ชุติมา คชพันธ์ อภิปรายถึงข้อบกพร่องของโครงการแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขซับซ้อน ไม่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม และตัดภาคบริการสำคัญอย่างร้านนวด สปา ร้านเสริมสวย และการท่องเที่ยวออกจากการใช้จ่าย ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้และจ้างงานสูง อีกทั้งโครงการใช้งบประมาณมากแต่ไม่กระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่การขายสิทธิและไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนเงื่อนไขให้ยืดหยุ่น ครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อย และพิจารณาใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาวตามตัวอย่างจากประเทศอื่นที่ล้มเหลว
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เนื่องด้วยโครงการนี้ เป็นโครงการที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดิฉันไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงขอร่วมอภิปรายในครั้งนี้ด้วยค่ะ การตัดสินใจครั้งนี้ในวันนี้จะเป็นการกำหนดว่า ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าจะต้องมาแบกรับภาระแทนพวกเราทุกคนหรือไม่ ถ้าได้ผลดี ก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจ ประเทศเราก็จะได้กลับมาคึกคัก เศรษฐกิจก็จะกลับมาดีอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าไม่ดี เม็ดเงินมหาศาลก็จะสูญเปล่าไป ประเทศเราก็จะกลับสู่สถานะยากลำบาก ทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะคะท่านประธาน วันนี้นโยบายนี้จึงเป็นเดิมพัน ที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ สำหรับประเทศไทย ในวันนี้ดิฉันขออภิปรายโดยเน้นในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจท้องถิ่น และผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก ดิฉันมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของเศรษฐกิจจุลภาค ดังจะได้เห็นในภาพถัดไปนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดิฉันมีคำถามมาตลอดว่า โครงการนี้คุ้มค่าเพียงใด ช่วยได้จริงหรือไม่ ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ และโครงการนี้ทำเพื่อใคร เหตุใดรัฐบาลอยากจะผลักดันนโยบายแจกเงินนี้ให้ได้แม้หลาย ๆ ฝ่าย จะไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ หลาย ๆ คนล้วนแสดง ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสภาพเศรษฐกิจของไทยในตอนนี้ยังไม่วิกฤติถึงขนาด ที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องมีมาตรการอันนี้ออกมา ดิฉันได้พบข้อมูลที่น่าสนใจอันหนึ่ง จากอนุกรรมการในการทำงานชุดนี้นี่ละค่ะ มีผลออกมาแล้วว่าโครงการนี้จะทำให้เกิด สภาวะเงินเฟ้อราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงที่มีโครงการ และไม่ได้ส่งผลกระตุ้น เศรษฐกิจในทางบวกมากมายนัก โครงการนี้ไม่ยั่งยืน เศรษฐกิจจะหดตัวเมื่อสิ้นสุดโครงการลง ดังนั้นจึงไม่ควรทำ เนื่องจากสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น นี่คือความเห็นของหน่วยงาน ราชการที่เกี่ยวข้องนะคะ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลยังดึงดันที่อยากจะทำตรงนี้อยู่ ดิฉันฟังมาตั้งแต่เช้าที่ท่านพูดมาทั้งหมดดิฉันก็ยังมองไม่เห็นความจำเป็นอยู่ดี ดิฉันมองหา ข้อมูลไปเรื่อย ๆ ดิฉันก็ยังพบว่าโครงการนี้ไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจในชุมชนมากมายอย่างที่รัฐบาล โฆษณาชวนเชื่อเอาไว้แต่อย่างใด โดยเฉพาะเมื่อเราไปดูกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ยุ่งยากมากมาย มีเงื่อนไขเยอะแยะ คนที่จะเข้าถึงก็ไม่เท่าเทียมกัน ไม่ทั่วถึง ถ้าดูจากเกณฑ์ดังกล่าวตอนแรกเลย จากภาพเมื่อสักครู่คนตอนแรกจะได้ประมาณ ๕๕ ล้านคน ตัดโน่นตัดนี่ไป ๆ มา ๆ เหลือ ๕๐ ล้านคน ตอนนี้ดูเหมือนจะเหลือแค่ ๔๕ ล้านคนอีกแล้วค่ะ กฎเกณฑ์เยอะแยะมากมาย ดิฉันเคยได้ยินรัฐบาลพูดว่าโครงการนี้ต้องการให้เกิดการใช้จ่ายในภูมิภาค เลยให้ทุกคนจับจ่าย ในพื้นที่ที่มีทะเบียนบ้านของตัวเอง รวมแล้วประมาณ ๘๗๘ อำเภอ ด้วยการที่ไปซื้อของ จะได้เป็นแบบ Face to Face นี่คือความคิดของรัฐบาล แต่ดิฉันมองว่าเป็นเงื่อนไข ที่ไม่ถี่ถ้วนเลย ท่านกำหนดเงื่อนไขโดยที่ไม่ได้คำนวณให้รอบคอบใช่หรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว เงื่อนไขแบบนี้ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายอะไรตามมาบ้าง ยกตัวอย่างค่ะ คนที่อยู่ต่างถิ่นต้องลางาน เพื่อไปใช้เงิน Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านคิดว่าเขาไปได้อย่างไรคะ ค่ารถทัวร์ ค่ารถไฟ ค่าเครื่องบิน เขาต้องใช้เงินสดในการซื้อตั๋วใช่หรือไม่ เงิน Digital Wallet ยังอยู่ ในอากาศอยู่เลยนะคะ สมมุติว่าดิฉันมาทำงานกรุงเทพมหานคร ดิฉันจะกลับไปพัทลุง ดิฉันต้องจ่ายค่าตั๋วก่อนใช่ไหมคะ นั่นคือเงินสดนะคะ และเมื่อไปถึงดิฉันก็ต้องซื้อของ ทีนี้ลักษณะของการซื้อของคนที่อยู่ต่างถิ่นเขาต้องลางานไป เพราะฉะนั้นเวลาซื้อของ ก็จะซื้อของเยอะแยะไปหมดเลย นั่นกลายเป็นว่าเม็ดเงินก็จะกระจุกอยู่แค่บางส่วนบางร้าน เท่านั้น เงินไม่ได้กระจายเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ท่านพูด ทีนี้ในลักษณะของคนที่อยู่ในพื้นที่ อยู่แล้วเขาก็จะซื้อเรื่อย ๆ ของใช้ประจำวัน อุปโภคบริโภค อย่างที่ท่านต้องการนั่นละค่ะ นั่นคือพฤติกรรมก็จะแตกต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันไม่เห็นด้วยเลย โดยเฉพาะที่บอกว่าให้กลับไปในท้องถิ่นของตัวเอง แล้วกลับไปซื้อ แล้วยิ่งในกรณีที่บอกว่าในอำเภอนั้นซื้อของที่นั่น แล้วถ้าบางอำเภอไม่ได้มีของ ที่เราอยากจะได้ อำเภอที่ห่างไกลออกไปเป็นชนบทและมีของขายไม่เยอะ รัฐบาลรู้ได้อย่างไร ว่าประชาชนต้องการอะไรบ้าง สุดท้ายโครงการนี้ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของ ประชาชนนะคะ สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งที่ตามมาค่ะ คืออาจจะมีการขายสิทธิเกิดขึ้น ความหมายของดิฉันก็คือว่า เมื่อไม่มีของที่ตัวเองอยากจะได้ก็ขายสิทธิให้คนอื่น ซื้อของ ที่คนอื่นอยากได้แต่เราเอาเป็นเงินสดมา นี่คือเกิดการแลกเปลี่ยนนอกระบบขึ้นมา ดิฉันอยากจะถามรัฐบาลว่าท่านคิดดีแล้วจริง ๆ หรือกับกฎเกณฑ์นี้ นี่คือการเปิดโอกาส ให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กมากขึ้นแล้วก็มีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ นานานอกระบบเกิดขึ้นมาอีกมากมาย
ประการต่อมา ที่ดิฉันอยากจะเห็นในภาพถัดไปนะคะ ที่ดิฉันเป็นกังวล ในเรื่องเงื่อนไขแปลก ๆ ที่ท่านตั้งขึ้นมานี่ละค่ะ ที่บอกว่าถ้าเงินฝากไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ดูจากเงินฝากประจำ เงินออมทรัพย์มารวมกัน แต่ไม่นับสลากออมสิน ไม่นับสลากออมทรัพย์ หุ้นพันธบัตร นี่คือช่องโหว่ค่ะ ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานไปบอกรัฐบาลนะคะ รัฐบาล ไม่ทราบหรือคะ หรือทราบแล้วหลงลืมไปว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่ คนทั่วไปเขาเก็บเงินนี่เขาไป เก็บไว้ในสลากออมสิน เขาไปซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตรกัน เงินในบัญชีจริง ๆ ออมทรัพย์จริง ๆ อาจจะเหลือไม่เยอะค่ะ เก็บไว้แค่พอใช้จ่ายในรายเดือนเท่านั้น นั่นแปลว่าอะไร บางคน มีสลากออมสินเป็นล้านนะคะ แปลว่าถ้าเขาเข้าเกณฑ์ข้ออื่นข้อนี้เขาก็ผ่านใช่ไหมคะ เขาก็ได้ด้วยถูกหรือไม่ นี่คือช่องโหว่ที่เราควรต้องมานั่งคิดกันดี ๆ ว่ามันไม่มีทางทั่วถึง เท่าเทียมได้หรอกค่ะ กับกฎเกณฑ์นี้ของท่าน
