จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงแนวทางการใช้เงินในโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เน้นการสนับสนุนสินค้าผลิตในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน โดยจำกัดการใช้จ่ายกับสินค้านำเข้าและปรับปรุงบัญชีรายการสินค้าที่ห้ามหรือจำกัด โดยเฉพาะเรื่องการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่อยู่ระหว่างพิจารณาของกระทรวงพาณิชย์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของนโยบาย พร้อมย้ำการกระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้าขนาดเล็กและชุมชนเป็นหลัก แม้ร้านใหญ่จะมีส่วนร่วมบ้างแต่เงินจะถูกส่งต่อสู่ห่วงโซ่อุปทาน และเน้นกลไกตัวคูณทางเศรษฐกิจที่ทำให้เงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 2 รอบ ส่งผลดีต่อการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางของรัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและกำหนดนโยบายให้ตรงจุดยิ่งขึ้น
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอใช้เวลาสั้น ๆ ในการตอบคำถาม แล้วก็กราบเรียนต่อท่านสมาชิกนะครับ ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณนะครับ หลายท่านได้มีความเข้าใจตรงกัน แล้วก็มีความประสงค์เดียวกันกับรัฐบาลในการเดินหน้า นโยบายที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ส่วนที่ยังมีคำถามก็จะพยายามตอบ ซึ่งยังมี การย้ำประเด็นในเรื่องของการเอื้อรายใหญ่ ซึ่งต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าใน ๒ ประเด็น ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ แต่อย่างไรก็ตามเป็นงานที่อยู่ใน คณะกรรมการเกี่ยวกับด้าน Digital Wallet ก็จะเรียนให้ทราบ
ประเด็นแรก ในเรื่องของ Negative List ซึ่งมีการปรับเพิ่ม ปรับลดได้ แล้วก็ มีการเพิ่มในเรื่องของรายการต้องห้าม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เรื่องของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือสื่อสาร หลักคิดที่อยากจะมอบให้กับท่านสมาชิกผ่านท่านประธานก็คือกลไกที่เราคิด ก็คือเรื่องของการว่าเงินเมื่อลงไปแล้วจะต้องเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน เกิดการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก สินค้าที่โดนตัดออกเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ น้ำมันหรือว่าอะไรต่าง ๆ กลไกที่มีก็คือเป็นเรื่องของสินค้าที่มี Import Content เป็นหลัก คือเป็นการนำเข้า ยกตัวอย่างเช่น น้ำมัน หรืออย่างเช่น มือถือก็ตามซื้อปุ๊บเงินไปต่างประเทศ ทันทีนะครับ เราต้องการให้มีการผลิต การจ้างงานในประเทศเป็นหลัก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในส่วนที่ยังมอบหมายให้กับกระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณา สามารถแก้ไขในเรื่องของ Negative List ได้ โดยความยินยอมของคณะอนุกรรมการกำกับ นโยบาย สาเหตุนั้นก็เพราะว่าเราต้องมีความยืดหยุ่นครับ มันยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับ ข้อแนะนำมาเราก็รับฟังตลอดเวลา ถ้ายกตัวอย่างตรงนี้ก็มีการพูดกันที่ประชุมนโยบาย เมื่อวันก่อนนั่นก็คือเรื่องของสินค้า เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ควรจะซื้อได้หรือไม่ได้นะครับ โดยหลักคิดเราก็ต้องบอกว่าไม่ได้ แต่ว่ายังไม่ได้บรรจุอยู่ในเรื่องของ Negative List ซึ่งต้องมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาเพิ่มเติม แล้วก็มานำเสนอต่อคณะกรรมการ เพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง นะครับ อันนี้ก็เป็นกลไกที่ทำให้นโยบายสามารถเดินหน้าได้โดยที่ไม่ต้อง สะดุดติดขัดและมีความยืดหยุ่นเพียงพอนะครับ
ในส่วนของเรื่องว่าเป็นร้านใหญ่ ร้านเล็ก ต้องเรียนอย่างนี้ว่า เราก็พยายาม อย่างสูงที่สุดในการที่จะกำหนด อย่างเช่น เรื่องของพื้นที่ที่เป็นระดับอำเภอ ๒. ก็คือกำหนด ในเรื่องของขนาดร้านค้า ซึ่งต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็กลงมานะครับ กลไกเหล่านี้ล้วนเป็นกลไก ที่จะพยายามกำกับให้เงินมันตกกับรายย่อยมากที่สุด กลไกที่เราตัดสินค้าบางประเภท อย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน เพราะว่าซื้อแอร์ ๑ เครื่อง ๑๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่พอ ก็ต้องจ่ายเติมเข้าไป มันก็จะไปตกอยู่กับผู้ค้ารายเดียว เราก็พยายามที่จะจำกัดให้เกิดการกระจาย ของเม็ดเงินลงไปยังพี่น้องประชาชน และร้านค้าที่มันกระจายตัวได้มากที่สุด นี่เป็นกลไก ที่เรากำหนดขึ้น และยืนยันว่าสิ่งที่เราทำในอดีตที่ผ่านมาโครงการของรัฐนะครับ ต้องเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิก มีร้านค้าที่เข้าร่วมราว ๑,๒๐๐,๐๐๐ ร้านค้า นี่คือ Maximum สูงสุดที่เคยมีมา แต่ในโครงการนี้เราจะสามารถดึงเอาร้านค้าเข้ามาอยู่ใน ระบบได้ไม่ต่ำกว่า ๒-๓ ล้านร้านค้านะครับ โดยยกตัวอย่าง ร้านค้าที่จะเติมเอารายละเอียด เอา Database ของเขาใส่เข้ามาในระบบเลยเพื่อให้เขาสามารถมีความสะดวกในการเข้าสู่ การลงทะเบียนเป็นร้านค้านี่นะครับ ได้แก่ ร้านค้าที่อยู่ในกลุ่มของกรมพัฒนาธุรกิจร้านค้า ราว ๙๑๐,๐๐๐ ร้านค้านะครับ รวมถึงร้านอาหารธงฟ้าอีกประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ร้าน ร้านในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนหรือว่ากลุ่มสหกรณ์ที่อยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกราว ๑๐๐,๐๐๐ ร้าน รวมถึงร้านที่เป็นโชห่วย หาบเร่ แผงลอย ร้านอาหาร ร้านตลาดนัด ซึ่งร้านเหล่านี้ยังไม่มี การลงทะเบียนกับรัฐนะครับ วันนี้เราก็ใช้กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อที่จะให้เขาได้มีโอกาสได้ขึ้นทะเบียนในระยะเวลาที่เราจะกำหนด คาดว่าจะมีมาอีก ๔๐๐,๐๐๐ ร้านค้า รวมถึงร้านที่เป็นเครือข่าย Supply Chain เป็น Value Chain ของห้างร้านหรือว่าร้านสะดวกซื้อหรืออะไรก็ตามอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ร้าน และในส่วนที่ ท่านเป็นห่วงผมก็เข้าใจก็คืออย่างเช่น ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อมีเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ร้านค้าครับ ที่เขาน่าจะเข้าร่วมนะครับ เพราะฉะนั้นสัดส่วนจำนวนอย่างแรก เลยนะครับ ส่วนมากจะเป็นร้านขนาดเล็ก เป็นร้านของประชาชน เป็นร้านของวิสาหกิจ เป็นสหกรณ์ ในขณะที่ร้านที่เป็นเครือข่ายใหญ่ ซึ่งท่านเป็นห่วงมีอยู่เพียงไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ร้าน แต่ก็ต้องเข้าใจครับว่ากลไกโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมันก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะไหลไปทางนั้นได้ แต่ในประเด็นหนึ่งที่จะต้องชี้แจงก็คือ สำหรับรัฐบาลในครั้งนี้เราพยายามที่จะกระตุ้นให้เกิด การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจนะครับ การจะไปดัดเอาโครงสร้างทางธุรกิจในปัจจุบันด้วยกลไก โครงสร้างของนโยบายนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับ ทำในระยะเวลานี้ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องไปอุดหนุนไปช่วยเหลือสร้างกลไกที่จะทำให้ร้านค้าขนาดเล็กร้านค้าของพี่น้อง ประชาชนมีความเข้มแข็งต่อไปนะครับ ซึ่งตรงจุดนี้ผมเรียนว่าถึงแม้ว่าเงินบางส่วน อาจจะต้องไปใช้ในร้านค้าที่ท่านเป็นห่วงก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่าร้านค้าเหล่านั้น ก็ไม่ใช่ผู้ผลิตครับ สุดท้ายก็ต้องนำเม็ดเงินส่งต่อไปยัง Supplier ก็คือตัวผู้ผลิตสินค้าต่อไป เพราะเขาไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้ามาขาย เขาเป็นเพียงแค่ Point of Sale เขาเป็นเพียง แค่จุดขายจุดตั้งวางของเท่านั้นนะครับ
