ชนก จันทาทอง อภิปรายสนับสนุนร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี 2567 โดยย้ำถึงหลักคิดของพรรคเพื่อไทยในการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาสให้ประชาชนผ่านนโยบายเรือธงต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบาย Digital Wallet ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่การแจกเงินแบบไม่เป้าหมาย พร้อมเน้นย้ำการใช้เทคโนโลยีร่วมกับบทเรียนจากต่างประเทศเพื่อให้การใช้จ่ายภาษีเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจชุมชนอย่างทั่วถึง แม้ตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นแสดงผลคูณทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.19 เท่าและช่วยเพิ่มจีดีพีในระยะสั้น แต่ยังต้องพิจารณาผลจากเงื่อนไขการใช้จ่ายที่กำหนดเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมของนโยบาย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเกินศักยภาพและบรรลุเป้าหมาย GDP กว่า 5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมมองว่า Digital Wallet 10,000 บาท เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถของประชาชนอย่างเต็มที่
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ จากพรรค เพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ท่านประธานคะ ตลอด ๒๓ ปีที่ผ่านมาค่ะ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนเป็นพรรคเพื่อไทยค่ะ มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของ พรรคเพื่อไทยนั้นยืนอยู่บนพื้นฐานและหลักความเชื่อที่พรรคของเรายึดมั่นมาโดยตลอดค่ะ นั่นคือความเชื่อที่มีต่อศักยภาพของประชาชนแล้วก็ผู้ประกอบการไทย เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่านโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยในทุกยุคทุกสมัยนั้นจะมีหลักการง่าย ๆ ค่ะ เราต้องการเพียงแค่จะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายและขยายโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนเท่านั้นค่ะ ยกตัวอย่างเช่น นโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ กองทุนหมู่บ้านและ ชุมชนเมือง ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ๑ นักเรียน ๑ แท็บเล็ต จากนโยบายเรือธงในอดีต ที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างข้างต้นไป จะเห็นได้ว่ารัฐมีหน้าที่เหมือนเพื่อนคู่คิดที่คอยช่วยเหลือและ สนับสนุนเพียงเท่านั้นค่ะ พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่ารัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนประชาชนแล้วก็ ผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างแข็งแรงเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นนโยบาย Digital Wallet ของพรรคเพื่อไทย หากไม่รู้จักเราจริงก็จะคิดว่าพรรคเพื่อไทยนั้นนำเงิน มาแจกพี่น้องประชาชน แต่จากหลักความคิดและความเชื่อข้างต้นที่ดิฉันได้กล่าวมา วัตถุประสงค์หลักของนโยบายนี้ค่ะ เราต้องการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายตั้งแต่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ดังนั้นการกระจายตัวเราต้องการให้ประเทศนั้นเคลื่อนตัวให้หลุดพ้นจาก กลุ่มวิกฤติเศรษฐกิจที่ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ การกระจายทุนและโอกาสให้ประชาชน กว่า ๕๐ ล้านคนนั้นจึงเป็นเสมือนการรดน้ำให้กับต้นไม้ที่ราก
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ซึ่งต้นไม้นั้นก็เปรียบเหมือน ประเทศไทยค่ะ แล้วในที่สุดน้ำแล้วก็สารอาหารที่เราเติมลงไปให้กับต้นไม้ใหญ่ก็จะเติบโต อีกครั้งหลังจากแห้งแล้งมาเกือบ ๑๐ ปีค่ะ ท่านประธานคะ จากที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวมา และอภิปรายมาก่อนดิฉันค่ะ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบถ้วนหน้านั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ค่ะ และจริง ๆ แล้วหลาย ๆ ประเทศก็เลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยในลักษณะ Model นี้ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือประเทศญี่ปุ่นค่ะ รัฐบาลเพื่อไทยเรามีประสบการณ์ค่ะ เราเรียนรู้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากประเทศอื่น ๆ บวกกับเทคโนโลยีที่ใหม่ เอา ๒ ตัวนี้ มารวมกันค่ะ แล้วผลลัพธ์ที่เราอยากได้คือการใช้ภาษีของพี่น้องประชาชนให้เกิดความคุ้มค่า และประสิทธิภาพมากที่สุด
สุดท้ายค่ะ ความคาดหวังที่รัฐบาลเพื่อไทยต้องการนั้น เราต้องการให้เกิด พายุหมุนทางเศรษฐกิจ และยิ่งจำนวนรอบของการส่งผ่านเงินไปหาประชาชนและ ผู้ประกอบการยิ่งมากเท่าไร การกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยิ่งจะมีขนาดมหึมามากเท่านั้นค่ะ ซึ่งนอกจากที่ดิฉันได้กล่าวมา รัฐบาลเพื่อไทยยังออกเงื่อนไขเพิ่มเติมอีก ๓ ข้อ เพื่อให้การใช้ ภาษีของพี่น้องประชาชนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เงื่อนไขข้อแรกค่ะ กำหนดรายชื่อสิ่งของต้องห้าม ความหมายหมายถึงว่า ไม่ใช่ว่านโยบาย Digital Wallet จะซื้อของได้ทุกเรื่อง นโยบาย Digital Wallet นั้นเราทำภายใต้ หลักคิดที่ว่าให้นำเงินนั้นไปใช้จ่าย ห้ามเก็บออม ห้ามใช้หนี้ ห้ามซื้อสิ่งของที่ทำลายสุขภาพ ห้ามซื้อสิ่งของที่ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ห้ามซื้อสิ่งของที่ไม่ได้ผลิตในเมืองไทย ยกตัวอย่างเช่น ห้ามเก็บออมก็คือห้ามนำเงินนี้ไปซื้อ ยกตัวอย่างเช่นซื้อสลากออมสิน ห้ามนำเงินไปใช้หนี้ ก็คือห้ามนำเงิน Digital Wallet นั้นไปใช้หนี้เงินกู้ตามสถาบันการเงินต่าง ๆ ห้ามซื้อสิ่งของ ที่ทำลายสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น เหล้า ไวน์ บุหรี่ ห้ามซื้อสิ่งของชิ้นใหญ่ที่ไม่ทำให้เศรษฐกิจนั้น เกิดการกระตุ้น ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ห้ามซื้อสิ่งของที่ผลิตออกมาจาก ต่างประเทศ เหตุผลนี้คือเราต้องการให้มีการผลิตในประเทศไทย มีการหมุนเวียนเงิน ในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือค่ะ จากที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างข้างต้นนี้ ในสิ่งของต้องห้ามที่ห้ามซื้อ รัฐบาลเพื่อไทยต้องการให้เกิดการกระจายตัวของการเติบโต การบริโภคโดยเร็ว ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ที่ว่าการรดน้ำที่รากให้ตรงจุดนั่นเอง เงื่อนไขนี้ ดิฉันเห็นเพื่อนสมาชิกอภิปรายตั้งแต่เช้าถึงลักษณะสิ่งของต้องห้าม นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม รัฐบาลถึงจะต้องออกเงื่อนไขเรื่องนี้ค่ะ
เงื่อนไขข้อที่ ๒ หมุนเงินกี่รอบจึงจะสามารถถอนออกมาเป็นเงินสดได้ เมื่อเรารดน้ำให้ถูกจุดที่รากแล้ว เราก็ต้องการให้ดินนั้นมีความชุ่มน้ำ สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้นาน เฉกเช่นเดียวกันเมื่อเราเติมเงินดิจิทัลให้กับประชาชนได้ใช้จ่ายแล้ว เราต้องการให้เงินดิจิทัลนี้ อยู่ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ได้นานแล้วก็มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่นกันค่ะ เพื่อนสมาชิก จะได้เห็นภาพได้ชัดเจน มีประชาชนต้องการซื้อหม้อก๋วยเตี๋ยว ประชาชนก็เอาเงิน Digital Wallet นี้ไปซื้อหม้อก๋วยเตี๋ยวที่ร้านค้า ร้านค้าก็เอาเงินตัวเดิมที่ได้จากประชาชนนี้ไปซื้อ วัตถุดิบจากโรงงานเป็นหม้อเพื่อเอามาขายก๋วยเตี๋ยว โรงงานเมื่อได้รับเงินดิจิทัลตัวนี้แล้วก็ นำเงินตัวเดียวกันไปจ่ายค่าแรงคนงาน คนงานเมื่อได้รับค่าจ้างแล้วก็นำเงินตัวนี้ไปซื้อกาแฟ ไปใช้จ่าย ร้านขายกาแฟก็นำเงินตัวนี้ไปซื้อวัตถุดิบเพื่อที่จะเอากาแฟมาขาย นี่ค่ะ เป็นสิ่งที่ ดิฉันยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าทำไมรัฐบาลจะต้องกำหนดเงื่อนไขให้เงินมันหมุนอยู่ในระบบ หมุนแล้วหมุนอีก หมุนจากประชาชนไปร้านค้า จากร้านค้าไปโรงงาน จากโรงงานไปที่ลูกจ้าง จากลูกจ้างไปร้านกาแฟ ยังไม่พอค่ะ ร้านกาแฟยังไปซื้อวัตถุดิบต่อ หมุนแล้วหมุนเล่า หมุนแล้วหมุนเล่า ยิ่งเงินยังหมุนเวียนต่อเนื่อง และยิ่งผ่านมือไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้ การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยถึงเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้ในการส่งมอบนโยบาย Digital Wallet ทำไมส่งมอบเงินเป็นดิจิทัลทำไมถึงไม่เลือกส่งมอบเงินเป็นระบบเงินสด เพราะเราต้องการให้ เกิดประโยชน์สูงสุดกับระบบเศรษฐกิจและประชาชนจากฐานรากจริง ๆ ค่ะ
เงื่อนไขข้อที่ ๓ ก็คือการกำหนดพื้นที่การใช้จ่ายภายในอำเภอตามทะเบียนบ้าน ที่เรามีชื่ออยู่ เราต้องการให้เม็ดเงินที่เราใส่เข้าไปกระจายตัว ไม่กระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ ไม่กระจุกตัวอยู่ตามเมืองหลวง เพราะเราต้องการให้เศรษฐกิจชุมชนนั้นขับเคลื่อน กระเพื่อมไปสู่ เศรษฐกิจภาพใหญ่ กระเพื่อมจากระดับหมู่บ้านไประดับตำบล ไประดับอำเภอ ไประดับจังหวัด สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจในประเทศไทยนั้นมีการกระจายตัวในทั่วประเทศค่ะ
จากที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้ง ๓ เงื่อนไขนี้ เป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลเราต้องการให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด มาดูตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจกันว่ามีนโยบายแล้ว กำหนดเงื่อนไข ในการใช้แล้ว ตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไรบ้าง ตัวเลขแรกมาจากสำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๖๗ ซึ่งตัวเลขนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปล่วงหน้าแล้วว่า จำนวนตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงของสำนักงานสภาพัฒน์นั้น เมื่อคิดตัวเลข รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ การใช้จ่ายของประชากรทั้ง ๑๐ กลุ่มแล้วจะเห็นว่า เมื่อเราอัดฉีดเงินเข้าไป สุดท้ายแล้วมูลค่าทางเศรษฐกิจนี้กระทบนะคะ หมุนเงินกลับมา ได้มากถึง ๕.๙๖ แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น ๑.๑๙ เท่ากับเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไป รัฐบาล อัดฉีดไปเพียง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราได้กลับมามากถึง ๕.๙๖ แสนล้านบาท แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้วนะคะ แต่จริง ๆ แล้วตัวเลขที่ทุกท่านเห็นในตอนนี้มันเป็นตัวเลข ที่คาดการณ์ก่อนที่จะกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินมาอีก ๓ ข้อ ก็คือ ๑. รายชื่อสินค้าต้องห้าม ๒. ก็คือจำนวนเงินที่ต้องหมุนในระบบ แล้วก็ ๓. การกำหนดพื้นที่ในการใช้ มาดูตัวเลขของ กระทรวงการคลังบ้างนะคะ กระทรวงการคลังนั้นคาดการณ์ว่าหากนโยบาย Digital Wallet นั้น ออกมาใช้แล้วจะทำให้ GDP ก็คือปี ๒๕๖๗ รายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในปีนี้เลยค่ะ จะเพิ่มสูงขึ้น ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปีถัดไปคือปีหน้า ปี ๒๕๖๘ จะทำให้ GDP ของประเทศ เพิ่มสูงขึ้นถึง ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ซึ่งตัวเลขประมาณการที่ดิฉันกล่าวมาของกระทรวงการคลัง เช่นกันค่ะ เป็นตัวเลขประมาณการที่ก่อนจะกำหนดเงื่อนไขในการซื้อสินค้าต้องห้าม จำนวน รอบเงินที่หมุนแล้วก็พื้นที่ที่จะใช้นะคะ
สุดท้ายค่ะ ดิฉันก็คาดหวังว่าหากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ แล้วก็รัฐบาล ร่วมมือกัน ทำให้นโยบายดิจิทัลนั้นสำเร็จ ก็จะช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศไทยนั้น มีการเติบโตได้เต็มศักยภาพถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านพิชัยได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้นะคะ และดิฉันก็หวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อที่จะนำพาประเทศให้ไปไกลกว่าศักยภาพที่มีอยู่ในตอนนี้ สู่เป้าหมายการเติบโต GDP มากกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่รัฐบาลเราได้คาดหวังเอาไว้ค่ะ ท่านประธานคะ ตั้งแต่ดิฉันรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยนโยบาย Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบจนถึงวันนี้ค่ะ พี่น้องประชาชนรอคอยอย่างมีความหวัง จากที่ดิฉันได้อภิปรายมาทั้งหมด นอกจากว่านโยบายนี้จะทำให้เศรษฐกิจนั้นเกิดพายุหมุน หมุนแล้วหมุนเล่าแล้ว เรายังสอนให้พี่น้องประชาชนนั้นวางแผนการใช้เงินด้วยค่ะ หลายครอบครัวมีประชาชนอายุตั้งแต่ ๑๖ ปีจนถึงผู้สูงอายุ รวมตัวกันแล้วได้ ๕ คนบ้าง ๖ คนบ้าง ๗ คนบ้าง เขารวมตัวกันเขาก็คาดหวังค่ะ ว่าครอบครัวของเขานั้นจะได้มีเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ๖๐,๐๐๐ บาท ๗๐,๐๐๐ บาท เกิดการวางแผนค่ะว่าเงินตรงนี้เขาจะเอา ไปทำอะไร บางครอบครัวอยากเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว บางครอบครัววางแผนกันว่าอยากจะ เอาเงินตัวนี้ไปซื้ออุปกรณ์การเกษตรเพื่อใช้ในฤดูการผลิตหน้า บางครอบครัวจะนำเงินตัวนี้ ซื้อปุ๋ยเก็บไว้ใช้ค่ะ ดิฉันก็ขอส่งกำลังใจถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน นักบริหารมืออาชีพจากพรรคเพื่อไทยค่ะ ขอให้ลงมือทำนโยบายนี้ให้สำเร็จนะคะ
สุดท้ายค่ะ สิ่งที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ค่ะ หมายความว่าสิ่งที่ Digital Wallet ให้กับสังคมไทยนั้น ก็คือการเพิ่มความสามารถในการเติบโตตามศักยภาพของเรา ที่ควรจะเป็น ที่ผ่านมาประเทศไทยประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไว้สูงกว่าที่ทำได้จริง นั่นหมายความว่าเรายังไม่สามารถเติบโตได้เท่าที่ควร ทำได้ต่ำกว่าศักยภาพที่มี ซึ่งมันก็นำ มาสู่ปัญหาแล้วก็วิกฤติต่าง ๆ จากที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยได้อภิปรายมาก่อนหน้า ดิฉันแล้ว และนั่นมันก็ยังหมายความอีกว่าเรานั้นไม่สามารถที่จะขังตัวเองไว้ในกรอบเดิม ๆ เราต้องหาทางเลือกใหม่ ความเป็นไปได้ใหม่ค่ะ เพื่อการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อคุณภาพที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน เพื่อขีดความสามารถของคนไทยนั่นเองค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน