ศรีญาดา ชี้แจงกลไก Digital Wallet กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ หารือเกี่ยวกับนโยบาย Digital Wallet เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและฟื้นฟูการหมุนเวียนของเงินในชุมชน โดยเน้นย้ำว่าเป็นมาตรการที่ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในการสร้างโอกาสทางอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงการใช้จ่ายให้มีเงื่อนไขชัดเจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และยกตัวอย่างความสำเร็จจากไทยและต่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 ภายใต้กรอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ จากปัญหาเศรษฐกิจที่เราคิดว่าวิกฤตินะคะ ตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวมา ความต้องการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ให้ทันสมัย ก้าวทันโลก รัฐบาลจำเป็นต้องมีชุดนโยบายเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะกลาง นโยบาย Digital Wallet เป็นนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียน ในพื้นที่ต่าง ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ของพี่น้องประชาชน นโยบาย Digital Wallet คือการมุ่งสร้างความหวังให้กับประชาชน ทุกคนกลับมายืนขึ้นมีกำลังอีกครั้ง โดยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เปรียบเสมือนการรดน้ำ ที่รากของต้นไม้ โดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนภายในชาติ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานคะ นโยบาย Digital Wallet ของรัฐบาลนี้จึงเหมือนการยื่นการดน้ำให้กับประชาชนคนไทยกว่า ๕๐ ล้านคน และขอความร่วมมือให้ช่วยกันรดน้ำต้นไม้ในครัวเรือนไปพร้อม ๆ กัน รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และพรรคเพื่อไทย เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของพี่น้องประชาชนค่ะ เราเคยประสบความสำเร็จจากการใช้ Dual Track Policy เพื่อฟื้นฟูประเทศจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ในปี ๒๕๔๔ โดยสร้างความต้องการจับจ่ายให้เกิดขึ้น กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร โครงการ ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อธนาคารประชาชนและอีกมากมาย ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ การท่องเที่ยว การส่งออก เพื่อสร้างความเติบโตในระยะยาว ทำให้ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจ ในปี ๒๕๔๔ พุ่งขึ้นเป็น ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ในยุคนั้น ว่าจะอยู่ที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าสูงเกินกว่าที่ประมาณการไว้ถึง ๓ เท่า ช่วงปี ๒๕๔๔-๒๕๔๘ ประเทศไทยเจอสารพัดวิกฤติ อย่างเช่น ไข้หวัดนก สึนามิ น้ำมันราคาพุ่ง เศรษฐกิจไทย ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉลี่ย ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ตลอดมา ท่านประธานคะ เพื่อให้ประชาชน มีความมั่นใจกับยุคสมัยปัจจุบัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง Digital Wallet ได้ผ่าน การศึกษาค่ะ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้อย่างมี ประสิทธิภาพ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างนะคะ ซึ่งอาจจะมีมุมมองต่างกับท่านที่อภิปรายไว้นะคะ ซึ่งเราก็มีหลายมุมในการที่เราจะยกตัวอย่างประเทศที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จนะคะ ดิฉันขอยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในวิกฤติทางการเงิน ที่เรียกว่า Hamburger ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลาง ทางการเงิน ในไตรมาสที่ ๔ ของ พ.ศ. ๒๕๕๐ การเติบโตของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา หรือเราเรียกว่า Real GDP เหลือแค่ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช (George Walker Bush) จึงนำเสนอ พ.ร.บ. กระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า Economic Stimulus Act of 2008 ด้วยการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์นะคะ ย้ำว่าอย่างเป็นเอกฉันท์ จากรัฐสภา จาก พ.ร.บ. นี้ทำให้คนอเมริกัน ๑๓๐ ล้านคน ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ในรูปแบบของเช็ค สามารถขึ้นเงินได้จากธนาคารท้องถิ่น ๖๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ ๒๑,๐๐๐ บาท ๓๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๑๐,๕๐๐ บาทสำหรับบุตร คุณสมบัติของบุคคล ที่ได้รับเงินก้อนนี้ต้องมีรายได้ประจำปีต่ำกว่า ๗๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๒,๖๒๕,๐๐๐ บาท ท่านประธานคะ ด้วยนโยบายนี้ใช้เงินไปทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๓,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้การบริโภคของครอบครัวปกติในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ การบริโภคส่วนตัว Personal Consumption Expenditures ได้เพิ่มขึ้น ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ ๒ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ ๓ สำคัญที่สุดค่ะ นโยบายนี้ ได้ประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา Real GDP ไม่ให้ตกอย่างที่ คาดการณ์ สามารถเพิ่มการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจในยามวิกฤติทางการเงินได้จริง

ตัวอย่างที่ ๒ ซึ่งเมื่อสักครู่ทางท่านสมาชิกก็ได้ยกตัวอย่าง แต่อาจจะเป็น คนละมุมมองกัน ตัวอย่างที่ ๒ คือประเทศญี่ปุ่นค่ะท่านประธาน ประเทศญี่ปุ่นได้รับ ผลกระทบสาหัสจากการระบาดของโควิด-๑๙ ในปี ๒๕๖๓ ญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉิน ทั่วประเทศ งดการเดินทางเข้าประเทศ เลื่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียว ออกไป ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เราเรียกว่า Recesession นะคะ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นท่านชินโซ อาเบะ (Abe Shinzo) จึงนำเสนอโครงการแจกเงิน พิเศษที่เราเรียกว่า Special Cash Payment Program ปี ๒๕๖๓ ใต้โครงการนี้ทุกคน ที่ลงทะเบียนอยู่ในระบบ Basic Resident Registration จะมีสิทธิรับเงิน ๑๐๐,๐๐๐ เยน หรือราว ๆ ๒๓,๐๐๐ บาท ซึ่ง Package การกระตุ้นเศรษฐกิจนี้มีมูลค่าเป็นจำนวนเงิน ๑๒,๘๘๐,๐๐๐ ล้านเยน หรือเท่ากับใช้เงินทั้งหมด ๓ ล้านล้านบาท ทำให้การบริโภค ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น แนวโน้มส่วนเปลี่ยนแปลงการบริโภคที่เราเรียกว่า MPC หรือ Marginal Propensity to Consume ได้เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ และการใช้จ่ายในสินค้าและบริการ ในญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ด้วย ท่านประธานคะ โครงการแจกเงินพิเศษ Special Cash Program ได้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มการบริโภคของญี่ปุ่นในยามวิกฤติทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์และยุโรปก็เริ่มทำโครงการคล้ายกับ ที่ญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการลักษณะนี้สามารถช่วยประเทศที่อยู่ในสภาวะวิกฤติ ทางเศรษฐกิจได้จริง

ทีนี้กลับมาที่ประเทศไทยนะคะ ในประเทศไทยแน่นอนเรามีภาวะวิกฤติ เศรษฐกิจ นโยบาย Digital Wallet จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทย นโยบาย Digital Wallet ได้เรียนรู้จากนโยบายการช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติจากหลายโมเดลจากต่างประเทศ ทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการกำหนดเงื่อนไขการใช้เงิน การถอนออกมาเป็นเงินสด ที่เทคโนโลยีสมัยก่อนทำไม่ได้ เราศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพของการหมุนเวียนของเงิน ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ใหญ่มากขึ้น เช่น กำหนดว่าเงินดิจิทัลนั้นต้องหมุน ๑ รอบก่อนที่จะเบิกออกมาเป็นเงินสดได้ ส่งผลให้มีการหมุนของรอบของเงินในระบบ เศรษฐกิจมากขึ้น อีกทั้งเมื่อทำการเบิกเป็นเงินสดได้แล้วต้องมีขั้นตอนแรก การแลกเงิน ซึ่งแม้จะไม่เรื่องยากแต่การใช้เงินดิจิทัลที่ยังอยู่ในระบบย่อมง่ายกว่า ซึ่งอันนี้ก็จะส่งผลให้ พี่น้องประชาชนอาจจะเก็บเงินในรูปของ Digital ไว้เพื่อการหมุนในระบบได้หลายรอบขึ้น นานขึ้น ส่งผลให้นโยบายนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการปรับปรุงด้านเทคโนโลยีที่สมัยก่อน ไม่สามารถทำได้

อีกประการหนึ่งในการปรับปรุงนโยบาย Digital Wallet คือการกำหนด สินค้าต้องห้ามหรือที่เราเรียกว่า Negative List ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ประชาชน ซื้อสินค้าอบายมุขที่ลดทอนความสามารถและศักยภาพของบุคคล รวมถึงกำหนดไม่ให้ ซื้อสินค้าที่เป็นลักษณะการนำเข้า เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะเป็นการลดประสิทธิภาพของ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ จากการคาดการณ์นโยบาย Digital Wallet จะส่งผลให้ เศรษฐกิจไทยเติบโตเพิ่มขึ้นได้ การกำหนด Negative List ใหม่จะส่งผลให้เกิดการเติบโต มากขึ้นกว่าการคาดการณ์ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนในการร่วมกันกระตุ้น เศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน เราคาดหวังจะได้เห็นตัวเลข GDP ไทยโตถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคะ บางท่านชอบบอกว่าเศรษฐกิจไม่วิกฤติ แต่ทายผิดทุกไตรมาส ประชาชน จำนวนมากยังลำบากค่ะ รายได้ยังไม่ฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนอันดับ ๗ ของโลก การลงทุนอยู่ใน ระดับต่ำกว่าศักยภาพมานาน

ดิฉันขอย้ำว่านโยบาย Digital Wallet ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการมอบ โอกาสและตัวช่วยให้ประชาชนทุกคนฟื้นจากเศรษฐกิจที่ติดหล่มมากว่าครึ่งทศวรรษ เพื่อให้ทุกคนสามารถฟื้นตัวขึ้นมา ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศไปด้วยกัน โดยเริ่มต้นจาก การฟื้นเศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย โดยการขับเคลื่อนของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่มีนโยบาย Digital Wallet นี้ เป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญค่ะ ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล ไม่น่าจะมี ปัญหาในหลักการของโครงการนี้ เพราะท่านคงจำได้ว่า พรรคก้าวไกลเคยยอมรับหลักการ ที่จะใส่นโยบาย Digital Wallet ไปใน MOU ในช่วงจัดตั้งรัฐบาล ฉบับเดียวกันกับที่ สส. ท่านหนึ่งที่ยังไม่ Move On และยังถามถึงเมื่อการอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมานะคะ

ท่านประธานคะ ท้ายสุดนี้ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ค่ะ ขอบคุณค่ะ