ฉัตร สุภัทรวณิชย์ หารือประเด็นการขยายตัวของการประกอบกิจการรังนกแอ่นในเขตเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน พร้อมเสนอให้ทบทวนกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย ควบคุมการจัดเก็บภาษีและอากรอย่างเป็นธรรม รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากปัญหานกแอ่นทำรังในพื้นที่ร้าง กระทบคุณภาพชีวิตประชาชน เสนอให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแนวทางจัดการอย่างยั่งยืนและโปร่งใส
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคประชาชน วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปราย เรื่อง ญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษา กฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ เพื่อรองรับการดำเนินกิจการรังนกแอ่น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในปัจจุบันนี้ ถ้านึกถึงการทำธุรกิจเกี่ยวกับรังนกนางแอ่น เรามักจะนึกถึงภาพ ตามชายทะเลต่าง ๆ ตามเกาะแก่ง เกาะร้างที่มีถ้ำ มีสถานที่ที่เหมาะสมที่จะสามารถ เป็นธรรมชาติเหมาะกับนกแอ่นที่จะทำรัง แล้วก็สามารถให้เราไปเก็บรังนั้นมาทำมาค้าขาย มาประกอบธุรกิจได้ แต่ว่าปัจจุบันนี้ได้มีการอพยพแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะทาง ผู้ประกอบการเองก็ได้มีการใช้บ้านร้าง อาคาร ซึ่งเข้ามาอยู่ในตัวเมือง เขตเมือง เขตชานเมือง เพื่อที่จะให้นกแอ่นได้เข้ามาทำรัง แล้วผู้ประกอบการสามารถเก็บรังเหล่านั้นมาทำมาหากินได้ โคราชและจังหวัดในภาคอีสาน ก็เป็นอีกหลายที่ที่ไม่น่าเชื่อว่านกแอ่นก็ได้ขยับขยายเข้ามา ทำรังที่โคราชในบริเวณตัวเมืองแล้วก็ชานเมือง ปรากฏว่าตึกร้าง อาคารที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ตรงนั้นก็สามารถดึงดูดให้นกแอ่นมาทำรัง ทีนี้ผมอยากจะนำมาสู่การอภิปรายสนับสนุน เพื่อที่จะปลดล็อกกฎหมาย แล้วก็ปลดล็อกศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำเกี่ยวกับ เรื่องนกแอ่นกินรัง ผมมี ๔ มิติด้วยกันที่จะนำเสนอท่านประธานและสภาแห่งนี้นะครับ
ในมิติแรก อยากจะพูดในส่วนของภาครัฐ แน่นอนครับ ในส่วนของภาครัฐ เรามีกฎหมายหลัก ๆ ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี ๒๕๓๕ นกแอ่นเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ลำดับที่ ๘๖๒ แล้วก็มีประกาศของกฎกระทรวงในปี ๒๕๔๖ พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ แล้วก็ พ.ร.บ. ฉบับที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องก็คือ พ.ร.บ. อากรรังนกอีแอ่น ปี ๒๕๔๐ ตรงนี้เราเลี่ยงไม่ได้ว่ามันเป็นความยุติธรรมตรงไปตรงมากับผู้ประกอบการที่เขา จะต้องประมูลสัมปทาน แล้วก็ต้องจ่ายเงินหลักสิบล้านบาท ร้อยล้านบาท เพื่อที่จะได้ สัมปทานในการที่จะเก็บรังนกแอ่น ในขณะที่ปัจจุบันหากเกิดการขยับขยายเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ทำให้นกสามารถเข้ามาทำรัง ในอาคาร บ้านเรือน ตึก คอนโด อาคารร้างในพื้นที่เมืองมากขึ้น คำถามคือ พื้นที่เหล่านั้น ได้มีการเสียอากรให้ภาครัฐได้เก็บอากรอย่างไร หรือจริง ๆ แล้วก็ได้แค่ภาษีโรงเรือน เพราะฉะนั้นส่วนนี้ผมว่าเป็นหัวข้อหลักใหญ่ใจความที่จะให้กรรมาธิการวิสามัญได้ศึกษา อาจจะรวมไปถึงว่าอากรที่เก็บขึ้นมาแล้วนั้น จะมีประโยชน์อย่างไรต่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่จะมีส่วนในการเก็บอากรตรงนี้ด้วย
