ประสิทธิ์ เสนอตั้งกรรมาธิการรังนก ผลักดันกฎหมาย-ผังเมืองรองรับส่งออก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗

ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ หารือเกี่ยวกับการขยายตัวของธุรกิจรังนกนางแอ่นในปทุมธานีที่มีทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและปัญหามูลนกพร้อมกลิ่นรบกวน จึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อเร่งแก้ไขกฎหมายที่ขัดขวางการส่งออก พร้อมผลักดันการสนับสนุนจากรัฐโดยอิงข้อมูลตลาดโลก นวัตกรรมการตรวจสอบคุณภาพ และการวางผังเมืองที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้อย่างยั่งยืน

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ พรรคประชาชน หลายท่านอาจสงสัยว่าจังหวัดปทุมธานี แล้วพูดอะไรเกี่ยวกับญัตติรังนกนางแอ่นนะครับ ก็จะขอบอกว่าปทุมธานีก็มีรังนกนางแอ่นนะครับ สร้างเป็นบ้าน แล้วเท่าที่ได้พูดคุยกับ ผู้รับสร้างบ้านบอกว่าปทุมธานีจังหวัดเดียวก็มีเกือบ ๑๐๐ แห่งแล้ว เพราะฉะนั้นตัวเลข ที่หลาย ๆ ท่านประเมินมาอาจจะต่ำไปด้วยซ้ำนะครับ ที่บอกว่าทั่วประเทศมี ๑๗,๐๐๐ แห่ง หรือทั่วประเทศมี ๓๐,๐๐๐ แห่ง ผมว่าถ้าประเมินใหม่รอบนี้อาจจะมากกว่านั้นเยอะเลยครับ สาเหตุอีกสาเหตุหนึ่งก็คือว่า ทางสมาคมรังนกนางแอ่นก็ได้เข้ามาที่คณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ โดยคุณชุติมา คชพันธ์ ได้นำเข้ามา แล้วก็ได้เสนอญัตติวันนี้ด้วย แล้วผมก็นั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการนั้น ก็ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับรังนกนางแอ่นว่าเป็นธุรกิจ ที่น่าสนใจมาก ๆ เนื่องจากตลาดใหญ่ และสาเหตุที่ราคานกนางแอ่นในประเทศไทยตกต่ำลง ก็อย่างที่หลาย ๆ ท่านพูดนะครับ เมื่อก่อนกิโลกรัมละ ๕๐,๐๐๐ บาท เดี๋ยวนี้เหลือกิโลกรัม ละ ๒๐,๐๐๐ บาท เกิดจากอะไร เกิดจากว่าเราผลิตได้เยอะ แต่เราส่งออกได้ยาก สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย แล้วนักธุรกิจที่ผลิตรังนกแอ่นกินรัง ก็ได้บอกว่า เขาได้ต่อสู้มาประมาณ ๕ ปีแล้ว เพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย ส่งออกได้ แต่ก็ไปติดอยู่ที่กรม หรือว่ากระทรวงก็ไม่ทราบได้ หรือว่าทั้ง ๒ อย่างเลย ท่านลองตรวจสอบดู ผมคิดว่าท่านน่าจะสามารถหาข้อมูลได้ไม่ยาก เรื่องตรงนี้การประเมินธุรกิจรังนกแอ่นกินรัง ต่างชาติเขาประเมินกันว่าปีหนึ่งประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั่วโลกนะครับ แล้วตลาดใหญ่ ที่สุดก็อยู่ที่ฮ่องกงกับประเทศจีน ผู้ส่งออกรายใหญ่มี ๓ ราย แล้วไทยก็อยู่หนึ่งในนั้น อินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด ปีละประมาณ ๒ ล้านกิโลกรัม ส่วนมาเลเซียประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม แล้วไทยก็ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม ทำไมถึงบอกว่าไทยส่งออกได้ แต่ผิดกฎหมาย อันนี้ก็ต้องลองสอบถามกันดูนะครับ เราส่งออกได้จริง ๆ แต่ก็อย่างที่บอกว่า กฎหมายเราไม่ได้เอื้ออำนวย มันทำให้ตลาดเราสามารถที่จะโตได้อีกมากกว่านี้ ถ้ากฎหมายเรา ปลดล็อกได้ อย่างที่ท่านชุติมาได้บอกไป ตลาดใหญ่อยู่ที่จีนเพราะอะไร เพราะคนจีนเชื่อว่า รังนกแอ่นเป็นอาหารอายุวัฒนะจากธรรมชาติที่มีคุณค่าชั้นยอด รังนกนี้จะช่วยบำรุงหยิน ที่ปอด ช่วยให้ปอดชุ่มชื้น เสริมธาตุน้ำที่หลอดเสียงและหลอดลม บรรเทาอาการอักเสบ ของผิวหน้าและผิวหนัง ทำให้ชุ่มคอ สดชื่น และแข็งแรง บำรุงไต ม้าม ลดพลังหยาง ช่วยให้ผิวพรรณดี ชะลอความชรา อายุยืน สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เป็นจุดขายของรังนกแอ่น ได้อีกยาวนานเลย รังนกแอ่นตรงนี้จึงมีชื่อว่าทองคำขาวแห่งท้องทะเล ในประเทศไทยอาจจะ ราคาต่ำ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัม ๕๐,๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพ แต่ไปถึง ประเทศจีนกิโลกรัมละ ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ยังมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่เรา เชื่อกันว่า ถ้าเราไปเก็บรังนกบ่อย ๆ หลาย ๆ รอบ นกก็จะต้องสำรอกน้ำลายออกมาสร้างรังบ่อย ๆ จนกลายเป็นเลือดสีแดง ซึ่งอันนี้เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะว่านกจะไม่ได้สำรอกเลือด แต่สีแดงที่เราเจอเกิดจากแร่ธาตุในถ้ำ ความชื้น และอาหารที่นกกินเข้าไป ไม่ได้เป็นเลือดนะครับ แล้วคุณภาพของรังนกราคาจะอยู่ที่หลายอย่าง ทั้งสี ทั้งขนาด อย่างสี ก็เช่นสีเหลืองทอง จะมีราคาแพงสุด รองลงมาก็เป็นรังนกสีแดง แล้วก็สีขาว ส่วนสีเหลืองซีดราคาต่ำสุด เนื่องจากความชื้นสูง แล้วก็เวลาไปปรุงรสจะมีกลิ่น ทำให้รสชาติไม่อร่อยเท่ารังนกทั่วไป สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลที่เราจะนำไปใช้ในการประกอบการตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรงนี้ เพื่อเราจะ ได้นำข้อมูลมาถกกัน แล้วก็ช่วยเหลือกันในการสนับสนุนธุรกิจรังนกแอ่น เพื่อจะได้สามารถ ส่งออกได้ แล้วก็เป็นตลาดที่มูลค่ามหาศาลขนาดนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีนวัตกรรมของ ม. เกษตร ที่สามารถเรียกว่า Near Infrared สามารถวิเคราะห์ค่าความชื้น ประมวลภาพ ถ่ายภาพ แล้วก็วิเคราะห์สี สิ่งปนเปื้อน ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้สามารถที่จะประมูลขายตลาดออนไลน์ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปดูของด้วยตัวเอง อันนี้เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ ที่อาจจะให้ กรรมาธิการนี้ไปพิจารณาศึกษากันเพิ่มเติม นำมาใช้เพื่อต่อยอดนวัตกรรมของคนไทย แล้วก็ ทำให้อุตสาหกรรมเติบโตไปได้อย่างรวดเร็วนะครับ

ส่วนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น เรื่องกลิ่น เรื่องอะไร หลายท่านได้พูด ไปแล้ว เรื่องกลิ่น เรื่องมูลนก ถ้าเกิดเรามีการวางผังเมืองที่ดี มีการวางเรียกว่าก่อสร้างอาคาร รูปแบบที่ดี ก็จะลดปัญหาเรื่องกลิ่น เรื่องเสียงไปได้ อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าอินโดนีเซียเขาเป็น ประเทศใหญ่ที่ผลิตส่งออกเยอะมาก เพราะว่าเขาได้ทำการทดลองพยายามจะสร้างรังนกนี้ ตั้งแต่ปี ๑๙๕๐ แล้วก็สร้างสำเร็จเมื่อปี ๑๙๙๐ หรือ ๓๔ ปีที่แล้ว แต่ไทยเราเพิ่งมาสร้าง ๑๐ กว่าปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นเรายังตามเขาอยู่ แล้วสิ่งนี้ก็คือว่า ในอนาคตหรือว่าปัจจุบันนี้ อาจจะถูกการกีดกันทางการค้าในเรื่องของนกแอ่น จะอยู่ในบัญชีหมายเลข ๒ ของอนุสัญญา CITES อนาคตอาจจะถูกกีดกันเรื่องนี้ ไม่ให้เราเก็บรังนกไปขาย ถ้าเกิดเราสามารถที่จะมีกฎหมาย แล้วก็สร้างเป็นบ้านให้เขา แล้วไม่ได้เกินจากธรรมชาติ ไม่ได้รบกวนเขา เราก็จะขจัดปัญหา ข้อนี้ไปได้ ซึ่งอินโดนีเซียเขาไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะเขามีการสร้างบ้านนกแอ่น มานานแล้ว ปัญหาในอนาคตก็น่าจะประมาณนี้ครับ ถ้าเกิดเราออกกฎหมายให้เรียบร้อย เรื่องการเก็บรังนกจากบ้านก็จะสามารถส่งออกได้ ไม่ไปรบกวนธรรมชาติ ขอบคุณครับ