รัฐ คลังแสง หารือประเด็นการส่งเสริมธุรกิจรังนกแอ่นภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สนับสนุนเกษตรกร และขยายโอกาสส่งออก โดยเน้นให้มีการควบคุมภายใต้มาตรฐานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อให้การประกอบอาชีพเป็นไปอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างกว้างขวาง
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม รัฐ คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๖ อำเภอกันทรวิชัย อำเภอ เชียงยืน และอำเภอชื่นชม จากพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตอภิปราย สนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการดำเนินกิจการรังนกแอ่น ของท่าน สส. สกุณา สาระนันท์ และเพื่อนสมาชิกอีก ๔ ท่าน ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันดีครับ เรื่องของธุรกิจรังนก แอ่นนั้น จำแนกหลัก ๆ ได้เป็น ๒ ประเภท นั่นก็คือรังนกถ้ำและรังนกบ้าน แล้วก็ต้องยอมรับ ครับว่า ก็มีเสียงของภาคประชาสังคมนั้นมีทั้งเห็นด้วย แล้วก็ไม่เห็นด้วย แต่โดยส่วนตัวของ กระผมนั้น มีความเห็นด้วย ด้วยเหตุผลหลัก ๆ อยู่ ๔-๕ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ธุรกิจนี้จริง ๆ แล้วเป็นธุรกิจที่ช่วยเพิ่มประชากรนกอีแอ่น หรือว่าเป็นการขยายพันธุ์ ซึ่งนกถือว่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ผู้ที่ประกอบธุรกิจบ้านนกนั้น จะทราบกันดีครับว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการสร้างบ้านนกนั้น ก็คือการดูแล ความปลอดภัยจากศัตรูนก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้นกสามารถขยายพันธุ์ได้ดีกว่า อยู่กันเองตามธรรมชาติ
ประเด็นที่ ๒ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจเกษตรทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยคนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่าบ้านนกสามารถทำได้เฉพาะทางภาคใต้ แต่ในวันนี้ครับ ธุรกิจ บ้านนกสามารถแพร่ขยาย สามารถทำได้ทั่วทุกภาค ทั่วประเทศ โดยข้อมูลอย่างไม่เป็น ทางการ ปัจจุบันนี้ทราบว่าผู้ประกอบการบ้านนกทั่วประเทศมีไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ หลัง
ประเด็นที่ ๓ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง แม้ว่าจะมีการลงทุนที่สูง ก็ตาม หากมีความรู้ความเข้าใจ พี่น้องเกษตรกรจะสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจนี้เป็นกอบ เป็นกำครับ โดยราคาขายตามลานประมูลในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมาจะอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ กิโลกรัมละ ๒๐,๐๐๐ บาท แม้ว่าปัจจุบันจะมีผลกระทบจากรังนกเพื่อนบ้านเข้ามาตีตลาด ทำให้ราคาตกไปบ้าง อยู่ที่ประมาณ ๑๕,๐๐๐-๑๖,๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัม และหากมี กฎหมายรองรับ แล้วก็มีการสร้างมาตรฐานในการควบคุมคุณภาพของสินค้า สามารถส่งออก ไปขายที่จีนได้โดยตรง ราคาจะขยับไปอีกประมาณ ๒-๓ เท่า ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของ พี่น้องเกษตรกร
ประเด็นที่ ๔ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือว่าสร้าง GDP ให้กับประเทศไทย ปัจจุบันแม้ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่ก็ทราบกันดีจาก สมาคมผู้ประกอบการรังนก มีการคาดการณ์ว่าธุรกิจนี้มีมูลค่ากว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ยิ่งถ้าหากมีกฎหมายรองรับ มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ รัฐสามารถจัดเก็บภาษีธุรกิจ รังนก ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐ แล้วก็นำเงินในส่วนนี้ไปพัฒนาประเทศในส่วนอื่น ต่อไป แต่ในทางกลับกันครับท่านประธาน ในช่วงตลอด ๔๐-๕๐ ปี ที่ผ่านมาที่ธุรกิจบ้านนก เป็นที่แพร่หลายไปทั่วประเทศ มีการสร้างบ้านนกในชุมชน ทั้งที่เป็นอาคารเก่า แล้วก็ เป็นอาคารใหม่ที่สร้างขึ้นมา