ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง หารือปัญหาท่าเรือเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ก่อความเดือดร้อนมานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะการขนส่งถ่านหินและสินค้าเทกองด้วยเรือขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งน้ำเสีย ฝุ่นละออง เสียงดัง คลื่นกระทบตลิ่ง ถนนเสียหาย และการรุกล้ำลำน้ำ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและแก้ไข พร้อมเสนอให้กรรมาธิการวิสามัญเข้าศึกษาและดำเนินการอย่างเร่งด่วน
กราบเรียนท่านประธานสภา กระผม ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ ตัวแทนของ ชาวอำเภอนครหลวง อำเภอบางปะหัน อำเภอมหาราช อำเภอบ้านแพรก และอำเภอท่าเรือ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนญัตติของ สส. ภัณฑิล น่วมเจิม เรื่องท่าเรือ ท่านประธานครับ เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการขนส่งทางเรือเป็นการขนส่ง ที่มีราคาถูกและไม่มีปัญหาเรื่องการจราจร เพราะเป็นการคมนาคมทางน้ำ กิจการท่าเรือ ส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยรัฐบาลผ่านรัฐวิสาหกิจ คือการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งบริหาร กิจการท่าเรือถึง ๖ แห่ง คือ ๑. ท่าเรือกรุงเทพฯ หรือท่าเรือคลองเตย ๒. ท่าเรือแหลมฉบัง ๓. ท่าเรือเชียงแสน ๔. ท่าเรือเชียงของ ๕. ท่าเรือระนอง และ ๖. ท่าเรืออเนกประสงค์ คลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งท่าเรือเหล่านี้เป็นจุดขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออก ซึ่งมีปัญหา ที่จะต้องแก้ไขและพัฒนาตามที่เพื่อนสมาชิกได้นำเสนอไปแล้วนั้น แต่ท่านประธานครับ ยังมีกิจการท่าเรือขนาดใหญ่ที่ขนส่งระหว่างประเทศมีมูลค่าปีละนับแสนล้านบาท ตั้งอยู่ใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งท่าเรือเหล่านี้เป็นของเอกชน ไม่ได้บริหารงานโดยภาครัฐ แต่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแสนสาหัสกับประชาชนมานานนับ ๒๐ กว่าปี ผมจึงใคร่ขอเสนอ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นชุดนี้ ศึกษาปัญหาเพื่อหาทางแก้ไขและพัฒนา เพราะถือว่าเป็นท่าเรือในประเทศไทยเช่นเดียวกัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของผมมีแม่น้ำ ไหลผ่านหลายสาย เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำน้อย เป็นแหล่งรวมของการคมนาคมทางน้ำในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีเส้นทางเดินเรือ ขนส่งสินค้ามาจากทะเลผ่านอ่าวไทยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยไม่ต้องใช้การขนส่งทางบก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง เพื่อกระจายสินค้านำเข้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ หรือส่งออกไปยัง ต่างประเทศ ในสมัยก่อนท่าเรือมีอยู่จะเป็นท่าเรือขนาดเล็ก รับเรือขนาดบรรทุกไม่เกิน ๕๐๐ ตันกรอส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือไม้ หรือเรือเอี้ยมจุ๊นบรรทุกพวกข้าวและพืชผลการเกษตร ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากนัก ซึ่งแม่น้ำป่าสักมีความกว้างประมาณ ๘๐ เมตร สามารถรองรับได้สบาย ๆ จนเกิดกรณีการต่อต้านท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าถ่านหิน เมื่อปี ๒๕๕๖ ถึงปี ๒๕๕๘ ที่จังหวัดสมุทรสาคร เพราะปัญหามลภาวะฝุ่นละอองถ่านหิน จากการขนถ่าย ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีวิตของประชาชน และถูกสั่งปิด ไม่ให้ดำเนินกิจการ ทำให้ผู้ประกอบการย้ายการขนส่งถ่านหินมายังแม่น้ำป่าสัก อำเภอนครหลวง เพราะมีเครือข่ายการขนส่งรองรับกระจายไปทั่วประเทศ ผ่านถนน Motorway ถนนวงแหวน รอบนอก มีถนนสายหลักสู่ทุกภูมิภาค ไม่ต้องผ่านกรุงเทพมหานคร มีสถานีรถไฟไปภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นับว่าเป็นจุดขนถ่าย สินค้าที่เหมาะสมอย่างยิ่ง จนได้กำหนดยุทธศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้อำเภอ นครหลวงเป็นเมืองแห่งการขนส่งทางน้ำ โดยมีการอนุมัติให้สร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้า ประเภทผลิตภัณฑ์การเกษตร เช่น ข้าว แป้งมันสำปะหลัง ปุ๋ย ปูนซีเมนต์ และแร่ธาตุต่าง ๆ รวมไปถึงถ่านหินที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย โดยขนถ่ายจากเรือเดินทะเล ที่เกาะสีชัง ลงเรือเหล็กท้องแบนขนาดใหญ่ หรือเรียกว่า เรือ Barge ที่มีขนาดกว้างกว่า ๑๒ เมตร ยาว ๗๐ เมตร กินความลึก ๕ เมตร ระวางบรรทุกระหว่างตั้งแต่ ๑,๕๐๐-๓,๕๐๐ ตันกรอส ลำเลียงลากจูงมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถ้าท่านประธานอยากจะทราบว่า หน้าตาเป็นอย่างไร ก็ลองไปนั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านหลังสภา ท่านจะเห็นเรือลากจูง มาเป็นแถวส่งเสียงดังสนั่น ขบวนยาว ๓-๔ ลำ นั่นละครับเรือ Barge ที่มุ่งหน้าไปจังหวัด พระนครศรีอยุธยา
จากการสนับสนุนของภาครัฐทำให้จำนวนท่าเทียบเรือเพิ่มขึ้นเป็น ๔๙ ท่า โดยเป็นท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินถึง ๑๗ ท่า และมีการขออนุญาตขยายท่าเทียบเรือ จากไม่เกิน ๕๐๐ ตันกรอส เป็นสูงกว่า ๕๐๐ ตันกรอส เพื่อรองรับการขนถ่ายถ่านหิน ที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มาตั้งคลังสินค้าคัดแยกขนถ่าย เพื่อส่งไปยังโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง จากข้อมูลปี ๒๕๖๔ มีจำนวนเรือท้องแบน หรือเรือ Barge เข้าเทียบเรือขนถ่ายสินค้า ที่อำเภอนครหลวงถึง ๑๑,๘๖๔ ลำ โดยสินค้าคือถ่านหินเป็นอันดับหนึ่ง ประมาณ ๑๕ ล้านตัน และรองลงมาเป็นปุ๋ยจำนวน ๒ ล้านกว่าตัน ซึ่งการขนส่งขนถ่ายคัดแยกสินค้าเหล่านี้ เป็นสินค้าเทกอง ไม่มีการบรรจุหีบห่อ หรือตู้ Container เหมือนท่าเรือของการท่าเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ่านหินและแป้งมันสำปะหลัง ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัย ในอำเภอนครหลวงและใกล้เคียง พอสรุปได้ดังนี้ครับ
๑. กีดขวางการคมนาคมทางน้ำ พบการจอดเรือสินค้ากีดขวางการขนส่ง ทางน้ำ จนทำให้เรือเล็กของประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถสัญจรไปมาได้อย่างปลอดภัย
๒. การล้างเรือขนส่งถ่านหิน แป้งมัน ปูน และปุ๋ย ทิ้งน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง ทำให้น้ำตื้นเขิน เน่าเสีย และกระทบต่อการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค
๓. การคมนาคมทางบก พบการขนถ่ายสินค้าขนส่งรถบรรทุกที่บรรทุก น้ำหนักเกิน ทำให้เกิดปัญหาถนนชำรุดเสียหาย
๔. พบการปลูกสร้างท่าเรือรุกลำน้ำ และบางท่าเรือไม่ได้รับการรับรอง รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA
๕. จากการลากจูงโดยใช้เรือเหล็กท้องแบนขนาดใหญ่ แต่สภาพลำน้ำ มีขนาดเล็ก ทำให้เกิดแรงน้ำปะทะตลิ่งในขณะกลับเรือแล้วเกิดคลื่นกระทบชายฝั่ง ทำให้ตลิ่ง ทรุดพัง เป็นอันตรายต่อสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัย และสิทธิในที่ดินของประชาชน
๖. มลพิษทางเสียงจากการเดินเรืออย่างคับคั่งตลอดเวลา ทำให้เรือลากจูง ซึ่งเป็นเรือเดินทะเลหลายลำในการลากจูง ทำให้เกิดเสียงดังตลอดลำคลอง ลำแม่น้ำ
๗. มลพิษทางอากาศจากการขนถ่ายถ่านหิน หรือปุ๋ยเคมี ด้วยการตักจากเรือ โดยตรง ทำให้ไม่มีการป้องกันการฟุ้งกระจายและไม่ได้ใช้ระบบปิด
๘. การปนเปื้อนสู่ดินและแหล่งน้ำจากการจัดเก็บถ่านหินในที่โล่ง ไม่มีระบบ จัดการน้ำฝนที่ปนเปื้อนถ่านหิน ทำให้เกิดการกระจายตัวของถ่านหินในหลายพื้นที่
๙. ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง เจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ ที่อยู่อาศัยต้องนำผ้าใบมาปิดกั้นฝุ่น ต้องใช้เครื่องฟอก อากาศ จนบางบ้านต้องอพยพออกไปอยู่อาศัยที่อื่น โรงเรียนปิดตัวลง เนื่องจากไม่มี เด็กนักเรียน ทำให้เกิดความเดือดร้อนในการอยู่อาศัย
๑๐. สภาพแวดล้อมของอำเภอนครหลวงเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นฝุ่นละออง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากครับ