นิยม วิวรรธนดิฐกุล หารือเรื่องการถ่ายโอนภารกิจของ รพ.สต. ไปให้กับ อบจ. พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐในการดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการถ่ายโอนภารกิจนี้
เรื่องของการถ่ายโอนภารกิจของ รพ.สต. ไปให้กับ อบจ. ๒ ปีที่ผ่านมาบาง อบจ. ก็ถ่ายโอนได้ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ บาง อบจ. ก็ถ่ายโอนได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือครบหมด เช่น อบจ. ที่จังหวัดแพร่ของผม ๑๒๑ แห่ง เป็น รพ.สต. ๑๑๙ แห่ง เป็น สสช. คือ สถานบริการ สาธารณสุขชุมชนอีก ๒ แห่ง ซึ่งปัญหาอุปสรรคอะไรต่าง ๆ ก็มีทุกจังหวัดนะครับ มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ตามบริบทของแต่ละจังหวัด ซึ่งก็จะมีผลต่อการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน ก็คงจะขอสรุปในเรื่องของปัญหาอุปสรรคการถ่ายโอนในภาพรวม พร้อมกับแนวทางแก้ไข เป็นด้าน ๆ ไป เพราะเวลาสั้น ด้านบุคลากรเราก็ทราบอยู่แล้วนะครับ ไม่ได้รับการจัดสรร งบประมาณด้านบุคลากรตามกรอบกำลัง ตามประกาศของคณะกรรมการกระจายอำนาจ คือ รพ.สต. ขนาดเล็ก ๗ คน กลาง ๑๒ คน ใหญ่ ๑๔ คน แต่ปัจจุบันนี้มันเป็นปัญหากับ ทุกจังหวัดและทุกที่ ก็คือบุคลากรไม่เพียงพอ อันที่ ๒ ก็คือไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ทดแทนบุคลากรที่เกษียณอายุราชการ ลาออก ไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน อันที่ ๓ ก็คือ กรอบโครงสร้างอัตรากำลังเดิม ๆ อย่างเช่น ทันตาภิบาลเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ก็คงจะต้อง เปลี่ยนไปเป็นนักวิชาการทันตสาธารณสุข แต่สิ่งที่ควรจะเพิ่มที่สุด ก็คือนักกายภาพบำบัด เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ นอกจากนั้นในรายละเอียดอื่น ๆ อย่างเช่น การจะต้องขยายกรอบ กำลังของ อบจ. คือกองสาธารณสุขให้ถึงระดับอำเภอ ทุก อบจ. ก็อาจจะต้องเปิดกรอบ ในเรื่องของแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ นักสุขศึกษา อันนี้จำเป็นมาก ด้านงบประมาณอันนี้ชัดเจนนะครับ การจัดสรรงบประมาณไม่เป็นไปตามประกาศของ คณะกรรมการกระจายอำนาจ ตามขนาดของ รพ.สต. ปกติขนาดเล็กให้ ๑ ล้านบาท ขนาดกลาง ๑.๕ ล้านบาท ขนาดใหญ่ให้ ๒ ล้านบาท แต่จริง ๆ ปัจจุบันนี้ให้ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๖๕๐,๐๐๐ บาท ๑ ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งไม่ตรงกับที่ประกาศ การจัดสรรงบประมาณของ สปสช. อันนี้เป็นปัญหามาก ไม่มีทิศทางที่เหมือนกัน ก็คือให้ตกลงกันเองในแต่ละจังหวัด โดยผ่านคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ หรือที่เราเรียกว่า กสพ. ซึ่งบางจังหวัดก็ตกลงกันได้ บางจังหวัดก็ตกลงกันไม่ได้ บางจังหวัดก็ตกลงกันด้วยความ จำเป็น ที่จริง สปสช. ก็น่าจะกำหนดมาตรฐาน หรือค่ากลางในการจัดสรรงบประมาณ ให้ถูกต้องนะครับ ด้านทรัพยากร อันนี้เรื่องที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าปัจจุบันนี้ รพ.สต. บางแห่งก็ยังเป็นที่ราชพัสดุ บางแห่งเป็นธรณีสงฆ์ บางแห่ง เป็นที่สาธารณะ เรื่องที่ดินและสิ่งก่อสร้างก็มีขั้นตอน แล้วก็มีข้อกฎหมายที่ล่าช้า เมื่อไม่เป็น ของ อบจ. ทาง อบจ. ก็ไม่สามารถที่จะสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาสถานบริการ หรือว่า รพ.สต. หรือให้ อบจ. นำงบประมาณมาพัฒนาได้ตามจุดประสงค์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ในด้านระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระเบียบค่าตอบแทนของคณะกรรมการสุขภาพ ระดับพื้นที่ เพราะบางท่านเดินทางมาไกล อันนี้ก็คงจะต้องปรับเปลี่ยน มีส่วนหนึ่งที่ควรจะ ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง เพราะวันนี้ อบจ. เล็ก ๆ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินตามระเบียบ มาตรา ๓๕ ซึ่งกำหนดให้เป็นการจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน เงินค่าจ้างต่าง ๆ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้บาง อบจ. เต็มที่แล้ว เต็ม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถจะนำเงินมาเพิ่มเติมในการที่จะช่วย ดูแลบุคลากรได้ เห็นควรว่าน่าจะเสนอเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันดับต่อไปก็คือเงินคงเหลือ ในแผนบำรุงที่ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ควรมีการปรับลดเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจาก เงินบำรุงของ รพ.สต. มีจำนวนไม่มาก อีกส่วนหนึ่ง ก็คือลูกจ้างของพนักงานกระทรวง สาธารณสุข หรือ พกส. ที่จะหมดสัญญาภายในปี ๒๕๖๘ จะทำอย่างไร ก็ควรจะมีความ ชัดเจน กรมส่งเสริมก็ควรจะมีความชัดเจน อย่างหนึ่งของการถ่ายโอน รพ.สต. หากทุกภาคส่วน เห็นว่ามีประโยชน์ ผมคิดว่าควรจะมีการแก้ไข โดยมีกฎหมายบังคับให้การถ่ายโอนทั้งระบบ เพื่อง่ายในการบริหารจัดการและมีสิ่งจูงใจเพื่อให้บุคลากรได้อยู่กับ อบจ.
สุดท้ายแล้วครับก็คือปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรจะเรียกว่าเป็นปัญหา คือความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานของรัฐซึ่งภารกิจนี้ต้องประสานทั้ง อบจ. สาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาล จังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ รพ.สต. บางจังหวัดมีปัญหามาก ไม่สามารถที่จะดำเนินงานได้ และมีความล่าช้า ส่งผลต่อการรักษา สำหรับจังหวัดแพร่ถ่ายโอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ความร่วมมือของหน่วยงานของรัฐถือว่าดีเยี่ยม น่าชื่นชมนะครับ ก่อให้เกิดประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามก็ขอให้กำลังใจกับ อบจ. แล้วก็ รพ.สต. ทุกหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในการที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับการดูแลทางด้านสุขภาพอย่างดียิ่ง กราบขอบพระคุณครับ