แต่เนื่องจากไม่มีกฎหมายควบคุม ทำให้เกิดผลกระทบกับคน ในชุมชนแล้วก็สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะทางกลิ่นจากมูลนกหรือว่าขี้นก มลภาวะ ทางเสียงจากการเปิดเสียงเรียกนก แล้วก็มีสิ่งเดือดร้อนรำคาญจากไรนก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิด อันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในละแวกใกล้เคียง ก่อให้เกิดความขัดแย้งแล้วก็เกิด ข้อร้องเรียนระหว่างธุรกิจ ผู้ประกอบการ แล้วก็ประชาชนที่อยู่โดยรอบ ส่วนตัวผมมองว่า ปัญหานี้มีเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่จะสามารถจัดการให้ธุรกิจนี้อยู่คู่กับชุมชนได้ นั่นก็คือ การออกกฎหมายและระเบียบกฎเกณฑ์ในการควบคุมธุรกิจให้มันชัดเจน ณ วันนี้ครับ ท่านประธาน ทราบว่ากระบวนการออกกฎหมายและระเบียบมีความคืบหน้าไปกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว มีการผลักดันให้เกิดกฎหมายแม่ ก็คือ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่า พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมครับ เกิดจากการผลักดันของผู้ประกอบการ สมาคมรังนกแอ่น แล้วก็ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่วันนี้ยังติดอยู่ที่การจัดทำระเบียบและ กฎเกณฑ์ครับท่านประธาน มีหน่วยงาน ๓ หน่วยงานหลักที่ร่วมกันรับผิดชอบในการออก ระเบียบ นั่นก็คือ ๑. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นผู้ต้องออกระเบียบ ในการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการธุรกิจรังนก ๒. ก็คือกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งจะต้องเข้ามาออกกฎในการควบคุมลักษณะอาคารบ้านนก แล้วก็จัด Zoning ๓. ก็คือ กรมอนามัย เพราะต้องมีการควบคุมธุรกิจที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ในช่วงหลังจาก ประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ครับ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา การออกระเบียบตัวนี้ ยังไม่สามารถบรรลุได้ เข้าใจว่าต่างกรมก็ต่างรอคอยให้อีกกรมหนึ่งเป็นผู้เริ่มต้นก่อน แต่โดยความเห็นส่วนตัวครับท่านประธาน เรื่องนี้ผมมองว่าก้าวแรกก้าวสำคัญต้องเริ่มที่ กรมอุทยาน เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยวันนี้ทราบว่าเรื่องรายละเอียดของร่างระเบียบนั้น มีการนำเสนอให้ คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพิจารณาแล้วนะครับ แต่ว่ายังไม่ได้รับการพิจารณา ตามกระบวนการทางกฎหมาย ระเบียบนี้มีกำหนดที่จะต้องเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ก็คืออีกไม่ถึง ๑ เดือนครับท่านประธาน จึงขอเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้ ช่วยกำกับ ติดตาม แล้วก็เร่งรัดกรรมการช่วยเร่งพิจารณาให้ทันตามกรอบระยะเวลา แล้วก็ ขอสนับสนุนญัตตินี้ ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและติดตามกระบวนการ ออกกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ เพื่อรองรับธุรกิจรังนก ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์ กับผู้ประกอบการเอง ในส่วนของการดำเนินการธุรกิจเพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตาม กฎหมาย และเมื่อถูกกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการเองจะสามารถหาแหล่งทุนจากสถาบัน การเงินในรูปของสินเชื่อ ซึ่งธุรกิจจะเป็นการรองรับจากภาครัฐ แล้วก็สามารถเพิ่มมูลค่า สินค้า สามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้โดยตรง และในส่วนของภาครัฐก็จะได้รับ ประโยชน์จากมูลค่าเศรษฐกิจที่มีค่ามากขึ้น แล้วก็สามารถจัดเก็บภาษีเป็นรายได้เข้าสู่ภาครัฐ
ที่สำคัญที่สุด ประการสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือเมื่อมีกฎหมายออก มาแล้ว มีระเบียบออกมาแล้ว จะสามารถจัดระเบียบเพื่อให้ธุรกิจรังนกสามารถอยู่คู่กับชุมชน แล้วก็สิ่งแวดล้อมของพี่น้องประชาชนต่อไปครับ กราบสวัสดีครับ