ภูริวรรธก์ ใจสำราญ หารือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยเน้นปัญหาขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง ความไม่ชัดเจนของกรอบอัตรากำลัง และการขาดแคลนทรัพยากรเวชภัณฑ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดระบบกำลังคน การอบรมผู้ดูแลอย่างทั่วถึง และการยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมผู้สูงอายุอย่างเร่งด่วน
เรียนท่านประธานสภาครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน และลาดพร้าว จระเข้บัว จริง ๆ ผมอาจจะเตรียมมาถึง ๗ นาที แต่พยายามจะรักษา เวลาให้เต็มที่มากที่สุดนะครับ การทำสถานชีวาภิบาลเพื่อดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และระยะสุดท้าย เป็นพันธกิจที่สำคัญอันหนึ่งของ รพ.สต. รองรับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว และยิ่งทุกวันนี้สภาพเศรษฐกิจนั้นทำให้หลายครอบครัวต้องใช้เงินดูแลผู้ป่วย ที่อยู่ในโรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น ก็จะกลายเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของพวกเขานะครับ แต่ว่าการยกระดับสาธารณสุขให้ดีขึ้นกว่าเดิมนั้น โดยเฉพาะประเด็นเพื่อให้คนไทยเข้าสู่ ระบบบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานสากล ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย สามารถรองรับความต้องการ ใหม่ ๆ จากสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุ ขีดเส้นใต้ คำว่า มาตรฐานสากล เพราะว่าเราจะต้อง เอามาตรฐานสากลนี้มามองในภาพใหญ่ของสถานชีวาภิบาลใน รพ.สต. ซึ่งเราก็จะดูตั้งแต่ เรื่องของสถานที่ ดูเรื่องของอำนาจหน้าที่ งบประมาณ แล้วก็ด้านบุคลากร ซึ่งในที่นี้ผมจะ หยิบยกเอาเฉพาะเรื่องของบุคลากรที่เป็นฟันเฟืองสำคัญมาพูด ซึ่งผมจะแบ่งออกมาเป็น ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก กรอบอัตรากำลัง กรอบงาน แล้วก็ความก้าวหน้าในอาชีพของ บุคลากรในแบบประคับประคอง นั่นหมายถึงบุคลากรอย่างการแพทย์ พยาบาลที่ทุกวันนี้ ไม่มีตำแหน่งด้านนี้ในโรงพยาบาล เพราะว่างานที่ทำนั้นนอกเหนือจากกลุ่มดูแลงานที่ต้อง ดูแลอยู่แล้ว เมื่อไม่มีตำแหน่งรองรับ ผลต่อการก้าวหน้าในสายอาชีพก็จะมองไม่เห็นทาง เช่นเดียวกับพยาบาลที่จบมาใหม่ ๆ ก็ไม่มีตำแหน่งลง ก็จะต้องออกไปทำงานเอกชนบ้าง หรือไปทำงานที่ต่างประเทศบ้าง ดังนั้นการที่ยังไม่มีทีมด้านประคับประคองในโรงพยาบาล ชุมชนก็ดี หรือโรงพยาบาลศูนย์ก็ดี มันก็จะทำให้ระบบการเชื่อมประสานต่อกันระหว่าง โรงพยาบาลส่งกลับมาที่ชุมชนนั้นไม่ราบรื่น
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ยกตัวอย่างครับ ตอนนี้ก็คือ เป็นตารางที่พูดถึงมาตรฐานกำลังคนในโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลศูนย์ ก็จะมี Size ต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลชุมชนที่ ๑๐-๑๒๐ เตียง ควรมีแพทย์ทางด้าน Palliative Care เป็น Part Time อยู่ ๑ คน พยาบาล Full Time ๑ คน เภสัชกร Part Time ๑ คน แล้วก็สหวิชาชีพต่าง ๆ เพิ่มขึ้นไปครับ พอเป็น ๑๒๐ เตียงขึ้นไป ก็ควรจะมีแพทย์ที่เป็น Palliative Care อยู่ที่ ๑ คน พยาบาล Full Time เพิ่มเป็น ๒ คนขึ้นมาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เป็นโรงพยาบาลท้องถิ่น หรือโรงพยาบาลศูนย์ ควรจะมีแพทย์ถึง ๔ คน แล้วก็มีพยาบาล Full Time ถึง ๔ คน เภสัชกร Part Time ๒ คน นักสังคมสงเคราะห์ รวมไปถึงการมีสหวิชาชีพ เช่น นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัด นักแพทย์แผนไทย นักโภชนาการ แล้วก็กิจกรรมบำบัด รวมถึงจิตอาสาด้วย ซึ่งตารางนี้ทุกวันนี้เรามีค่ามาตรฐาน ไม่ตามตารางนี้เลย เป็นปัญหาสำคัญครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Node ที่อยู่ใกล้กับประชาชน อย่างเช่น รพ.สต. กำลังบุคลากรไม่เพียงพอครับ เพราะฉะนั้นหมุดหมายที่สำคัญก็คือ การสร้างบุคลากรเสริมเข้าไปในงานด้านดูแลประคับประคอง จนทำให้กิจกรรมนั้นเป็นแก่นแท้ ของการดูแลที่แท้จริง เช่น การวินิจฉัยผู้ป่วยระยะท้าย การทำแผนดูแลล่วงหน้า การบริการ ให้คำปรึกษาทางไกล รวมไปถึงการให้ยาบรรเทาปวด การลดอาการข้างเคียงรบกวน หรือการเป็นพี่เลี้ยงเชื่อมต่อเครือข่ายกับการดูแลชุมชน ฝึกอบรมบุคลากรในชุมชน รวมไปถึง การพัฒนาระบบการส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน ซึ่งมาตรฐานการทำงานแบบนี้ มันยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบันนะครับ
ประเด็นต่อมาเป็นประเด็นที่ ๒ ความสำคัญของนักบริบาลปฐมภูมิ แล้วก็ Caregiver รวมไปถึงการกระจายทรัพยากรเวชภัณฑ์ แล้วก็อุปกรณ์ในการดูแล ซึ่งทุกวันนี้จำนวนผู้ป่วย แล้วก็ญาติที่ตัดสินใจดูแลอยู่ที่บ้านมีจำนวนที่สูง เพราะว่าปัจจัย ทางด้านเศรษฐกิจก็ดี และความเชื่อก็ดี การอยู่บ้านนี้เอง ทำให้เจ้าหน้าที่ในการเยี่ยมบ้านนั้น เป็นความสำคัญครับ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบางคนไปเยี่ยมบ้านครั้งแรก แต่พอครั้งต่อมา ไปไม่ได้ครับ เพราะเนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ไม่พอ จำนวนผู้ป่วยก็เยอะ ๒ อาทิตย์กลับไปเยี่ยม อีกที ผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว นี่คือภาพสะท้อนของจำนวนบุคลากรปฐมภูมิ แล้วก็ความถี่ ในการเยี่ยมผู้ป่วยที่ไม่ได้มาตรฐาน การเยี่ยมผู้ป่วยพึ่งพิงกับเยี่ยมผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ลองดูตารางครับ ตารางนี้จะเป็นตารางที่บอกถึงชั่วโมงที่เหมาะสมในการดูแลผู้ป่วย ตามสภาวะร่างกาย ซึ่งมันจะเป็นการไล่ถี่ขึ้นไปครับ เรียงจากผู้ป่วยแบบพึ่งพิงในแบบกลุ่ม ๑ ก็จะดูแลเข้าไปเยี่ยมเยียนอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง แต่พอเรียงกันไปจนถึงกลุ่ม ๔ เป็นกลุ่มผู้ป่วย ที่มีสภาวะร่างกายย่ำแย่ กลุ่มนี้เป็นการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งจะต้องดูแลแบบทุกวัน เพราะฉะนั้นทุกวันนี้พอเจ้าหน้าที่ไม่พอเราก็ใช้ อสส. อสม. เข้ามาเป็น Caregiver บางทีนั้น ก็ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงครับ เพราะว่าเขตประชากรอย่างในเมืองนั้นค่อนข้างที่จะมี ผู้ป่วยอยู่เยอะ แต่ในขณะที่ไกลออกไปจากเมืองหลวง พื้นที่ต่าง ๆ อย่างตำบลก็ดี เทศบาลก็ดี อาจจะมีผู้ป่วยน้อยกว่า แต่ว่าปัญหาเรื่องหนึ่งที่มีเหมือนกันก็คือ เรื่องของทรัพยากร อย่างด้านเวชภัณฑ์ แล้วก็อุปกรณ์ในการดูแลรักษา
ขอสไลด์ถัดไปครับ ความพร้อมในการดูแลมันจะต้องมาควบคู่กับเรื่องของ อุปกรณ์ อันนี้จะเป็นรายการอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นผ้ารองซับ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เซตทำแผล Syringe Driver ซึ่งขาดแคลนในหลายพื้นที่ครับ อุปกรณ์หลาย ๆ ชิ้นนั้นไม่ได้อยู่ในหลักประกันสุขภาพ แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องใช้อย่างมาก ซึ่งผู้ป่วย และครอบครัวต้องหาเอาเอง ราคาก็สูง บางคนก็ต้องต่อคิวในการได้จากสาธารณสุข ที่ไหนมี ธนาคารอุปกรณ์ก็พอที่จะโชคดีได้บ้าง
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ประสิทธิภาพมาตรฐานในการทำงานครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วผู้ที่เป็นผู้บริบาล Caregiver ที่มีศักยภาพในการดูแลอย่างแท้จริง ทุกวันนี้ยังขาดแคลนอยู่ เราใช้ อสส. ก็ดี อสม. ก็ดีเข้ามาแทนที่ แต่ว่ามีหลายเรื่องที่ยังไม่มี การฝึกอบรมทักษะ เช่น Basic Palliative Care หรือการดูแลผู้ป่วยล่วงหน้า หรือแม้ว่า เรื่องของการดูแลความสูญเสีย เป็นต้น
ลองดูอีกสไลด์หนึ่งครับ สไลด์นี้เป็นข้อมูลจากศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาล ศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น แล้วก็มูลนิธิสาธารณสุข มีการทำข้อมูลแบบสอบถามจาก อสส. แล้วก็จาก อสม. แล้วก็เป็น Caregiver จาก ๕ ภาค รวมถึงกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ๕๖๓ คน ชี้ให้เห็นถึงการอบรมของแต่ละภูมิภาคครับ สีแดงเป็นสีที่บ่งบอกถึง ผู้ที่มีการอบรมมากกว่า ๔๒๐ ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น ภาคอีสานมีจำนวนผู้อบรม ๔๒๐ ชั่วโมง ในสัดส่วนที่มากกว่าภาคอื่น แต่พอมาดูกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าระดับการอบรมส่วนใหญ่นั้น อยู่ที่ ๗๐ ชั่วโมง ซึ่งถือว่าน้อยมากครับ แล้วถ้าน้อยเช่นนี้มันจะพร้อมในการปฏิบัติจริงได้เช่นไร