ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงได้มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแค่จะเป็นการลดช่องว่างระหว่าง คนรวยและคนจน แต่ก็ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับ ประเทศชาติด้วย และช่วยให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ในชนบทก็ตาม เราไม่สามารถฝันลอย ๆ ถึงการกระจายของทรัพยากร อย่างเป็นธรรมได้ ถ้าปราศจากหนทางในการหารายได้อย่างจับต้องได้จริง ซึ่งวิธีการหาเงิน เข้าประเทศดีที่สุดก็คือ การขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน เพราะรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยเราเชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนเสมอมา ความแข็งแรงของ SMEs คือรากฐานสำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นรายได้ของธุรกิจรายเล็ก รายย่อย รายเล็ก รายน้อย ที่เติบโตและแข็งแรงแล้วจะย้อนกลับมาในรูปแบบของภาษีเพื่อช่วยในการกระจาย รายได้ใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างประชาชนและผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นมาช่วยกัน พัฒนาประเทศต่อไปครับ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กระผมขอสนับสนุนแล้วก็อยากเชิญชวน เพื่อนสมาชิกทุกท่านช่วยกันนะครับ สนับสนุนรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ นี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