สุดารัตน์ เสนอร่างกฎหมายควบคุมธุรกิจบ้านรังนก แก้ปัญหาชุมชนและสิ่งแวดล้อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ เสนอร่างกฎหมายควบคุมธุรกิจบ้านรังนก เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยยังคงส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างอาชีพให้ประชาชน

นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันจะพูดถึงนกอีแอ่น นกแอ่น หรือนกแอ่นกินรัง คือเจ้าตัวที่ผลิตรังนกให้กับพวกเราได้รับประทานกันค่ะ สถานภาพทางกฎหมายของนกแอ่น หรือนกแอ่นกินรัง ในปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองค่ะ ซึ่งตามมาตรา ๑๔ แห่ง พ.ร.บ. สงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้มีการกำหนดให้เพียงแค่ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ เท่านั้นที่จะสามารถเก็บรังของนกแอ่นกินรังได้ แต่ก็มีข้อจำกัด คือต้องปฏิบัติตามระเบียบที่ อธิบดีกำหนด ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยของเรามีการประกอบกิจการบ้านรังนกหรือคอนโด นกแอ่นกินรังเพื่อขายรังนกค่ะท่านประธาน เดี๋ยวนี้รังนกไม่ได้มีเฉพาะแค่ตามเกาะต่าง ๆ ในทะเลนะคะ แต่แถวบ้านเรามีกันเกือบทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานของบ้าน ดิฉันเอง แต่อุปสรรคในวันนี้ คือยังไม่ได้มีกฎหมายเฉพาะที่สามารถควบคุมการสร้างและ การประกอบธุรกิจนี้ได้ เนื่องจากไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยอากรรังนก อีแอ่นที่ควบคุมการประกอบกิจการรังนกในแหล่งธรรมชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบสัมปทาน ธุรกิจบ้านรังนกถือเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะธุรกิจนี้สามารถสร้างรายได้มากมาย มหาศาล กิโลกรัมละหลายหมื่นบาท เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือประเทศจีน ที่นิยมเอารังนกไปประกอบอาหารและใช้เป็นยาสมุนไพร ธุรกิจดี ไม่ดี ได้ ไม่ได้ ทุกท่านจะดูกันง่าย ๆ เลย คือเราจะเห็นได้จากปริมาณของอาคาร บ้านนก หรือคอนโดนกที่เพิ่มขึ้นในทั่วภูมิภาคของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามค่ะ การเติบโตของธุรกิจนี้ก็มาพร้อมกับผลกระทบต่อชุมชนในหลายด้าน ทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งปัจจุบันนี้เรายังขาดมาตรการทางกฎหมายที่จะมารองรับและ ควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจนี้ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาในการประกอบธุรกิจบ้านนกแอ่น หลายประการค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้าย หรือที่สำคัญเลย คือการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารบ้านเก่า จากอดีตเป็นที่อยู่อาศัยเดิมของคน ปรับเปลี่ยนมาเป็นสถานที่สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของนกแอ่น โดยอาคารที่ดิฉันพูดถึง หลายแห่งนี้ ก็มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของชุมชน ซึ่งสถานที่เหล่านี้นั้น ก็อยู่ในพื้นที่ประเภทที่อยู่อาศัย ตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ส่งผลให้การประกอบธุรกิจบ้านนกแอ่นกินรังในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดอันตราย ต่อสุขอนามัย อันเป็นอุปสรรคต่อการอยู่อาศัยของคน ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อ ความเดือดร้อน สร้างความรำคาญให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยโดยรอบข้าง ทั้งด้านกลิ่น เสียง สิ่งปฏิกูล และอาจจะเป็นที่เพาะพันธุ์ของพาหะนำโรคที่เกิดจากนกแอ่นนี้ค่ะ นอกจากนี้ดิฉันขออ้างอิงข้อมูลจากสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจรังนกแอ่นประเทศไทย ทราบว่าปัจจุบันมีการสร้างอาคารสำหรับเลี้ยงนกแอ่นที่ไม่ได้มาตรฐานอยู่หลายแห่ง ซึ่งก็มี ความเป็นห่วงเป็นกังวลว่าอาคารที่สร้างไม่ได้มาตรฐาน อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมา ทั้งด้านของความปลอดภัย ของตัวอาคาร และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบ ไปถึงเรื่องของการส่งออก เพราะการส่งออกรังนกแอ่นต้องทำให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ การค้าโลก ต้องมี Certificate มีความสะอาด มีความปลอดภัย มีความถูกระเบียบ ซึ่งหากมีครบทุกอย่าง ก็จะทำให้การส่งออกได้ราคาสูง แต่ถ้าเกิดมีการตรวจพบในส่วน ที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็จะทำให้โครงการเลี้ยงนกแอ่นต้องหยุดชะงักไป แต่ถึงอย่างไรก็ตามค่ะ ดิฉันยังมองว่าธุรกิจบ้านนกแอ่นนี้ถือเป็นโอกาสที่สำคัญในทางเศรษฐกิจของไทย ที่จะนำ พี่น้องประชาชนคนไทยเราไปสู่การมีรายได้และมีอาชีพใหม่ ๆ อย่างแน่นอน นอกจากที่จะมี รายได้ในทางตรงแล้ว แต่อีกทางหนึ่งผลจากความเฟื่องฟูของธุรกิจบ้านนกนี้ ยังจะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งในเรื่องของการก่อสร้าง การดูแลรักษา และการแปรรูป รังนก ตลอดจนการต่อยอดให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอื่นในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการโรงงานไม้ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งอาชีพเฉพาะด้าน ที่จะเกิดขึ้น คือผู้ประกอบการธุรกิจวางระบบบ้านนกแอ่น ดังนั้นการรับรองธุรกิจบ้านนกแอ่น จะไม่ใช่เพียงการยกระดับศักยภาพรังนกไทยเท่านั้น แต่ยังทำให้อาชีพที่เกี่ยวเนื่องจะมี ผลพลอยได้เติบโตไปด้วยกัน ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับคนหลากหลายกลุ่ม แม้ว่า ธุรกิจบ้านนกแอ่นอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อชุมชนข้างเคียง แต่นั่นก็เพราะ ประเทศไทยของเราขาดเครื่องมือที่สำคัญ นั่นก็คือเรื่องของกฎหมายในการที่จะควบคุม และกำกับดูแลธุรกิจให้มีมาตรฐานและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ถึงแม้จะได้มีการแก้ไข พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในปี ๒๕๖๒ ที่ถือว่าเป็นกฎหมายที่ปลดล็อกให้กับ ผู้ประกอบการกิจการเลี้ยงนกแอ่นกินรังในอาคารที่อยู่อาศัย ให้สามารถเก็บหรือครอบครอง รังนกได้ตามกำหนด ถ้าเกิดได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ดิฉันกลับพบว่า อนุบัญญัติตามมาตรา ๑๔ วรรคสี่นั้น ยังไม่ได้มีการออกมาบังคับใช้ นั่นจึงส่งผลให้ประเทศไทย ไม่สามารถที่จะแข่งขันด้านการส่งออกกับประเทศอื่นได้เต็มศักยภาพ ดังนั้นเพื่อให้ ผู้ประกอบการบ้านนกแอ่น หรือผู้ที่มีความสนใจที่จะหันมาประกอบธุรกิจนี้ สามารถดำเนิน กิจการได้อย่างเต็มที่ เต็มศักยภาพ มีมาตรฐาน และเป็นไปตามบริบทของกฎหมาย สามารถ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาครัฐก็จะสามารถจัดเก็บภาษีจาก ธุรกิจนี้ได้ด้วย ตลอดจนแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากกิจการบ้านนก ดิฉันจึงเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งค่ะท่านประธาน ที่จะต้องมีการวางแผนการใช้พื้นที่ อย่างรอบคอบ กำหนดพื้นที่สำหรับการสร้างบ้านนกแอ่นให้อยู่ในบริเวณที่เหมาะสม กำหนดมาตรฐานในการก่อสร้าง การดูแลรักษาบ้านนก เร่งรัดการจัดทำฐานข้อมูลสำหรับ การประกอบกิจการบ้านนกให้รอบคอบ ด้วยเหตุนี้ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษากฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย ลำดับรองมาตรา ๑๔ แห่ง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า การแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายสาธารณสุข กฎหมายภาษี รวมไปถึงอื่น ๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องและรองรับการขยายตัวของธุรกิจบ้านนกแอ่น ทั้งหมดนี้ก็จะช่วยให้ธุรกิจนี้สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนคนไทยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะท่านประธาน