สไลด์ถัดไปนะคะที่เป็นกังวลอีกประการหนึ่งที่อยากจะเห็น เพราะว่าดิฉัน มองว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้งบประมาณเยอะมาก ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนา ด้านอื่น ๆ เงินไม่ได้กระจายสู่ชุมชนอย่างจริงจัง ธุรกิจที่โดนมองข้ามคือธุรกิจบริการ ดิฉันไม่เชื่อว่าเงินนี้จะหมุนเวียนในชุมชนได้อย่างแท้จริง ทำไมหรือคะ ท่านดูนะคะ ธุรกิจท่องเที่ยว สุขภาพ ความงาม สปา นวดแผนไทยโดนตัดออกไปหมดเลยค่ะ ไม่เข้าเกณฑ์เลย อันนี้คือน่ากังวลนะคะ เช่น ยกตัวอย่างให้ฟังค่ะ ร้านเสริมสวยใช้ Digital Wallet ไม่ได้ โดนตัดออกไปนะคะ แต่ในขณะที่มีข้อมูลระบุว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยมีร้านเสริมสวยหรือร้านทำผม ๑๐๐,๐๐๐ กว่าร้านทั่วประเทศ ธุรกิจความงาม และเสริมสวยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง ๓.๔ แสนล้านบาท ขยายตัวเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจนี้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรายได้สู่ชุมชนมากขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่อยู่ในเกณฑ์ การได้เงินล่ะคะ
ประการต่อมาคือร้านนวด ร้านสปา นี่ก็ใช้ Digital Wallet ไม่ได้นะคะ ท่านตัดออกไป ประเทศไทยมีผู้ประกอบการสปานวดทั้งหมดมากกว่า ๔๐,๐๐๐ แห่งนะคะ มูลค่าทางเศรษฐกิจปี ๒๕๖๖ ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท มีเฉลี่ยเติบโตปีละประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรมสปาและนวดแผนไทยมีความเกี่ยวข้องกับแรงงานไทยจำนวนมาก ถึง ๖.๕ แสนคน นี่ยังไม่รวมที่เราส่งออกคนที่มีฝีมือด้านนวดแล้วไปต่างประเทศอีก เม็ดเงิน หมุนเวียนขณะนี้ทำไมถึงไม่อยู่ในเกณฑ์การใช้เงินได้คะ ร้านค้าในภาคบริการนี้โดนตัดออกไป หมดเลย การท่องเที่ยวอะไรก็โดนตัดออกไปหมดเลย ท่านประธานคะ ทุกครั้ง ที่ภาคอุตสาหกรรม ภาคผลิตไปต่อไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ ก็มีแต่ภาคบริการนี้ที่โอบอุ้มไว้ ให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้า แต่ในเวลาแบบนี้รัฐบาลประกาศปาว ๆ ว่าท่านจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านจะช่วยอย่างทั่วถึง แต่ภาคบริการโดนลืมไป โดนทิ้งเอาไว้แบบนี้ ท่านช่วยอย่างทั่วถึง ได้อย่างไร ท่านพูดคำนี้ได้อย่างไรคะ
ต่อมาค่ะที่ดิฉันอยากจะให้เห็นนะคะ ดิฉันยกตัวอย่างให้ดูในห่วงโซ่อุปทาน ของภาคบริการเลย ท่านอาจจะบอกว่าไม่ให้ภาคบริการ เพราะว่าอาจจะไม่ได้หมุนเวียน หลายต่ออย่างที่ท่านต้องการ แต่ดิฉันไม่เห็นแบบนั้นนะคะ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไปเที่ยวแน่นอนค่ะเกิดรายได้ต่อไกด์ทัวร์ บริษัททัวร์ พนักงาน แรงงานที่อยู่ในวงการนั้นทั้งหมด ในอุตสาหกรรมนั้น ร้านอาหาร ระบบขนส่ง ไม่ว่าจะขับรถ ไปเองหรืออะไรก็ตามเดินทางทุกแบบทุกอย่างเกิดรายได้หมดเลย นี่คือยกตัวอย่างแค่ ภาคอุตสาหกรรมเดียวนะคะ เพราะฉะนั้นไม่เป็นไปไม่ได้เลยค่ะที่บอกว่าท่านต้องการให้มันมี การหมุนเวียนหลายรอบ และการบริการไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ทำได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นรายได้ควรจะทั่วถึง เช่นเดียวกันธุรกิจภาคบริการโดยรวมมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทย อย่างต่อเนื่อง มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เลยนะคะ ในภาคบริการมีการจ้างงานสูงถึงร้อยละ ๕๓ ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ มีการจ้างงาน ถึงประมาณ ๒๐ ล้านตำแหน่ง ดิฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ให้เงินใช้กับภาคบริการ ให้เข้าร่วมโครงการ Digital Wallet ได้ หรือเพราะว่าการเบิกเงินมันไม่ใช่เงินสด ท่านก็เลยคิดว่า มันยุ่งยากก็เลยละเลย มองข้าม แล้วก็ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวแบบนี้สำหรับธุรกิจภาคบริการ ดิฉันจึงอยากจะขอถามเสียงดัง ๆ แทนพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการภาคบริการว่าท่านจะทำ โครงการนี้ไปทำไม ในเมื่อไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียมกันแบบนี้แล้วใครจะดูแลภาคบริการคะ ถ้ารัฐบาลไม่ดูแล ต่อมาค่ะ ที่ดิฉันดูแล้วดิฉันเจ็บปวดใจเมื่อดิฉันอ่านเงื่อนไขของท่านนะคะ ในภาพถัดไปเลยนะคะ คือ Digital Wallet ไม่สามารถซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีเพิ่งบอกไปนะคะว่า เหตุผลที่ไม่ให้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาสูง และอยากจะให้กระจายไป ดิฉันมองว่าท่านไม่ต้องคิดแทนประชาชนหรอกค่ะว่าเขาจะอยากได้ สินค้าอะไร หน้าที่ของท่านคือเปิด หน้าที่ของท่านคือทำให้เงื่อนไขมัน Flexible ที่สุด ให้ยืดหยุ่นที่สุด ให้ประชาชนใช้งานได้ที่มากที่สุดนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้ท่าน เปิดเงื่อนไขนี้และดิฉันอยากจะบอกนะคะ ฝากท่านประธานไปบอกยังรัฐบาลว่าเคยมีคน ในรัฐบาลออกมาแถลงนะคะว่า ไม่อนุญาตให้นำเงินไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพราะ Brand ส่วนใหญ่ เป็น Brand ต่างประเทศ ท่านประธานคะ รัฐบาลไม่ทราบหรือลืมคะว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เป็น Brand ไทยมีหลายยี่ห้อแล้ว เราส่งออกไปเยอะค่ะ ในปีที่ผ่านมาปี ๒๕๖๖ เราส่งออกถึง ๑ ล้านล้านบาท ในขณะที่นำเข้าแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราส่งออกเกินดุลนะคะสำหรับ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการที่ให้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้นี้มันจะส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เกิดการจ้างงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ Dealer ทั้งหมดได้รับผลดีหมดเลย แต่การที่ทำ แบบนี้คนได้รับผลกระทบคือประชาชนนะคะ รวมถึงแรงงานทั้งหมดค่ะ
ประการต่อมาค่ะ ดิฉันยังมีข้อกังวลอีกนิดหนึ่งนะคะ ในเรื่องของร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ ดิฉันจะขอพูดสั้น ๆ อีกนิดหนึ่ง เกี่ยวกับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ในภาพถัดไปนะคะ เนื่องจากว่าถ้ามองในมุมผู้ประกอบการดิฉันก็รับฟังมาเยอะนะคะ ผู้ประกอบการก็กังวลว่าเขาไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะว่าผู้ประกอบการรายย่อย ที่มีทั้งหมด ๑.๔ ล้านรายในประเทศไทยไม่ได้อยู่ในระบบภาษี นิติบุคคลมีแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ในเมื่อใช้ไม่ได้แล้วเงินจะถึงรายย่อยได้อย่างไรนะคะ ดิฉันก็ยังคงยืนยันอยากจะขอฝากว่า อยากให้รัฐบาลดูแลเรื่องนี้ให้คุ้มค่า และเมื่อสักครู่ท่านบอกว่าเดี๋ยวท่านจะเพิ่มมาท่านรัฐมนตรี บอกว่าอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย ดิฉันก็นั่งเกาหัวเลยค่ะว่า เอ๊ะ แล้วท่านจะเปลี่ยนเงื่อนไข หรือไม่ หรือทำอย่างไรอีก ๔๐๐,๐๐๐ รายเมื่อสักครู่นี้จะเพิ่มไปได้อย่างไร ถ้าเพิ่มได้ก็ดีค่ะ แต่ดิฉันฟังแล้วดิฉันก็ยังสงสัยนะคะ คือทำไมเงื่อนไขมันซับซ้อนยุ่งยากขนาดนี้เมื่อพูดถึง เศรษฐกิจชุมชน ดิฉันก็อดที่จะเป็นห่วงพ่อค้าแม่ค้าไม่ได้จากเงื่อนไขข้างบน เพราะว่า เงื่อนไขมันเยอะแยะจริง ๆ เลย สุดท้ายแล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินที่เกิดจากโครงการนี้ ไม่ไปกองอยู่ที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง หรือนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ ในขณะที่หนี้ที่กู้มานี้ประชาชนต้องมารับแทน ต้องจ่ายแทนตลอดเวลา ดิฉันหวังว่าสุดท้ายแล้วนะคะ คงไม่เกิดเหตุการณ์ที่ว่ามีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่บางราย รวยแล้วรวยอีก รวยต่อ ส่วนประชาชนก็จะเป็นเครื่องมือจนแล้ว จนอยู่ จนต่อไป ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก วน Loop อยู่แบบนี้ไม่รู้จบ เงินกำลังจะหมุนไป หมุนไป หมุนไปเรื่อย ๆ แต่หมุนไป ที่ใครก็ไม่รู้นะคะ
อีกนิดหนึ่งค่ะ สุดท้ายแล้วนะคะ ดิฉันอยากให้ดูกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เพราะว่าดิฉันเคยได้ยินว่ารัฐบาลบอกว่าโครงการนี้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ดิฉันไปศึกษามาค่ะ ดิฉันพบว่าญี่ปุ่นเคยทำโครงการนี้จริงค่ะ ใช่ค่ะ เขาเคยทำ แต่ผลสุดท้ายที่เคยทำเขาบอกว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วมันก็ไม่ได้เกิดผลดีค่ะ เพราะที่ผ่านมามันเกิดการทดแทนการบริโภค ข้ามเวลาแปลว่าผู้บริโภคซื้อในช่วงเวลาที่เร็วขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของโครงการ แต่ไม่ได้มีการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้นแต่อย่างใดเลย พอเราไปดูเกาหลีใต้ค่ะ เกาหลีใต้ ก็เคยทำที่คล้ายเคียงกัน ปรากฏว่าเขาก็ซื้อแค่ช่วงนั้น ยอดขายเพิ่มขึ้นช่วงนั้น แต่นอกนั้น พอจบโครงการก็ไม่ได้มีผลอะไร เพราะผู้บริโภคไม่ได้มีการใช้เงินที่เป็นส่วนของตัวเองเพิ่มเติม แต่เป็นเงินที่รัฐบาลนำมาแจก นี่คือปัญหานะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันไม่เห็นข้อดีของโครงการนี้เลย ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ ดิฉันจึงไม่รับหลักการ
และสุดท้ายนี้ค่ะ ดิฉันอยากจะฝากไปเพื่อนสมาชิกทุกท่าน อยากจะฝากไปที่ สส. ทุกพรรคที่อยู่ในที่นี้นะคะ ดิฉันอยากจะให้ท่านถามตัวเองอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ท่าน จะปล่อยให้โครงการแบบนี้เกิดขึ้น ก่อนที่ท่านจะโหวตในวันนี้นะคะ ถ้าโครงการนี้ล้มเหลว และสร้างปัญหาให้ประเทศตามมาแบบที่ต้องชดใช้อีกหลายสิบปี ท่านจะอธิบายกับตัวท่านเอง ในหลายสิบปีข้างหน้าอย่างไร ท่านจะอธิบายกับลูกหลานอย่างไร ดิฉันอยากจะให้ท่านนึกถึง ตัวท่านในวันที่ไม่ได้มานั่งในห้องนี้ วันที่ท่านไม่ได้อยู่ตรงนี้ วันที่ท่านไม่ได้เป็น สส. แล้ว ท่านจะภูมิใจกับตัวท่านในวันนี้หรือไม่ ท่านคิดให้ดีนะคะ นี่คือผลพวงมหาศาลที่จะไป ในวันข้างหน้า ท่านจะชื่นชมตัวเองหรือจะก่นด่าตัวเองย้อนหลัง ท่านคิดให้ดี ๆ นะคะ ท่านยังเลือกได้นะคะ แต่ท่านยังดึงดันที่จะทำกันต่อไปก็ขอให้รับผิดชอบผลที่จะตามมา รับผิดชอบความเสียหายที่จะตามมาด้วย ขอให้โชคดี ขอบคุณค่ะ