ในส่วนที่ ๒ อยากจะพูดถึงภาคเอกชนครับ ภาคเอกชนนี้อยากจะคิดว่า การทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จะควบคุม อาคาร ที่จะดูเกี่ยวกับเรื่องสาธารณสุขต่าง ๆ มันมีเส้นบาง ๆ จะผิดก็จับได้ไม่เต็มที่ หรือจะปล่อยให้ทำ ตรงนั้นก็กระทบกระเทือนกับชุมชนอื่น ๆ อีก เพราะฉะนั้นหากสามารถ ประกอบกิจการได้อย่างตรงไปตรงมา มีการจ่ายอากรให้กับภาครัฐจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แล้วก็หากสามารถเปิดการทำกิจการแบบนี้ อาจจะเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เปิดให้กับ ผู้ประกอบการรายย่อยอื่น ๆ ได้สามารถที่จะเข้ามาทำแล้วก็ก่อเกิดรายได้ รายได้นั้นสะท้อน กลับมาให้กับภาครัฐ แล้วก็สร้างรายได้ให้กับเอกชน และสิ่งที่ควรจะพิจารณาเพิ่มเติมเข้าไป ก็คือว่าเมื่อมีการผลิต มีการสามารถเก็บรังนกแอ่นได้เพิ่มมากขึ้น เราได้ศึกษาหลัก Demand และ Supply ของตลาดหรือไม่ เรารับรู้กันว่าสิ่งนี้ถ้าเก็บเกี่ยวเข้ามาได้เยอะ ก็สามารถสร้าง รายได้มหาศาลให้กับผู้ประกอบการ แต่ถ้ามีการผลิตกันออกมากเป็นลักษณะว่าทำตาม ๆ กัน มากจนเกินไป ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีการควบคุม เราได้คำนึงถึงหลัก Demand และ Supply ของตลาดในอนาคตหรือไม่
ส่วนที่ ๓ ผมขอพูดถึงชุมชน เราเลี่ยงไม่ได้ว่า หากวันหนึ่งอาคารร้าง ตึกใกล้บ้าน ซึ่งอยู่ในชุมชนหรืออยู่ชานเมือง จู่ ๆ มีนกแอ่นมาทำรังจำนวนมาก สิ่งที่ตามมา คือการเปลี่ยนแปลง คนที่อยู่อาศัยมาก่อนก็ต้องติดต่อเทศบาล ติดต่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้มาช่วยดูแลจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสียง ที่ว่านกมาอยู่จำนวนมากย่อม ก่อให้เกิดเสียง แล้วก็เรื่องมูลสัตว์ เรื่องความกังวลว่าสิ่งเหล่านั้นจะสร้างโรคภัยไข้เจ็บมาสู่ ชุมชนมากน้อยเพียงใด เพราะว่าปัจจุบันในเขตเมืองเอาเพียงแค่ตรงไหนที่เป็นบ้านร้าง และมีนกพิราบจำนวนมากมาอยู่ ประชาชนก็ต้องร้องเรียนให้ทางเทศบาล ให้ทางองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นได้มาดูแล เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. การสาธารณสุข ปี ๒๕๓๕ พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ปี ๒๕๓๕ แล้วก็ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาดูแลจัดการได้อย่างเป็นระบบ แล้วก็ ครอบคลุมเนื้อหาหลักใหญ่ใจความได้
ในส่วนต่อมา นอกจากรัฐ เอกชน ชุมชนแล้ว ผมก็อยากจะพูดถึงเรื่องนก หากมีการได้ประชุม มีกรรมาธิการวิสามัญได้ดูแลแล้ว เราควรจะมีสาระจากนักสัตวบาล หรือว่าคนที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องทางสัตว์มาให้ข้อมูลหรือไม่ ในการที่นกมีการโยกย้ายถิ่นฐาน มาตั้งใหม่ พฤติกรรมหรือระบบนิเวศที่สมควร เหมาะสม ตรงนี้น่าจะได้มีการประชุม แล้วก็ รวบรวมรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ ทั้งหมดนี้ผมอยากจะสรุป ๔ ประเด็นหลักในการ อภิปรายครั้งนี้ ก็คือว่าส่วนแรก ก็คือการปรับตัวของสภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป ภาครัฐเองก็ต้อง มีการปรับกฎหมายเป็นการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการควบคุมดูแล ให้เกิดความเรียบร้อย สร้างรายได้ สร้างอากร แล้วแน่นอน สร้างรายได้ให้กับภาคเอกชนด้วย ส่วนที่ ๒ การประกอบการอย่างตรงไปตรงมา ของผู้ที่จะประกอบการดำเนินการเก็บรังนกแอ่น ให้ถูกกฎหมาย แล้วก็ส่วนที่ ๓ มีการคุ้มครองชุมชนหมู่บ้าน และส่วนที่ ๔ คำนึงถึงนก โดยระบบนิเวศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ขอบคุณท่านประธานครับ