วีรภัทร คันธะ หารือปัญหาผลกระทบจากการย้ายท่าเรือที่ส่งผลต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และการจราจรในพื้นที่พระประแดง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยการกำหนดเส้นทางและช่วงเวลาการเดินรถของรถบรรทุก ส่งเสริมระบบขนส่งหลายรูปแบบและเทคโนโลยีอัจฉริยะ รวมถึงการใช้ระบบคิวดิจิทัลและจุดพักรถ โดยอ้างอิงประสบการณ์จากสิงคโปร์และเนเธอร์แลนด์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ลดมลพิษ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ติดกับคลองเตย เรียกได้ว่าท่าเรือก็อยู่ตรงข้ามคุ้งบางกะเจ้านี่เอง โดยเฉพาะ พระประแดงเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับท่าเรือ เพราะว่า เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่รถบรรทุกตู้ Container ก็อยู่ที่นี่ หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่จะต้อง คำนึงถึงในการย้ายท่าเรือ ก็คือผลกระทบต่อชุมชนรอบข้างและสภาพแวดล้อม ชุมชนที่อยู่ รอบท่าเรือมักจะต้องเผชิญกับปัญหาการจราจร มลภาวะจากรถบรรทุก แล้วก็ฝุ่น เสียงรบกวน ควันพิษจากเครื่องยนต์ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาวิธีลดผลกระทบต่อชุมชนรอบด้าน อย่างเช่น มาตรการลดเสียง ลดฝุ่น เช่น การใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ นอกจากนี้ ผมมี ๒ ประเด็นที่จะนำเสนอเกี่ยวกับระบบการจัดวางโลจิสติกส์ แล้วก็การสัญจรโดยรอบ
อย่างแรก เรื่องของการจัดการการสัญจรของรถบรรทุกและระบบขนส่ง รอบท่าเรือ ซึ่งรถบรรทุกที่สัญจรเข้าออกท่าเรือมักจะเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบ ต่อการจราจรของถนนในเมืองและรอบท่าเรือ การกำหนดเส้นทางการเข้าออกท่าเรือ ที่เหมาะสม เช่น การใช้ทางพิเศษ หรือการจัดเส้นทางให้รถบรรทุกในช่วงเวลาที่การจราจร ไม่หนาแน่น ก็เป็นวิธีที่สามารถช่วยลดการชนกันของรถบรรทุกกับยานพาหนะอื่น ๆ ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้เสนอออกข้อบังคับในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อความปลอดภัย และเพิ่มคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ท่านประธานครับ การพัฒนาระบบรางและการใช้เรือ ขนส่งสินค้าขนาดเล็กก็สามารถช่วยกระจายความหนาแน่นของการขนส่งจากท่าเรือได้ แล้วก็ เป็นการลดปริมาณรถบรรทุกที่ใช้ถนน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับประเทศที่พึ่งพาท่าเรือ เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เช่น ประเทศสิงคโปร์และประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้นำเอา เทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการจัดการปัญหาการจราจรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบท่าเรือที่ทันสมัยที่สุดในโลก ท่าเรือสิงคโปร์มีปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือมากกว่า ๓๗ ล้านตู้ Container ในแต่ละปี ด้วยการใช้เทคโนโลยีและมาตรการที่เข้มงวด ก็คือระบบการจองคิวล่วงหน้า ซึ่งการจองคิว ล่วงหน้าก็จะสามารถช่วยลดผลกระทบ เช่น การลดความแออัด รถบรรทุกจะจองเวลา การเข้าออกท่าเรือก็ต้องผ่านระบบนี้ก่อน ทำให้มีการควบคุมปริมาณรถบรรทุกที่เข้าสู่ท่าเรือได้ หรือเนเธอร์แลนด์ที่ท่าเรือ Rotterdam ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ก็ยอมรับว่า มีการจัดการการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีการใช้ระบบ Multimodal Transportation เน้นการใช้การขนส่งหลายรูปแบบกระจายการขนส่งไปสู่ ระบบรางและระบบเรือ แล้วก็สามารถขนส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็มีการใช้ระบบการจัดการจราจรอัจฉริยะ ซึ่งก็คือการใช้เทคโนโลยีในการติดตาม และควบคุมการสัญจรของรถบรรทุกด้วยระบบ Smart Traffic Management
ต่อมาครับ การจัดการจุดพักรถบรรทุกและระบบการสัญจรโดยรอบ ท่านครับ ผมอยากเรียนตรง ๆ ครับว่า ในพื้นที่ผมเรื่องปัญหารถบรรทุกที่เข้าท่าเรือ หรือว่าลานตู้ Container ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ในพื้นที่ ถ้าหากไม่มีการจัดการพื้นที่ที่ดีแล้วก็เหมาะสม ก็จะทำให้ส่งผลกระทบต่อการจราจร แล้วก็ความปลอดภัยของชุมชนโดยรอบ ซึ่งการกำหนดจุดพักรถที่ห่างจากท่าเรือเล็กน้อย แล้วก็มีการจัดการการเข้าออกอย่างเป็นระบบนี้ ก็จะช่วยลดความแออัดของท่าเรือได้ แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าควรต้องทำนะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากเรียนว่า ถ้าหากเรา ไม่มีจุดพักรถที่เหมาะสม รถบรรทุกจะต้องจอดรอคิวที่ริมถนน หรือว่าพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้การจราจรติดขัดในพื้นที่ หรือว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ดังนั้นถ้าเรามีการจัดจุดพักรถที่มี ความพร้อม ทำให้รถบรรทุกสามารถจอดรอในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ ก็จะทำให้การสัญจร รอบท่าเรือก็มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เช่นกันครับ มีพื้นที่ จอดรถบรรทุกมากกว่า ๓๕๐ คัน ซึ่งผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบข้อมูลการเข้าออกท่าเรือ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ทำให้การจราจรภายในรอบท่าเรือมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แนวทางสำหรับประเทศไทย การสร้างจุดพักรถบริเวณรอบท่าเรือแหลมฉบัง หรือท่าเรือ คลองเตย ก็ควรจัดพื้นที่อย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่กระทบต่อชีวิตชาวบ้านโดยรอบ ควรมีการจัดการคิวแล้วก็ข้อมูลการเข้าออกท่าเรือแบบดิจิทัล เพื่อให้การทำงาน มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประเทศเราก็สามารถวางแนวทางจัดการสัญจรรถบรรทุกให้ดี ยิ่งขึ้นได้ โดยการเอาแบบอย่างจากประเทศสิงคโปร์ หรือเนเธอร์แลนด์มา เพื่อลดปัญหา การจราจรแล้วก็ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างที่ผมยกตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจองคิวล่วงหน้า การใช้เทคโนโลยีติดตามรถบรรทุก ที่จะต้องเข้าสู่ท่าเรือ หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยี อย่าง GPS หรือ RFID เพื่อควบคุมการเข้าออก ของรถบรรทุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดเส้นทางช่วงเวลาสำหรับรถบรรทุกเพื่อลดความ แออัดของรถบรรทุก รวมถึงการใช้ระบบขนส่งหลายรูปแบบที่จะช่วยแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความหนาแน่นรถบรรทุก แล้วก็ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายครับท่านประธาน การย้ายท่าเรือของประเทศไทยควรพิจารณาจาก ปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบโลจิสติกส์ การวางแผนอย่างรอบคอบ และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยก็จะช่วยให้การจัดการท่าเรือ ของไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดผลกระทบต่อชุมชน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ของประเทศในด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ขอบคุณครับท่านประธาน