สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร หารือเรื่องการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานคร โดยเสนอแนวคิดในการสร้างที่อยู่อาศัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Affordable Housing) และพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชน ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาท่าเรือของประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วผมอาจจะเน้นหนักในการให้ความเห็นในการที่จะนำท่าเรือกรุงเทพฯ หรือท่าเรือคลองเตยไปพัฒนาต่อไป เขตผมเองครับท่านประธาน ก็อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา จริง ๆ แล้วก็ได้ผลประโยชน์จากการที่มีอยู่ของท่าเรือคลองเตยอยู่บ้างก็จริง เพราะว่า ก็อยู่ตามเส้นทางขนส่งทางน้ำ ในเขตราษฎรบูรณะเองก็มีโกดังสินค้าอยู่หลายอัน ก็มีรถเทรลเลอร์ วิ่งอยู่บ้าง จริง ๆ แล้วตอนนี้รถเทรลเลอร์ที่วิ่งในเมืองก็จะเป็นปัญหากับบ้านประชาชนเช่นกัน แต่ก่อนจริงอยู่ครับ รถบรรทุกสิบล้อมันขนาด ๒๕ ตัน แต่พอมันเป็นรถเทรลเลอร์ รถพ่วง มันก็หนัก ฝุ่นก็เยอะ ชาวบ้านร้องเรียนมาหลายครั้งเช่นกันครับท่านประธาน ซึ่งผมเห็นว่า ความจำเป็นที่เราต้องขบคิดกัน ถ้าตั้งคณะกรรมาธิการนี้ ก็คือต้องฝากว่าความจำเป็นของ ท่าเรือกรุงเทพมหานครในการเป็นท่าเรือหลักยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เมื่อเรามีท่าเรือสัตหีบแล้ว ใช่ไหมครับ แล้วเข้าใจอยู่ครับว่าเมืองอย่างกรุงเทพมหานครประชากร ๑๐ ล้านคน เราต้องใช้ ทรัพยากรมากมายทุกวัน เพื่อจะให้ประชาชนมีกิน มีของ มีใช้ เราควรจะลด Size เพียงเท่านั้นพอหรือไม่ เพราะมันไม่ใช่ท่าเรือสำหรับการส่งออกอยู่แล้ว เพราะว่าโรงงาน ในกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว เพราะเราย้ายฐานการผลิตไปภาคตะวันออกหมดแล้ว ดังนั้นผมคิดว่าอันนี้มองว่าเป็นโอกาสครับท่านประธาน ในการที่ท่าเรือพื้นที่บริเวณนี้จะช่วย แก้ปัญหาของกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่แค่ในเขตคลองเตยอันเดียวครับ แต่ทุกเขตของ กรุงเทพมหานคร ให้เราได้มีพื้นที่ช่องว่างเหมือนคล้าย ๆ กับเล่นเกมถอยรถใน Application ตอนนี้กรุงเทพฯ มันถอยไปไหนไม่ได้เลย ถ้าเรามีพื้นที่อย่างคลองเตย มันจะช่วยแก้ปัญหา ไปได้ครับ ซึ่งรายละเอียดเยอะ แล้วก็ต้องศึกษา แต่ผมอธิบายง่าย ๆ ครับท่านประธาน ก็เหมือนกับว่า ถ้าวันหนึ่งเราอยากสร้าง เราควรจะมีที่อยู่อาศัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ หรือ Affordable Housing หลายครั้งรัฐบาลไล่ที่ชุมชนแออัดอะไรต่าง ๆ แล้วก็ไปสร้างบ้าน อยู่โน้น นครนายก องครักษ์ อะไรอย่างนี้ ไกล ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้องครับ คนเขาอยู่ตรงนี้ เติบโตตรงนี้ มีรากเหง้าของเขา ๒-๓ รุ่น ก็จริงครับ ไม่ได้นานขนาด กรุงศรีอยุธยาหรอกครับ แต่งานเขาอยู่ที่นี่ครับ การย้ายที่อยู่อาศัยโดยไม่คำนึงถึงกลุ่มงาน หรือการทำมาหากินของเขา หรือโรงเรียนของลูกเขารับไม่ได้ครับท่านประธาน เอาอย่างนี้ครับ ถ้านึกภาพวันหนึ่งชุมชนแออัดหลายชุมชนในกรุงเทพฯ อย่างถ้าเราอยากแก้ปัญหาชุมชน คลองเตย ตอนนี้เราก็ต้องเอาท่าเรือ เราก็สร้างที่อยู่อาศัยให้ได้ครับ โดยรวมกับชุมชนอื่น อย่างเช่น ตอนนี้เราอยากย้ายแฟลตดินแดงใช่ไหมครับ อยากทุบทำใหม่หรืออะไรก็ตาม เราก็อาจจะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นเหมือน Buffer Zone เป็นเหมือนที่ว่างไว้อยู่ พื้นที่ว่าง ไว้อยู่ แล้วเรามาจัดสรรใหม่ครับ แล้วทีนี้พอทุกคนย้ายจากดินแดงมาแล้ว ก็สามารถที่จะทำ ตรงดินแดงใหม่ เพื่อช่วยชุมชนอื่น ๆ ต่อไป อาจจะเป็นชุมชนที่อยู่ข้างรถไฟในเขตราชเทวีอะไร ต่าง ๆ นานา ให้ได้มาสู่การจัดสรร Develop ใหม่ เพื่อสร้างที่พักอาศัยที่เขามาอยู่ได้โดยเป็น สิทธิของเขาเลย ไม่ต้องเสียสตางค์เพิ่มก็ได้ครับ แล้วก็จัดการ Facilities หรือสิ่งอำนวย ความสะดวกในนั้น สร้างพื้นที่สีเขียวที่ใช้ร่วมกันกับทุกคนได้ แล้วก็อาจจะจัดผังเมือง การจราจรอะไรต่าง ๆ ใหม่ในบริเวณนั้น ๆ ได้ ซึ่งตรงนี้ละครับ ถ้าเราไม่มีพื้นที่เลย มันก็เป็น แค่คำพูดลม ๆ แล้ง ๆ เพราะเราเคลื่อนย้ายคนออกนอกกรุงเทพฯ ไม่ได้ครับ เราแค่ต้อง เหมือนสับไพ่กันไปมาอยู่ตรงนี้ละครับ แล้วผมเชื่อว่าคลองเตยกับดินแดง หรือว่าที่ใด ๆ ในกรุงเทพฯ ให้อยู่ใจกลางเมืองจริง ๆ ผมว่าเดินทางไปมาหาสู่กันได้อยู่แล้วครับท่านประธาน ดังนั้นฝากเพื่อนที่จะเป็นกรรมาธิการครับ ฝากเอา Idea นี้ครับ แล้วก็เห็นด้วยกับท่านภัณฑิล น่วมเจิม ว่าไม่สามารถนำที่นี่ไปทำเป็นห้างได้อีกแล้ว กรุงเทพมหานครมีห้างเยอะเกินไปแล้ว เราต้องการพื้นที่สีเขียว เราต้องการบ้านที่ทุกคนซื้ออยู่ได้ เราต้องการไม่ใช่แค่คนรวยที่อยู่ติด รถไฟฟ้า แต่คนที่เป็นชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง ก็สามารถเข้าสู่บริการสาธารณะได้ รถไฟฟ้า เป็นขนส่งสาธารณะ เมืองเป็นเมืองของทุกคน ไม่ใช่เมืองของคนใดคนหนึ่ง แล้วก็กลุ่มทุนใด กลุ่มทุนหนึ่งครับท่านประธาน ขอบคุณครับ