ในเรื่องต่อมาที่จะเรียนให้ทราบก็คือ ในเรื่องของตัวคูณทางเศรษฐกิจ ขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ท่านมีความเข้าใจ แล้วก็เรียนด้วยความเคารพว่า กลไกนี้อย่าไปมองเพียงแค่ ๒ รอบที่เราได้กำหนดโครงการเอาไว้ โครงการเราพยายาม ที่จะให้ยืนยันว่าอย่างน้อยมีการหมุน ๒ รอบ มีการกระตุ้นการผลิตการจ้างงานในกลุ่ม ที่เราต้องการ เราถึงได้กำหนด ๒ รอบเป็นอย่างน้อยในการที่จะใช้เงินผ่าน Digital Wallet คือต้องมีรอบแรกเป็นรอบระหว่างประชาชนกับร้านค้า รอบที่ ๒ คือร้านค้ากับร้านค้า คือไปซื้อ Supply ไปซื้อสินค้าทุนนะครับ ในขณะเดียวกันหากในกรณีที่ครบรอบ ๒ แล้ว จะมีร้านค้าตัดสินใจในการที่จะไปขึ้นเงินสดก็ตาม อันนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ ว่าเงินมันไม่ได้หายไปไหน เม็ดเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะอยู่ในรูปแบบของเงิน ใน Digital Wallet หรือมันจะขึ้นเป็นเงินสดกลายเป็นเงินบาท ปกติเป็นแบงก์ที่อยู่ใน กระเป๋าเราก็ตาม สุดท้ายเงินเหล่านี้ยังจะเป็นกลไกในการเคลื่อนหมุนเศรษฐกิจต่อไปอีก หลาย ๆ รอบ เพราะเงินบาทเดิมมันก็จะใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้ประเทศไทย อยู่ในภาวะที่เหมือนกับบ่อน้ำที่น้ำไม่พอ ปลาอยู่เยอะเกินไปมันก็ตาย มันก็อยู่ไม่ได้ เราต้องการเติมน้ำเข้าไปในบ่อให้เพียงพอ เพื่อให้ทุกคนมีอากาศเพียงพอสามารถที่จะอยู่ ในระบบเศรษฐกิจร่วมกันได้ แล้วก็สามารถที่จะมีเงินที่จะใช้เพียงพอ Cash Flow มีเพียงพอ ที่จะเดินหน้าระบบเศรษฐกิจต่อไปนะครับ
ในประเด็นสุดท้าย ขอบคุณท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้อภิปรายมา มีความเข้าใจในเรื่องของประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งมันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของเม็ดเงิน ที่ลงไปถึงประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจที่มี ซึ่งเราเชื่อมั่นครับว่ากลไกนี้จะสามารถกระตุ้น เศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่มีความเหมาะสมนะครับ แต่อย่างไรก็ตามมันมีประโยชน์อื่น ๆ อย่างเช่น เรื่องของข้อมูลมีการอภิปราย ซึ่งท่านมี Vision มีความเข้าใจได้ลึก ผมเรียนเลยครับว่า ข้อมูลที่จะได้การเชื่อมโยงฐานข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบ Application กลางของรัฐในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์สูงสุดในการที่จะบริหารจัดการภาครัฐในการที่จะกำหนดนโยบาย ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังว่าในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลเกือบทุกยุครวมถึงสภาก็มีการอภิปรายกันว่า ทำไมไม่หากลไกไปช่วยเหลือพี่น้องกลุ่มเกษตรกร เป็นต้น แล้วก็บอกจะช่วยอย่างไร จะช่วยในเรื่องของพลังงานนะครับ แต่เราทำไม่ได้ เพราะว่าเราจับตัวไม่เจอ เราหาตัวไม่ได้ กลไกนี้ในอนาคตเราจะเชื่อมโยง ฐานข้อมูล ถังข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เปลี่ยนข้อมูลที่มีเป็นสิ่งที่เรียกว่า Data Lake ซึ่งตรงจุดนี้ จะสามารถวิเคราะห์บริหารในการที่จะจัดสรรเงินงบประมาณที่มีเพื่อไปช่วยเหลือประชาชน ไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างตรงจุดขึ้น เราจะสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมาย เราจะสามารถ ติดตามผลได้อย่างเหมาะสมที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน