สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗

นพพล เหลืองทองนารา หารือเรื่องการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรียกร้องให้มีการศึกษาและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในญัตติการศึกษา แนวทางการแก้ไขปัญหาการถ่ายโอนภารกิจของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านครับ พูดถึงกว่าจะมาเป็น รพ.สต. โรงพยาบาลชุมชนนี้ ความเป็นมามันก็ยาวนาน ผมอยากจะขอเท้าความ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ ที่เป็นในเรื่องของโอสถศาลามาก่อน แล้วก็ มาเป็นสุขศาลาต่อมาในปี ๒๔๕๖ แล้วก็มาปรับเปลี่ยนตอนกระทรวงสาธารณสุขนี่ได้จัดตั้ง กระทรวง มีสุขศาลา ชั้นที่ ๑ ชั้นที่ ๒ แต่สุขศาลา ชั้นที่ ๒ นี่ละมันก็แปรสภาพมาเป็น สถานีอนามัย เมื่อปี ๒๕๑๕ แล้วหลังจากนั้น ปี ๒๕๕๒ ก็กลายมาเป็นโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล ท่านครับ พูดก็พูดเถอะ ผมเองบอกตามตรงนะครับ ผมขอพูดในฐานะที่เป็น ประชาชนคนหนึ่งที่ติดตามข่าวสาร ในเรื่องของวงการสาธารณสุข เพราะผมถือว่ามันใกล้ชิด ต่อตัวผมเองและต่อตัวพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก ผมไม่เข้าใจ เท่าที่ผมอ่านตามข่าวมานี้ ในเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจของ รพ.สต. ของสถานีอนามัยเดิมไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เริ่มแรกตั้งแต่พระราชบัญญัติการกระจายอำนาจเมื่อปี ๒๕๔๒ แล้วมีการโอน ครั้งแรกในปี ๒๕๕๑ ซึ่งในเอกสารนี้ก็ได้มีเขียนไว้เช่นเดียวกันว่ามีการถ่ายโอนครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๑ ไปทั้งหมด ๑๕ แห่ง มีไป อบต. ๓ แห่ง มีไปเทศบาลตำบล ๑๑ แห่ง แล้วก็ ไปเทศบาลเมือง ๑ แห่ง แล้วหลังจากนั้นก็เว้นว่างมา จนกระทั่งมาอีกทีหนึ่งที่มีการถ่ายโอน กันอย่างจริงจัง ก็คือในปี ๒๕๖๕ ร่วม ๒๐ ปีที่ผ่านมาผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมปัญหา การถ่ายโอนตอนนี้มันถึงได้เยอะแยะมากมาย ทั้งเรื่องงบประมาณ ทั้งเรื่องบุคลากร แม้แต่ การจัดซื้อยา อบจ. ก็ยังจัดซื้อไม่ได้ ตกลงมันอะไรกัน ผมเองผมเป็นประชาชน ผมสับสนมาก ทำไมในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะมีการโอนกันเยอะแยะมากมาย ช่วง ๒๐ ปีนั้น หรือไม่มีการศึกษาบทเรียนกันเลย เพราะว่า ๒๐ ปีมีการถ่ายโอน ๘๔ แห่ง เริ่มต้นตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ถ่ายโอนไปทั้งหมด ๑๕ แห่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการถ่ายโอนเพิ่มเติม รวมแล้ว ๘๐ กว่าแห่ง ก่อนที่จะมาเป็น Lot ใหญ่เมื่อปี ๒๕๖๕ แล้วปัจจุบันก็มีเป็น ๔,๐๐๐ กว่าแห่งแล้ว ผมว่าในห้วงเวลา ๒๐ ปีนั้นมันน่าจะมีอะไรต่อมิอะไรที่ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง กับการกระจายอำนาจในการที่จะส่งต่อ รพ.สต. ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น น่าจะเห็น ข้อดี ข้อเสีย ในเรื่องที่ผมเห็น ๆ ตามข่าวในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง มันเป็นเรื่องสำคัญ ๆ ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น อันนี้แทนที่การโอนย้ายน่าจะ มีการเตรียมความพร้อม ทั้งในการศึกษา ในหลาย ๆ ด้านหลาย ๆ มิติ แต่กลับกลายเป็นว่า ในทุกมิติมีปัญหาเกือบหมด ทั้งความก้าวหน้า ทั้งงบประมาณ ทั้งสิทธิอำนาจทั้งหลาย หรือแม้แต่เป็นข้าราชการเหมือนกัน ความก้าวหน้าของ ผอ. โรงพยาบาล รพ.สต. ที่ย้ายไปอยู่ อบจ. ยังมีเยอะกว่าข้าราชการเล็ก ๆ ที่อยู่ใน รพ.สต. นั้น ยังมีการเหลื่อมล้ำกันในส่วนนี้อีก ทั้ง ๆ ที่ทุกคนหวังความก้าวหน้า แต่พอไปถึง ผอ. ก้าวหน้าได้เยอะกว่า แต่ส่วนของ ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ย้ายตามไปด้วยกลับมีความก้าวหน้าน้อยกว่า จริง ๆ ผมอยากให้ การศึกษาในครั้งนี้จะตั้งคณะกรรมการวิสามัญ หรือว่าจะไปในคณะสามัญก็ตาม ผมขอให้ได้ ทำให้รอบคอบในทุกมิติ ไม่ใช่มีปัญหาแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่มีการนำร่องมาแล้ว ๘๔ แห่ง ก่อนที่จะ มีการโอนย้ายกันอย่างมโหฬาร เพื่อสุขภาพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้อง เพื่อให้งาน ด้านสาธารณสุขของเราได้พัฒนา แล้วที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ผมยังตลกตรงที่ว่า ขออนุญาต ใช้คำนี้นะครับ ก็คือว่า ท่านครับ กระทรวงสาธารณสุขนี่ ถ้า รพ.สต. ไป อบจ. หมดแล้ว แล้วเวลาท่านจะกระจายเรื่องหลาย ๆ เรื่องสู่ชุมชนท่านจะทำอย่างไร แขน ขา หรือว่าทำไม อสม. ไม่ยอมเอาไปให้ท้องถิ่นเขาด้วย เอา อสม. ไว้ อย่างนี้ในความรู้สึกผมมันไม่ดีนะครับ ถ้าไปมันควรจะไปขับเคลื่อนพร้อมกันทุกองคาพยพ ไม่ใช่อย่างนี้ อสม. ยังอยู่ สสจ. แต่ในส่วนนั้นไปสังกัด อบจ. ไปสังกัด อบต. ทั้งหลาย ผมขอฝากท่านคณะกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นใหม่ หรือว่าจะให้คณะสามัญได้ช่วยดูประเด็นให้ครบถ้วนทุกมิติด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