วรภพ ค้านร่าง พรบ.โอนงบกลาง ชี้เงินดิจิทัลเอื้อร้านใหญ่ กีดกันรายย่อย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗

วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายคัดค้านร่าง พ.ร.บ. โอนงบกลางปี โดยตั้งข้อสังเกตถึงโครงการแจกเงินดิจิทัลที่มีเงื่อนไขเอื้อประโยชน์แก่ร้านค้าขนาดใหญ่และกลุ่มทุน ขณะที่ร้านค้ารายย่อย เกษตรกร และผู้ประกอบการชุมชนถูกกีดกันไม่ให้แลกเงินดิจิทัลเป็นเงินสด ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างเท่าเทียม ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมและตัดขาดห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจฐานราก จึงเรียกร้องให้รัฐทบทวนนโยบายนี้เพื่อกระจายรายได้อย่างแท้จริงและไม่ให้ประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่เพียงฝ่ายเดียว

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายไม่เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ. โอนงบกลางปีฉบับนี้ ด้วยเหตุผลที่สรุปได้สั้น ๆ อย่างนี้ครับว่า นอกจากจะไม่คุ้มค่า คือไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงนะครับ เป็นเพียงแค่โครงการที่กู้เงินมา ๓ บาท เพื่อมาแจกเงิน แต่ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ ๑ บาท แต่ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับผมนะครับ ก็คือว่าเงื่อนไขที่กีดกันรายย่อยออกจากการร่วมโครงการของเงินดิจิทัลนี่ละครับ โดยเฉพาะ เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดว่าน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็หวังว่ารัฐบาลจะรับไปพิจารณา ก็คือเงื่อนไขที่กำหนดว่า ห้ามร้านค้าแลกเป็นเงินสดในการรับเงินดิจิทัลที่สุดท้ายโครงการนี้ มันจะกลายเป็นเพียงการกู้ครั้งใหญ่ที่จะทิ้งหนี้ไว้ให้กับประชาชน แต่จะเปลี่ยนให้เกิดพายุหมุน เข้ากระเป๋าเจ้าสัวห้างร้านขนาดใหญ่แทนครับ ผมขออภิปรายให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ ครับ ว่าโครงการแจกเงินแบบนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่อะไรในโลกใบนี้นะครับ เป็นโครงการ ที่รัฐบาลหลายประเทศเขาก็แจกเงินให้ประชาชนไปจับจ่ายใช้สอย ซึ่งก็พิสูจน์มาแล้วว่า มาตรการโอนเงินจากรัฐก็จะมีผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ คือน้อยกว่า ๑ เท่า ก็คือ นักเศรษฐศาสตร์เขาประเมินว่ากู้เงินมาแจก ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ GDP ก็จะกระตุ้นได้แค่ ประมาณ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ GDP อธิบายให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ ก็คือกู้เงินมา ๓ บาท แจกเงินให้ประชาชน แต่กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ ๑ บาท อันนี้ตรงกันทั้งโลกนะครับ ตรงกัน ที่หลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ประเมินไว้ตรงกัน ที่มีประเมินไว้สูงสุดก็จะเป็นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ประเมินไว้ว่า กู้เงินมา ๓ บาท แต่แจกแล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ๒ บาท อันนี้สูงที่สุดแล้วเท่าที่มี การประเมินขึ้นมา ทีนี้มันมองอย่างไรก็ไม่คุ้มค่าครับ ซึ่งแน่นอนมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพราะว่าเวลาเราแจกเงินนี่ประชาชนเขาก็จะเก็บบางส่วนไว้ อันนั้นเอาไปใช้หนี้หรือใช้ อย่างอื่นนะครับ หรือเช่นเดียวกันว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นระบบเปิดที่เรียกว่า สัดส่วน การนำเข้าสินค้าก็คือสูงถึง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ GDP ดังนั้นเมื่อเวลาไปบริโภคจับจ่ายใช้สอยอะไร มันก็จะมีชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าเข้ามานี้อยู่แล้ว ดังนั้นผลลัพธ์มันก็จะน้อยกว่า ๑ เท่า อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องปกติ แต่แน่นอนนโยบายแจกเงินคือมาตรการช่วยเหลือประชาชน อันนี้เห็นด้วยครับ ว่ามันคือการช่วยเหลือค่าครองชีพ ลดค่าใช้จ่ายประชาชน อันนี้ไม่ได้ผิด ในวัตถุประสงค์นี้ แต่ถ้าเป้าหมายของการแจกเงินคือการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ เงื่อนไข ของมาตรการนี้มันก็จะไปอยู่ที่ว่าการกำหนดให้เงื่อนไขนี่เกิดการกระจายรายได้สูงสุด เกิดการหมุนเวียนให้อยู่กับผู้ประกอบการรายย่อยให้มากที่สุด ให้นานที่สุด ให้อยู่กับเงินชุมชน เหมือนที่ท่านรัฐมนตรีอธิบายอะไรนี่ครับ ซึ่งอันนี้มันจะเป็นเงื่อนไขที่ทุกรัฐบาลทั่วโลกเขาทำกัน แต่ถ้ามาดูในของเงินดิจิทัลมันกลับไม่ใช่อย่างนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจ ผมก็ต้องอธิบายอีก ทีว่ารายย่อยเมื่อเขาได้รับเงินมาเขาก็จะหมุนแน่นอนครับ มันต่างกับรายใหญ่ที่เขาได้เงิน มาแล้วกว่าจะตั้งเบิกจ่าย กว่าจะวางแผนลงทุนอะไรนี่มันมีขั้นมีตอน ดังนั้นทุกรัฐบาลทั่วโลก เขาก็เลยตั้งเงื่อนไขทำอย่างไรก็ได้ให้รายย่อยเข้าโครงการมากที่สุด ทำอย่างไรเมื่อรายย่อย ได้รับกันมาก็ใช้จ่ายกันเองในกลุ่มรายย่อยในชุมชนได้มากที่สุดได้นานที่สุด

ทีนี้ผมจะไล่ให้ท่านประธานเข้าใจนะครับว่าแต่ละเงื่อนไขของโครงการ เงินดิจิทัลมันมีปัญหาอย่างไร แล้วทำไมมันถึงจะไม่บรรลุตามที่รัฐบาลตั้งใจไว้ ผมขอไล่จาก เงื่อนไขแรกนะครับ เงื่อนไขที่ผมว่าน่ากังวลที่สุดนะครับ ที่ออกแบบมากีดกัน ผมใช้คำว่า กีดกันนะครับ ให้ร้านค้ารายย่อย และไม่ใช่แค่ขนาดเล็กนะครับ ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่สายป่านไม่ยาวพอจะไม่เข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลก็ด้วยเงื่อนไขที่กระทรวงการคลัง แถลงไว้นะครับว่า ร้านค้าจะไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย แต่ร้านค้า จะสามารถถอนเป็นเงินสดได้เมื่อมีการใช้จ่ายตั้งแต่รอบที่ ๒ เป็นต้นไปนะครับ ผมขอขยาย ความอย่างนี้ก็คือง่าย ๆ ว่าประชาชนรับเงินดิจิทัลมา ๑๐,๐๐๐ บาท ใช้กับร้านค้าในอำเภอ เป็นร้านค้าขนาดเล็กเท่านั้น แต่เมื่อร้านค้าถอนเป็นเงินสดไม่ได้เมื่อได้รับเงิน Digital มา มันก็หมายความว่าร้านค้านี้ก็ต้องเอาเงินดิจิทัลไปซื้อสินค้าต่อในรอบ ๒ คือเป็นรอบร้านค้า กับร้านค้า ซึ่งอันนี้รอบนี้ก็จะไม่มีเงื่อนไขของขนาดร้าน หรือว่าพื้นที่ร้านเข้ามาแล้วนะครับ คือซื้อได้กับร้านค้าทั่วประเทศทุกขนาด ขอเพียงเป็นสินค้าที่ร่วมโครงการตามนิยามของเงิน ดิจิทัลซึ่งเงื่อนไขที่ว่าแลกเงินสดไม่ได้มันเป็นเงื่อนไขสำคัญนะครับ ที่ว่าทำไมร้านรายย่อย ที่สายป่านสั้นจะตัดสินใจไม่ร่วมโครงการเงินดิจิทัลหรือประกาศไม่รับเงินดิจิทัล จากประชาชนในอำเภอด้วยซ้ำ หรือถ้ารับก็จะต้องรับแบบอั้น คือรับเงินดิจิทัลแบบมีข้อจำกัดครับ ว่าวันหนึ่งจะรับเงินดิจิทัล ไม่เกินเท่าไรครับ จะจำกัดว่าไม่เกินเท่าไรเท่านั้น เหตุผลง่าย ๆ ครับ ก็คือร้านค้าขนาดเล็ก เหล่านี้ อย่าว่าแต่ขนาดเล็กนะครับ ขนาดกลางนี่ ถ้ารับเงินดิจิทัลมาแล้วเขาจะหาเงิน จากไหนมาหมุนจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ใช้เงินดิจิทัลไปจ่ายต่อไม่ได้ ผมลองเอารายการต้นทุน ของร้านค้ามาอธิบายให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ครับ คือถ้าใครเป็นผู้ประกอบการ จริง ๆ อาจจะเข้าใจตามได้ไม่ยากนะครับ คือเงื่อนไขของเงินดิจิทัลก็ถือว่าเป็นเฉพาะสินค้า ที่อยู่ในรายการ ก็คือเฉพาะสินค้าที่ไม่อยู่ในรายการต้องห้าม อันนี้ก็เอาเงินดิจิทัลไปซื้อต่อได้ แต่ต้นทุนอื่น ๆ ละครับ มันมีอะไรบ้าง อันนี้เพียบเลย สัดส่วนเยอะด้วย ที่ผมจะขออนุญาต อธิบายไล่ทีละประเด็นนะครับ ไม่ว่าจะแค่เป็นสินค้าที่อยู่ใน Negative List หรือรายการ ต้องห้าม อย่างน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ก็ใช้ไม่ได้ ทีนี้ร้านอาหารเมื่อรับเงินดิจิทัลมา จะเอาไปซื้อ ก๊าซหุงต้มเอามาทำอาหาร ก็เอาเงินดิจิทัลไปซื้อไม่ได้ก็คือต้องควักหาเงินมาหมุนเพื่อไปซื้อ ก๊าซหุงต้มเอง หรือค่าน้ำมันขับรถไปซื้อของที่ตลาดเอากลับมาที่ร้าน ก็เอาเงินดิจิทัล ไปเติมน้ำมันไม่ได้นะครับ ก็ต้องหาเงินอีกก้อนหนึ่งมาจ่ายน้ำมันเติมเอง เพื่อเดินทางไปตลาด ค่าแรงลูกน้องก็เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้อีก ค่าเช่าร้าน เช่าห้องแถว แผงตลาด ก็เอาเงินดิจิทัล ไปจ่ายไม่ได้ สิ้นเดือนทำอย่างไรล่ะครับ ก็ต้องไปหาเงินหมุนมาจ่ายค่าแรงอีกทีหนึ่ง หรือรัฐบาลจะประกาศครับว่าเอาเงินดิจิทัลไปตึ๊งออมสินแล้วเอามาหมุนให้จ่ายลูกน้องก่อน ได้หรือเปล่า เอาแบบนี้หรือเปล่าครับ แต่ถ้าตึ๊งแล้วเอาไปชำระหนี้ เงินดิจิทัลนี้ก็ชำระหนี้ ไม่ได้นะครับ แต่ค่างวดต้องจ่าย ทีนี้ค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้าที่กำลังจะขึ้นราคาก็จ่ายไม่ได้ ค่าน้ำก็จ่ายไม่ได้ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ตก็จ่ายไม่ได้อีก ค่าบริการ ค่าการตลาด ค่าโฆษณา เข้าใจว่า ค่าวิน ค่า Delivery อะไรก็จ่ายไม่ได้หมดนะครับ ทีนี้ต้นทุนตรงนี้ร้านค้า ที่รับเงินดิจิทัลมาเขาจะเอาเงินจากไหนมาหมุนจ่าย ซึ่งแน่นอนครับว่า แต่ละประเภทร้านค้า แต่ละธุรกิจ มันจะมีสัดส่วนต้นทุนที่เอาเงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้แตกต่างกันนะครับ เอาแค่ค้าปลีก โชห่วยสัดส่วนตรงนี้อาจจะน้อยหน่อย ก็ประมาณ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าท่านประธานนึกตาม นะครับว่าถ้าร้านโชห่วยรับเงินดิจิทัลมา ๕๐,๐๐๐ บาท เขาจะหาเงินจากไหนอีก ๑๐,๐๐๐ บาท เอามาจ่ายต้นทุนส่วนนี้ ต้นทุนส่วนที่เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้ หนักกว่านี้ก็จะเป็นพวก ร้านอาหาร ร้านกาแฟนะครับ คือร้านพวกนี้สัดส่วนที่เอาเงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้เป็นครึ่งหนึ่งของ ต้นทุนเกินครึ่งหนึ่งแล้ว ทีนี้เขาเอาไปซื้ออะไรต่อได้น้อย เขาก็ต้องประกาศอั้นครับ ว่าวันหนึ่ง รับเงินดิจิทัลไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท อันนี้เยอะแล้วนะครับ เพราะต้องลำบากไปหาเงินหมุนมา เมื่อมีเงินดิจิทัลเข้ามา หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องมีการประกาศครับ ว่ากาแฟแก้วนี้จ่ายเงิน ธรรมดา ๕๐ บาท แต่ถ้าจ่ายเงินดิจิทัล ๖๐ บาท ก็ต้องถามท่านรัฐมนตรีครับว่าถ้าร้านค้า ทำแบบนี้ผิดเงื่อนไขหรือเปล่า เพราะนี่คือต้นทุนของการหาเงินมาหมุนจ่ายในส่วนที่ใช้เงิน ดิจิทัลจ่ายไม่ได้ อันนี้มันเลยเป็นประเด็นนะครับว่าการที่ตั้งเงื่อนไขว่าร้านค้าที่รับเงินดิจิทัล มาแล้วไปแลกเป็นเงินสดไม่ได้ คือการกีดกันร้านค้ารายย่อยออกจากโครงการเงินดิจิทัลเอง คือมันไม่เหมือนร้านค้ารายใหญ่นะครับ ที่เขาเอาเงินดิจิทัลไป Stock สินค้า Stock เก็บไว้ เป็นเดือน ๆ ได้ อันนี้เขาทำได้ เขาหมุนได้ แล้วเขาก็หาเงินส่วนอื่นมาหมุนจ่ายค่าใช้จ่ายที่ใช้ เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้ เขาทำได้ครับ นี่เป็นร้านรายใหญ่ แต่ร้านรายย่อยนี่ไม่ใช่นะครับ ซึ่งอันนี้ มันเป็นสิ่งที่สะท้อนที่ยืนยันที่สุดนะครับว่าคนคิดนโยบายมันไม่เคยเป็นผู้ประกอบการ รายย่อย ไม่เคยต้องหมุนเงินนะครับ เขาถึงคิดเงื่อนไขประหลาดโลกแบบนี้ออกมาที่ไม่มี ประเทศไหนเขาคิดกัน แล้วภูมิใจว่านี่เป็นประเทศแรกที่ทำ ถูกต้องเลยครับ เพราะมันคิดมา จากคนที่ไม่เคยทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอนครับ มันก็เลยเป็นคำถามครับ แล้วก็คงอาจจะมาเป็นเฉลย ในเงื่อนไขต่อมา ที่เป็นปัญหาเหมือนกัน ว่าทำไมเงื่อนไขของเงินดิจิทัลนี้ถึงเปิดช่องไว้ว่า ในรอบแรกร้านค้าขนาดเล็กรวมถึงร้านสะดวกซื้อไว้ด้วย อันนี้ก็ไม่แน่ใจครับว่ารัฐบาล เปิดช่องไว้ เพราะรัฐบาลกังวลว่าจะไม่มีร้านค้าขนาดเล็กเข้าร่วมโครงการในอำเภอนี้หรือเปล่า ก็เลยต้องเปิดช่องให้เป็นร้านสะดวกซื้อถือว่าเป็นร้านค้าขนาดเล็กด้วย คราวนี้เรามั่นใจได้แน่นอนครับว่ามีร้านค้าขนาดเล็กที่ประชาชนใช้ได้อยู่ในอำเภอ เพราะมันมี อยู่ทุกอำเภอ ร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัวนี่ครับ อันนี้ใช่หรือเปล่าที่รัฐบาลตั้งเงื่อนไขประหลาดโลก ไว้แบบนี้ นี่ยังไม่นับว่าร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัว คือมันไม่มีทางที่เงินมันจะหมุนในชุมชน อย่างที่กล่าวอ้างไว้ มันเป็นไปไม่ได้ ไปดู Bill ใบเสร็จก็รู้นะครับว่าเลข VAT ของร้านสะดวกซื้อ เจ้าสัวเป็นเลขเดียวกัน คือเงินทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอำเภอมันก็ไหลกองกลับเข้าไปที่บริษัทใหญ่ ที่กรุงเทพฯ ดังนั้นมันก็ยิ่งผิดวัตถุประสงค์ใหญ่ ว่าทำไมถึงให้ร้านค้าสะดวกซื้อของเจ้าสัว นับเป็นร้านค้าขนาดเล็ก แล้วมาอธิบายว่าเพื่อให้เม็ดเงินอยู่ในชุมชน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ อันนี้ต้องบอกว่าโดยปกติของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เขาต้องการเกิดการกระจายรายได้ เกิดการหมุนเวียน เขาจะตั้งเงื่อนไขเลยครับว่ากันไม่ให้ร้านค้ารายใหญ่ของรายใหญ่ อยู่ในเงื่อนไขด้วยนะครับ ต้องบอกว่าร้านรายใหญ่ไม่ใช่แค่ขนาดร้านใหญ่ และร้านขนาดเล็ก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นร้านรายย่อยเสมอไป อันนี้ต้องอธิบายกันให้ชัด ๆ นะครับ ซึ่งผมก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ทำใจยากจริง ๆ ที่มาต้องอธิบายว่าโครงการคนละครึ่งอย่างน้อย เงื่อนไขมันดีกว่าเงินดิจิทัลอย่างไร อันนี้ผมทำใจยากจังที่ต้องอธิบายด้วยประโยคแบบนี้ แต่ก็ต้องยอมรับนะครับ เพราะอย่างน้อยในโครงการเดิมเขาก็ยังกันร้านสะดวกซื้อเจ้าสัวไว้ หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้นนะครับ จริง ๆ แล้วเงินดิจิทัลก็ยังกีดกันร้านบริการของรายย่อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นร้านเสริมสวย ทำผม ทำเล็บ ก็รับเงินดิจิทัลไม่ได้ คนละครึ่งนี่ทำได้นะครับ ดังนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าจริง ๆ ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุไว้ ประเทศไทยเรามีร้านเสริมสวยประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ร้าน มีการจ้างงานต่อเนื่อง ๔๐๐,๐๐๐ คน แน่นอนครับ ธุรกิจรายย่อยบริการเหล่านี้เมื่อรับเงินมาก็จะไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้ากระตุ้น เศรษฐกิจได้เหมือนกัน ก็คงต้องขอให้กระทรวงพาณิชย์นำข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์เอง ไปนำเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นคนกำหนดเงื่อนไขว่าให้คำนึงถึงร้านค้ารายย่อยเหล่านี้ด้วย อันนี้ต่างหากถึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนอย่างที่ท่านกล่าวอ้าง ไม่ใช่เปิดช่อง ให้ร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัว จะมองเป็น Soft Power ก็ยังได้นะครับ ผมว่ายังอยู่ในเงื่อนไข ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทัน อันนี้ผมขอเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการรายย่อย ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายในกลุ่มบริการตรงนี้นะครับ

ทีนี้ยิ่งเป็นเงื่อนไขสุดท้ายนะครับ ที่บอกว่าเป็นร้านค้าที่เมื่อรับเงินดิจิทัล ในรอบแรกและขึ้นเงินสดไม่ได้ ต้องเอาเงินดิจิทัลไปซื้อกับร้านค้าต่อเท่านั้น แต่ก็จะมี เงื่อนไขต่อมาครับว่าเฉพาะร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้น ที่เมื่อรับเงินดิจิทัลมาจากร้านค้า แล้วถึงแลกเป็นเงินสดได้ ซึ่งผมต้องอธิบายอย่างนี้ครับ ร้านค้าที่ไม่อยู่ในระบบภาษี มันมีหลายประเภทนะครับ คือถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี แต่หนีภาษีไม่ยอมจ่าย อันนี้ผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ ผมว่าอันนี้ทุกคนเห็นตรงกันนะครับ เพราะไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้อง แต่กฎหมายเองกำหนดไว้ว่าถ้าเป็น ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ขาย เกษตรกรรายย่อยนะครับ รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็เลย ยังไม่ต้องเสียภาษี กลุ่มนี้เป็นผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายทุกประการนะครับ คำถามก็คือว่า ทำไมโครงการเงินดิจิทัลกลับมาตั้งเงื่อนไขที่กีดกันร้านค้ารายย่อยที่ทำถูกกฎหมายกลุ่มนี้ออกไป ตั้งเงื่อนไขให้แตกต่างกับรายใหญ่ ในทางที่เป็นโทษไม่ใช่เป็นทางที่เป็นคุณนะครับ คือรับเงิน ดิจิทัลมาแล้วแลกเป็นเงินสดไม่ได้ แต่พอเป็นรายใหญ่รับเงินดิจิทัลจากร้านค้ามาก็แลกเป็น เงินสดได้ แบบนี้มันก็จะมีแต่ร้านค้ารายใหญ่สิครับ ที่รับเงินดิจิทัลจากร้านค้าขนาดเล็ก ในรอบแรก เพราะเขาไปแลกเงินสดได้ แต่รายย่อยเกษตรกรรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จะประกาศ ไม่รับเงินดิจิทัลครับ เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่ามีต้นทุนที่เขาเอาเงินดิจิทัลไปซื้อต่อไม่ได้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลต้องการจะอ้างว่าการใช้เงินดิจิทัลเพื่อเพิ่มภาษี รัฐบาลก็กำหนดให้เชื่อมข้อมูล รายได้ไปเลย ให้หน่วยงานจัดเก็บเขาไปดำเนินการถูกต้อง ใครถึงเกณฑ์เสียภาษีก็เสียภาษีครับ ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขมากีดกันไม่ให้รายย่อยที่ทำถูกกฎหมาย แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์แลกเงินสดไม่ได้ นี่คือเงื่อนไขที่กีดกันนะครับ มันกลายเป็นการลงโทษ แล้วก็ทั้งร้านค้ารายย่อย เกษตรกร รายย่อยออกไปจากโครงการเงินดิจิทัลทั้งหมด ด้วยเงื่อนไขที่สำคัญคือแลกเป็นเงินสดไม่ได้ อย่างแนบเนียนและแยบยลนะครับ คือผลลัพธ์สุดท้ายของการตั้งเงื่อนไขที่ว่าแลกเงินสด ไม่ได้นี่ครับ ยิ่งรายย่อยถูกกีดกันออกไปจาก Supply Chain จากห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจมากเท่าไร มันก็จะกลายเป็นว่านอกจากที่รายย่อยจะไม่ได้รับกระตุ้นเศรษฐกิจจากเงินดิจิทัลเลยนะครับ แต่มันคือการสูบเงินจาก Supply Chain จากรายย่อยด้วยกัน จากพ่อค้าแม่ขายในตลาดด้วยกัน หรือจากเกษตรกรให้กลับเข้าไปสู่ห้างร้านของเจ้าสัวทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นเงื่อนไข ที่เลือดเย็นมาก ที่ต้องการจะเปลี่ยนมูลค่าเศรษฐกิจให้กลับไปกระจุกกองกันอยู่ที่ห้างร้าน เจ้าสัวอย่างเป็นระบบ ผมให้ท่านประธานนึกตามง่าย ๆ คือจากเดิมถ้าประชาชนจะซื้อลูกชิ้น จากรถเข็นหน้าปากซอย แต่ถ้ารถเข็นลูกชิ้นเขาไม่รับเงินดิจิทัลคนก็ต้องไปซื้อร้านสะดวกซื้อแทน อันนี้ไม่ใช่แค่ว่าร้านค้าบอกว่าไม่เข้าเงินดิจิทัลแล้วไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์นะครับ รายได้เดิมที่ควรได้เขาก็หายไปด้วย ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งครับ นึกภาพคนไปซื้อ ร้านข้าวมันไก่ก็ได้ ข้าวมันไก่เมื่อได้เงินมาเขาอาจจะซื้อไก่จากแม่ค้าตลาด ซื้อซีอิ๊วจากโชห่วย ซึ่งแม่ค้าขายไก่จากตลาดเขาก็อาจจะไปซื้อเกษตรกรรายย่อยอีกทีหนึ่ง แต่ถ้าร้านข้าวมันไก่ รับเงินดิจิทัลเขาอาจจะอั้นได้วันละ ๑,๐๐๐ บาท แต่พอร้านข้าวมันไก่รับเงินดิจิทัลมาแล้ว แม่ค้ากับโชห่วยหรือเกษตรกรเขาไม่รับเงินดิจิทัลต่อ สุดท้ายเป็นอย่างไรครับ ร้านข้าวมันไก่นี้ก็ ต้องซื้อทุกอย่างจากห้างร้านเจ้าสัวครับ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น มันก็กลายเป็นว่าทั้ง Supply Chain รายย่อยรับเงินดิจิทัลน้อยเท่าไร สุดท้ายประโยชน์ของการเกิดขึ้นที่ไม่ใช่แค่เงินดิจิทัล แต่คือมูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดนี่ก็กลับไปสู่รายใหญ่ทั้งหมด นี่คือความคาดหวังของผลลัพธ์ ของเงินดิจิทัลที่รัฐบาลอาจจะคิดไม่ถึง หรือท่านอาจจะคิดไว้แล้ว ดังนั้นผมขอเป็นตัวแทน ผู้ประกอบการรายย่อยทุกคนถามคำถามดัง ๆ ไปยังรัฐบาลชุดนี้ครับ ว่าทำไมแทนที่จะกำหนด ให้ร้านค้าแลกเป็นเงินสดได้ ร้านค้ารายย่อยเข้าจะได้ร่วมโครงการเยอะ ๆ แต่ถึงกำหนดไว้ว่า ต้องเอาเงินดิจิทัลไปซื้อสินค้าต่อเท่านั้น ทำให้เฉพาะร้านค้าที่หมุนเงินจ่ายต้นทุนอื่นไหว เข้าถึงเข้าร่วมโครงการรับเงินดิจิทัล

ข้อ ๒ ทำไมแทนที่จะกำหนดให้เฉพาะร้านรายย่อยที่ไม่รวมถึงร้านสะดวกซื้อ ของเจ้าสัวนี่เป็นร้านค้าขนาดเล็ก แต่ทำไมถึงเปิดช่องให้ร้านสะดวกซื้อต้องเป็นร้านค้า ขนาดเล็กที่ร่วมโครงการจากประชาชนในรอบแรกได้ อันนี้คือเสียโอกาสที่เม็ดเงิน จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชนขนาดเล็กในอำเภอได้จริง ๆ

ข้อ ๓ ทำไมแทนที่จะกำหนดให้ร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลจากร้านค้าด้วยกัน แลกเป็นเงินสดได้ทั้งหมด ทำไมถึงต้องกีดกันเฉพาะร้านค้ารายย่อยที่ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ตามกฎหมายถูกกีดกันออกไปจากการรับเงินดิจิทัลแล้วแลกเป็นเงินสด เพราะสุดท้าย มันจะทำให้มูลค่าของ Supply Chain ของรายย่อยด้วยกันมันกลับเข้าสู่ห้างร้านขนาดใหญ่ ของเจ้าสัวหมด หรือนี่คือความคาดหวังของผลลัพธ์ของโครงการเงินดิจิทัลของรัฐบาล หรือเปล่าครับ ของรัฐบาลที่อ้างว่าคิดใหญ่ทำเป็น ที่จะทิ้งก้อนหนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไว้ให้กับประชาชน ให้ประชาชนมีเงินใช้ ๑๐,๐๐๐ บาทเพิ่มขึ้น แต่ให้ผลประโยชน์ ของเศรษฐกิจทั้งหมดถูกดึงไหลกลับกองไปอยู่ที่ห้างร้านเจ้าสัวไม่กี่คน ผมและเพื่อนสมาชิก พรรคก้าวไกลจึงไม่อาจเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้และเงื่อนไขของโครงการดิจิทัลเหล่านี้ ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน