จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือปัญหาวิกฤติประเทศในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน ภาระดอกเบี้ย การจัดเก็บภาษีที่ต่ำ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยจากการขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเสนอให้โครงการ Digital Wallet เป็นรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของชาติเพื่อผลักดันเศรษฐกิจ พัฒนาศักยภาพประชาชน และช่วยนำประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยเห็นว่าการลงทุน 122,000 ล้านบาทในร่างงบประมาณเพิ่มเติมจะเกิดผลตัวคูณทางเศรษฐกิจได้จริงหากมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้จ่ายในกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษครับ ท่านประธานครับ ผมเฝ้ามองสถานการณ์ ในประเทศไทยด้วยความเป็นห่วงกังวลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ผมค่อนข้าง เป็นห่วงกับสถานการณ์ในประเทศไทยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ปัจจุบันเราเผชิญวิกฤติ ผมขอนิยามคำว่าวิกฤติก็คือปัญหาใหญ่ ๆ ที่เราแก้ได้ยาก แต่ต้องเผชิญหน้ากับมัน มีวิกฤติใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ ๔ ด้านครับท่านประธาน
วิกฤติอันแรกครับท่านประธาน เป็นเรื่องของหนี้ครัวเรือน ซึ่งทุกคน ทราบดีครับว่า ครัวเรือนไทยเป็นหนี้มากมายมหาศาลถึง ๙๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ครับ ท่านประธาน ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่น่ากังวล เนื่องจากว่าครัวเรือนส่วนมากจะมีการกู้ Personal Loan ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดโอกาสให้เก็บอัตราดอกเบี้ยสูง ๆ ๒๕-๒๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก นอกจากนี้เมื่อสถานการณ์ผ่านไปสินทรัพย์ของครัวเรือนซึ่งได้แก่ รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ไปกู้มา ซื้อมา ก็มีมูลค่าตกลง เพราะฉะนั้นในแง่ของครัวเรือนแล้วความรู้สึกยากลำบากมาก ส่วนหนึ่งคือสินทรัพย์ลดลง ส่วนหนึ่งคือภาระหนี้ไม่ลดลง และธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ไม่ยินยอมที่จะลดดอกเบี้ยลง ครัวเรือนลำบากมาก เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้ได้รับ ผลกระทบสูงสุดครับท่านประธานครับ
ส่วนที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นวิกฤติในเรื่องของการจัดเก็บภาษีครับ ท่านประธาน การจัดเก็บภาษีของเราเก็บได้เพียง ๑๕.๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองของ GDP ซึ่งเป็นอัตราการจัดเก็บที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของอินเดียก็ดี มาเลเซียก็ดี อินโดนีเซียก็ดี กลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านี้ กลุ่มประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถเก็บภาษีได้สูงกว่าเราครับท่านประธาน ปัญหาของการจัดเก็บภาษีไม่เข้าเป้าก็คือ เราก็จะมีงบประมาณที่จะไปช่วยในการช่วยเหลือประชาชนหรือลงทุนในด้านโครงสร้าง พื้นฐานลดลงครับท่านประธาน
ส่วนที่ ๓ เป็นปัญหาในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจของเราครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานติดตามดูท่านประธานก็คงจะเห็นนะครับว่า เศรษฐกิจของไทยปัจจุบันไม่ได้มี ความสามารถในการแข่งขันที่ดีเช่นเดิมกับในอดีต ในอดีตเราเคยเป็นประเทศที่เป็นผู้นำ ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าข้าว ยางพารา หรือหลาย ๆ อย่าง แต่ปัจจุบันนี้สินค้า ที่เคยเป็น Champion เคยเป็นพระเอกของเรา ความสามารถในการแข่งขันลดลงไปมาก มีคู่แข่งมาแย่งชิง อุตสาหกรรมการผลิตเราก็เผชิญหน้าการแข่งขันจากประเทศจีน ประเทศเวียดนาม อาจจะกล่าวได้ว่าธุรกิจอุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่างของเรากลายเป็น อุตสาหกรรมที่อาทิตย์อัสดง หรือเป็นอุตสาหกรรมที่โอกาสที่จะทำกำไรหรือทำความเจริญก้าวหน้า มาสู่ประเทศไทยเป็นไปได้โดยยากลำบาก กฎหมายต่าง ๆ ในหลายมาตรการก็ไม่เอื้ออำนวย ที่จะทำให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะทำให้ประเทศเราสามารถที่เปลี่ยนแปลง และมีความเจริญก้าวหน้า อย่างก้าวกระโดดได้
ส่วนที่ ๔ เป็นเรื่องของปัญหาวิกฤติในเรื่องประชาชนที่มีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ UN ได้นิยามครับว่า ประชากรที่มีลักษณะเป็น Super Aging Society หรือประชากร ที่มีผู้อาวุโสอย่างยิ่งยวดไว้ว่า ถ้ามีอายุเกิน ๕๐ ๖๕ แล้วก็มีเกินกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือได้ว่า เป็น Super Aging Society และเป็นที่น่ากังวลครับท่านประธาน ประเทศของเรากำลัง จะเข้าสู่สภาวะนั้นในปี ๒๕๗๓ นอกจากนี้ครับท่านประธาน ยังมีปัญหาอีกมากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำในสังคม ทั้งทางสังคม ทั้งทางเศรษฐกิจนะครับ ปัญหาใหญ่ ปัญหาในเรื่องการเมืองที่มีปัญหามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปัจจุบันนี้ ๑๘ ปีแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีทางคลี่คลายได้ เป็นผลทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม รวมทั้งในเรื่อง ของนโยบายการเงินนะครับ ซึ่งผู้บริหารนโยบายการเงินปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้นโยบาย การคลังแต่เพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนกับคนเดินด้วยขาเดียวซึ่งย่อมไม่สามารถ ที่จะเดินได้เร็ว แล้วก็ไม่สามารถที่จะเดินได้ไกลด้วย เป็นปัญหาที่น่ากลัว น่ากังวล ปัญหาในเรื่องของ Capacity Utilization หรือการใช้กำลังผลิตในอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบัน ใช้อยู่เพียงแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปัญหาในเรื่องของ GDP ของเราที่ใน Quarter แรก ในปีนี้เติบโตเพียงแค่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับสิงคโปร์ที่โต ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ เวียดนามที่โต ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราปล่อยไปตามยถากรรม ไม่มีการดำเนินการ อย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เศรษฐกิจของเราก็คงจะโตแบบที่ท่านผู้ว่าแบงก์ชาติพูดไว้นะครับ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์เรื่อยไป ซึ่งก็น่าเสียดายที่ทางผู้มีอำนาจในการบริหารเรื่องอัตราดอกเบี้ยก็มิได้ที่จะปรับลดอัตรา ดอกเบี้ยลง ทั้ง ๆ ที่เรื่องเป้าหมายในเรื่องของเงินเฟ้อก็ตกจากเป้ามาหลายปีแล้ว ปีที่แล้วก็ตก ปีนี้ก็ตกนะครับ ก็น่าเสียดายมากครับที่ไม่ได้มีการดำเนินการอย่างนั้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็น ที่รัฐบาลไทย หรือพรรคเพื่อไทยจะต้องออกแบบนโยบายมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาอันนี้ เพราะมิฉะนั้นประเทศเราก็จะติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปอีกนานแสนนาน ก็ไม่ทราบเมื่อไรเราจะได้เป็นประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วนะครับ ตอนนี้ เราก็กำลังพัฒนาต่อไป มี GDP ต่อหัว ๗,๐๐๐ U.S. Dollar ต่อไปนะครับ เป็นที่น่าเสียดายมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีนโยบาย Digital Wallet ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายเรือธงของ พรรคเพื่อไทย เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลเศรษฐา และผมก็จะขออนุญาตเรียกว่า เป็นนโยบายเรือธงของประเทศไทยที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ที่ผมกล่าว เช่นนั้นครับท่านประธานก็เนื่องจากว่าผมมีความเห็นว่าโครงการ Digital Wallet นั้น เป็นโครงการที่วางรากฐานทางเศรษฐกิจ เป็นโครงการที่สร้าง Digital Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ Digital ให้กับประเทศไทยครับท่านประธาน โครงการนี้ ถ้าจะเปรียบนะครับว่าประเทศไทยเป็นเหมือน Startup แห่งหนึ่ง โครงการ Digital Wallet ก็คงคล้าย ๆ กับ GPU หรือว่า Graphic Processing Unit ที่บริษัท Startup เล็ก ๆ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วเริ่มผลิต GPU แล้วปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นบริษัท NVIDIA ซึ่งมีขนาดใหญ่ Top Three ของโลก มี Market Capital สูงถึง ๓ ล้านล้าน U.S. Dollars หรือมากกว่า ๑๐๐ ล้านล้านบาท ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันครับ ด้วยโครงการ Digital Wallet ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวาง Digital Infrastructure เราจะสามารถเปลี่ยนประเทศไทย ให้เป็นประเทศพัฒนาได้ในเวลาไม่นานครับท่านประธาน ในเวลาในอนาคตอันใกล้ ที่ผมกล่าวเช่นนั้นจะขออนุญาตนำท่านประธานลองคิดตามดูนะครับ โครงการ Digital Wallet เป็นโครงการที่มี User หรือคนใช้งานถึง ๕๐ ล้านคน แล้วผู้ใช้งานแต่ละคนก็มีเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน แล้วมีการทำ KYC อย่างชัดเจนทราบว่าใครเป็นใคร เทียบกับ Twitter หรือปัจจุบันเรียกว่า X มี User ๕๕๐ ล้านคน แต่ไม่ทราบมี Avatar เท่าไร มีบุคคลที่เสีย Blue Tick และจ่ายเงิน ผมไม่แน่ใจว่าถึง ๑๐ ล้านคนหรือไม่ แต่โครงการ Digital Wallet เป็นโครงการที่วางรากฐานทางเศรษฐกิจ Digital และมีการกำหนดชัดเจนครับว่าเป็นใคร และมีเงินด้วยนะครับ โครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่เป็นรากฐานสำคัญครับท่านประธาน โครงการนี้ต่อยอดได้ ต่อไปภาครัฐเวลาจ่ายเงินเดือนข้าราชการสามารถจ่ายผ่าน Digital Wallet ได้ การศึกษา สถาบันการศึกษาคนจบสามารถที่จะบันทึกปริญญาบัตรในระบบ Digital Wallet ได้ การจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรไม่ว่าจะเป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่ หรือการจำนำราคา หรือประกันราคาสามารถจ่ายผ่านระบบดิจิทัลได้ การช่วยเหลือคนชรา สามารถใช้โครงการนี้ช่วยได้เช่นเดียวกัน รวมทั้งเมื่อถ้าหากภาครัฐดำเนินการไปแล้วนะครับ ถ้าจะเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมก็เป็นฐานลูกค้าที่น่าสนใจครับ ก็คงจะมีบริษัทใหญ่ ๆ ใน ต่างประเทศมากมายที่อยากจะเชื่อมกับข้อมูลของ User ๕๐ ล้านคนนี้ รวมทั้ง คนไทยของเราเองด้วยครับ Startup ไทยแต่เดิมถ้าจะทำเรื่องของโครงการดิจิทัล จะทำ Startup ในเรื่องของ IT AI แม้คนของเราจะมีความสามารถ แต่ตลาดในประเทศ ของเราในเรื่องของ AI ในเรื่องของ IT ไม่มีตลาดที่ใหญ่เพียงพอ แต่ฐานลูกค้า ๕๐ ล้านคนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้ Startup ของไทย ไม่ว่าท่านจะเปิดขายสินค้าหรือจะ ทำ Software ใด ๆ ที่จะให้บริการประชาชน ท่านก็มีฐาน User ถึง ๕๐ ล้านคน ที่จะคอยรองรับให้ท่านได้เจริญเติบโต จนกระทั่ง มีความแข็งแรงที่จะไปแข่งขันกับในต่างประเทศได้ ในอนาคตไม่แน่นะครับ เราก็อาจจะมี Alibaba Version ประเทศไทย เราก็อาจจะมี Uber Version ประเทศไทย เราก็อาจจะมี Taobao หรือบริษัทอะไรต่าง ๆ อีกมากมายที่เป็นเรื่องของ Digital ดังนั้นโครงการนี้ จึงกล่าวได้ว่าเป็นการวางรากฐานทางโครงสร้าง Digital Infrastructure ที่แท้จริง ที่จะยังประโยชน์ให้ประเทศไทยอย่างมากมายมหาศาล รวมทั้งจะทำให้ประชากรของไทย จำนวนมากที่ยังห่างไกล ยังขาดความรอบรู้หรือรับรู้ในเรื่องของดิจิทัลเทคโนโลยี จะมีโอกาสได้เรียนรู้ มีความรอบรู้ในเรื่องของระบบดิจิทัลหรือที่เรียกกันว่า Digital Literacy ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าโครงการ Digital Wallet เป็นโครงการลงทุน เป็น Investment อย่างหนึ่ง เป็นการ Investment ซึ่งมีทั้งเรื่องของ Hardware มีทั้งเรื่องของ Software แล้วก็มีทั้งเรื่อง ของ Human Resourcess หรือการลงทุนในบุคคลด้วย ทั้งบุคคลที่จะเป็นผู้ใช้ บุคคลที่จะเป็น ผู้เขียนระบบ Digital Wallet หรือโครงการต่าง ๆ ที่จะต่อยอดต่อไป ถ้าหากทำได้สำเร็จนะครับ ผมเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม ประเทศไทยจะดีขึ้นกว่าเดิม และเราก็จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในเวลาไม่ช้าไม่นานนะครับ
ผลประโยชน์อีกอันหนึ่งของ Digital Wallet ที่มีการพูดกันมาก แล้วก็ มีความสงสัยกันนะครับ และตัวเลขส่วนมากก็จะเป็นตัวเลขลอย ๆ ที่ไม่สามารถที่จะยืนยัน ได้ว่ามีที่มาที่ไปจากการทดลอง และมีการเก็บข้อมูลอย่างไร ก็คือเรื่องของ Multiplier หรือตัวคูณทางเศรษฐกิจ ว่าเงินลงทุนใน Digital Wallet ๑ บาท จะได้ผลตอบแทนเท่าไร บางท่านก็บอกว่าลงทุนไป ๓ ได้ ๑ สำนักงบประมาณของรัฐสภาบอกว่า ๑.๑๙ นะครับ ซึ่งผมก็พยายามหานะครับว่าที่มาที่ไปของอัตราต่าง ๆ เหล่านี้มาจากไหน ก็ปรากฏว่า ก็ยังไม่สามารถหาที่มาที่ไปได้ชัดเจน พยายามค้นแล้วครับแต่ไม่เจอ แต่ผมอยากจะบอก ท่านประธานครับว่า จริง ๆ แล้วในเรื่องของ Multiplier มันมีหลักการอยู่ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตใช้ Model ที่ค่อนข้างจะเรียบง่าย Simplify แล้วนะครับ เพื่อให้มันเข้าใจ ได้ง่ายขึ้น ตัว Multiplier นี้มีค่าเท่ากับ ๑ หารด้วย ๑ ลบ MPC ครับ MPC ก็คือ Marginal Propensity to Consume อธิบายง่าย ๆ ถ้าประชาชนมีเงิน ๑๐๐ บาท ถ้าท่านมีรายได้น้อย ท่านก็คงใช้ไป ๙๐ บาท ถ้าท่านมีรายได้มากท่านก็อาจใช้ ๕๐ บาท บุคคลรายได้น้อย มี ๑๐๐ บาท ใช้ ๙๐ บาท MPC ก็เท่ากับ ๐.๙ คำนวณเป็นตัวคูณออกมาก็จะได้ ๑๐ เท่า ถ้าท่านมีรายได้มากหน่อยนะครับ MPC ๐.๕ เป็นตัวคูณก็คือ ๒ เพราะฉะนั้นในแง่ของ ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ ตัวคูณสามารถทำได้ถึง ๑๐ เท่า อันนี้เป็น Fact เป็นข้อเท็จจริง ทางคณิตศาสตร์ที่ไม่ต้องมีข้อสงสัยครับ แต่สาเหตุที่อัตราตัวคูณไม่ถึง ๑๐ หรือต่ำกว่า ๕ อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากว่าในเรื่องของกระบวนการทางเศรษฐกิจนั้น มันมีจุดรั่วไหล มันมีจุดที่ทำให้เงินที่เคยหมุนไปแล้วรอบแล้วรอบเล่าเกิดปัญหาว่าไม่สามารถ หมุนได้อย่างเต็มที่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็ได้แก่ภาษี ภาษีก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้การหมุนเงินหมุน ได้รอบน้อยลง การซื้อสินค้านำเข้าก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้การหมุนเงินลดลง ท่านประธานครับ ถ้ามีคนไปซื้อกระเป๋า Brand Name จากต่างประเทศนะครับ ซื้อเสร็จเงินก้อนนั้นก็ส่งออก ไปต่างประเทศเลย เงินตัวนี้ไม่ได้มาช่วยเศรษฐกิจเลยนะครับ จะเป็นตัวที่ทำให้ Multiplier หรือตัวคูณลดลงเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นอะไรก็ตามที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ใช้เพื่อประโยชน์ในเรื่องความพึงพอใจเท่านั้น แล้วก็เป็นสินค้านำเข้า ควรจะเป็นสินค้าที่อยู่ ใน Negative List หรือ List รายการที่รัฐบาลควรจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนอย่าไป ใช้จ่ายในเรื่องนั้นนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ดูเรื่องของตัวคูณเพื่อให้ท่านประธาน ได้เข้าใจ อาจจะคิดตามผมช่วยผมคิดนะครับ มี ก ไปทำเป็นร้านอาหารได้เงินไป ๑๐,๐๐๐ บาท ขายในท้องตลาด ๑๐,๐๐๐ บาท วันแรกขายท่านก็มีฝีมือก็ขายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท กำไร ๒,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ก็เก็บไว้ ๘,๐๐๐ บาท ก็ลงทุนขายอีก พรุ่งนี้ก็ขายอีก ก็ขายได้ ๑๐,๐๐๐ บาทอีก วันที่ ๓ ก็ ๑๐,๐๐๐ บาท วันที่ ๔ ก็ ๑๐,๐๐๐ บาท วันที่ ๕ ก็ ๑๐,๐๐๐ บาท เพียงแค่ ๓๐ วันเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ก็หมุนไปถึง ๓๐ รอบครับท่านประธาน หรือถ้าหากว่า ข ได้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทไปนะครับ ผมจะขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องว่าในที่สุดรัฐบาลจะห้าม ให้ใช้จ่ายตัวไหน หรือไม่ใช้จ่ายตัวไหนนะครับ เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นผมเชื่อว่ารัฐบาล ก็ยังไม่ได้ถึงที่สิ้นสุดนะครับ ก็จะขอ Assume ว่าขอสมมุติฐานว่าสิ่งต่าง ๆ ที่พูดนี้ยังเป็นไปได้ อยู่นะครับ ถ้าไปทำร้านตัดผมนะครับ ตัดผม ๑ วันได้ ๑๐ หัวนะครับ หัวละ ๑๐๐ บาท ก็ ๑,๐๐๐ บาท ๑๐ วันก็ ๑๐,๐๐๐ บาท ๓๐ วัน เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทก็หมุน ๓ รอบครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นอัตราที่บอกว่า ๑๐ รอบ ๕ รอบมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้นนะครับ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถโน้มน้าวให้ประชาชนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ช่วยเศรษฐกิจไทยอย่างไร ถ้าประชาชนทุกคนให้ความร่วมมือนะครับ ทำอย่างร้าน ขายก๋วยเตี๋ยว ทำอย่างร้านตัดผมตามที่ผมว่า หรือว่าประชาชน ๑๐ ราย ก ถึง ฟ ๑๐ คน ร่วมทุนกัน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เปิดร้านขายกาแฟ วันหนึ่งขายได้ ๒๐๐ แก้ว แก้วละ ๕๐ บาท ก็ ๑๐,๐๐๐ บาทครับ เงินก็หมุนไปครับหลายรอบ ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรนะครับ หรือว่า มือถือที่มีความสงสัยกันมากว่ามันควรจะได้หรือไม่ได้ ผมขออนุญาตให้ความเห็นอย่างนี้ครับ ถ้าเป็นมือถือซื้อแล้วเอาไว้เฉพาะเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ส่วนนี้มีประโยชน์น้อยจะทำให้ ตัวคูณลดลง แต่ถ้ามือถือซื้อไปแล้วนะครับท่านประธาน แล้วเอาไปใช้ในการพัฒนา อย่างเช่น มัคคุเทศก์ไปใช้ในการพัฒนาเรื่องของภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ แต่เดิมเคยมีรายได้วันละ ๕๐๐ บาท ท่านใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไปพัฒนาความสามารถในเรื่องของภาษารายได้ท่าน ก็อาจจะเป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อวัน การหมุนเวียนของเงินคุ้มค่ามากนะครับ เพราะฉะนั้น การที่ตัวคูณจะเป็นเท่าไรนั้นจึงขึ้นกับประชาชน การที่รัฐบาลมอบเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้กับประชาชนก็เป็นการให้อำนาจกับประชาชนที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง เป็นการ Empowering the People เป็นการให้โอกาสประชาชนที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเราว่าหากเราจะให้ เศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร เราอยากจะให้ประเทศของเราก้าวสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ดิจิทัลเร็วเท่าไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับประชาชนครับท่านประธาน ประโยชน์อื่น ๆ ของ Digital Wallet การลดความเหลื่อมล้ำครับท่านประธาน การเอาเงินจากเจ้าสัวหรือนายทุน ด้านบนที่ไม่ได้รับ Digital Wallet มาจ่ายให้กับประชาชนที่เป็นเกษตรกรหรือผู้ยากไร้ ด้านล่าง ไม่ว่าจะเป็นตามชุมชนแออัด ซึ่งผมคิดว่าเขาคงไม่เคยจับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ในชีวิตนี้ บางท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้เก็บเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือครอบครัวที่มีสัก ๕ คน ๑๐ คน ก็คงไม่เคยเห็นเงินแสนครับ หรือในชุมชนแออัดบางแห่งสัก ๑๐๐ คนก็เป็นเงินล้าน เงินจำนวนนี้สำหรับประชาชนที่อยู่ด้านล่างเป็นเงินที่มีความสำคัญมาก ส่วนนี้จะช่วยลด ความเหลื่อมล้ำให้กับเขาได้อย่างมีนัยสำคัญครับ
ท่านประธานครับ เนื่องจากเวลาเลยมาพอสมควรจริง ๆ มีเรื่องอยากจะ ขอให้ข้อมูลกับท่านประธานเพิ่มเติมครับ แต่เนื่องจากเวลาจำกัดนะครับ ก็ขออนุญาตสรุป เลยก็แล้วกันนะครับว่า ในเรื่องของโครงการ Digital Wallet นั้น ความจริงแล้วเป็นเรื่องของ การลงทุนนะครับ ผมเห็นว่าเป็นการลงทุนใน Digital Infrastructure เป็นการลงทุนในเรื่อง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เป็นการลงทุนในเรื่องความรอบรู้ทางดิจิทัลให้กับประชาชนเป็นการส่งเสริมให้ Digital Literacy ของประชาชนมากขึ้น เป็นการ Investment ใน Human Resources เป็นการลงทุนในคน เป็นโครงการที่สำคัญ และจะให้ผลตอบแทนในเรื่องของการเติบโตของ GDP ได้อย่างเหมาะสม ถ้าหากมีการบริหารจัดการที่ดี ลด Ligate ต่าง ๆ ลดจุดรั่วไหล GDP ของเราจะโตเพิ่มขึ้นเฉพาะตัวดิจิทัลนี่โตขึ้นอีก ๓.๕ เท่าขึ้นไป มีความเป็นไปได้ครับ ท่านประธาน ผมจึงขออนุญาตสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในครั้งนี้ จำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน