ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ หารือปัญหาการเลี้ยงนกอีแอ่นบ้านที่ก่อความเดือดร้อนด้านเสียง กลิ่น มลพิษ และสุขภาพ โดยเสนอให้เร่งแก้ไขความขัดแย้งจากกฎหมายที่ทับซ้อนกัน เพื่อสร้างกรอบที่เป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและประชาชน.
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา ท่านประธานครับ ด้วยญัตติ ๕ เรื่อง เป็นเรื่องของนกอีแอ่นกินรังครับ หนึ่งในญัตติของท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย เมื่อสักครู่ท่านสฤษฏ์พงษ์อภิปรายได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของนกสัมปทาน ท่านประธานครับ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณา ศึกษาการวางระบบระเบียบ หลักเกณฑ์ และกฎหมายเพื่อรองรับการสร้างบ้าน นกอีแอ่นประเภทกินรัง นี่คือญัตติที่ท่านสฤษฏ์พงษ์ได้นำเรียน ท่านประธานครับ นกอีแอ่น กินรังมีอยู่ ๒ ประเภท ๑. นกถ้ำ นกธรรมชาติ มีการรับสัมปทานจัดเก็บไม่กระทบกับ ผู้ประกอบการครับประเด็นนี้ มีกฎหมายรองรับชัดเจน แต่ปัจจุบันซบเซา แต่สิ่งที่ผมจะ อภิปรายวันนี้ก็คือ ๒. นกบ้าน หรือว่านกเลี้ยง ที่เราพูดกันในวันนี้ มีการร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชนครับท่านประธาน ผลกระทบที่ได้รับก็คือ ๑. เสียงของนก มลพิษทางเสียงครับ ท่านประธาน ปรากฏว่ามีการร้องเรียนทุกที่ เกิดจากการใช้เครื่องขยายเสียงเปิดเสียงนก เพื่อจะเรียกนกตลอดระยะเวลา ๒๔ ชั่วโมง ๒. กลิ่นมูลนก พูดง่าย ๆ ขี้นกครับ ทำลาย บรรยากาศภายในชุมชน ๓. ความสะอาด โดยเฉพาะน้ำเสียครับท่านประธาน โดยเฉพาะ การเลี้ยงนกบ้านต้องใช้ระบบน้ำพ่น เพราะฉะนั้นระบบน้ำหล่อเย็นมันเป็นระบบปิด ก็เลยทำ ให้เกิดภาวะน้ำเสีย ๔. เกิดโรคระบาดจากสัตว์ปีก โดยเฉพาะตัวไรจากลูกนกครับ ท่านประธาน และเป็นโรคติดต่ออื่น ๆ นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนมา โดยเฉพาะ การเลี้ยงนก เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการมีรายได้ มีกำไร มีแต่ได้กับได้ครับท่านประธาน แต่สำหรับประชาชนเดือดร้อน ๔ ข้อ เหมือนที่ผมได้นำเรียนไว้เมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นจุดจบ ของปัญหานี้ก็คือ ระเบียบข้อบังคับที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้เลี้ยงนก แล้วก็ ประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง เพราะฉะนั้นมีคำถามว่าบทเรียนปัญหานกอีแอ่นใครจะเป็นคน รับผิดชอบ ฝากไปยังกรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นด้วย แก้ปัญหาโดยการออกอะไรครับ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ ออกกฎหมายฉบับนี้มาครับ ท่านประธาน เพื่อรองรับมา ๕ ปีแล้วครับ อนุญาตให้ผู้ครอบครองและเลี้ยงนกบ้านสามารถ เก็บรังนกไปขายได้ เหมือนที่ผมบอกครับ ออกกฎหมายนี้มา ๕ ปี จนถึงวันนี้ไม่มีนกบ้าน ขึ้นทะเบียนได้ตามกฎหมายสักรายครับ สาเหตุเพราะอะไรครับ เพราะยังมีกฎหมายอื่น อีก ๓ ฉบับครับท่านประธาน เราไปออกกฎหมาย พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ๑ ฉบับ แต่มันมีกฎหมายอีก ๓ ฉบับ ๑. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กระทรวงมหาดไทย ๒. พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ ออกพร้อมกันครับ ท่านประธาน ของกระทรวงมหาดไทย สุดท้ายครับ เป็นพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๖๑ ปรากฏว่ากฎหมายทั้ง ๔ ตัวนี้ จาก ๓ กระทรวงก็เป็นอุปสรรคสำหรับผู้เลี้ยงนก ทำให้เกิดปัญหาระหว่างผู้ประกอบการ พี่น้องประชาชน ข้อมูลจากสำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประเทศไทยได้บันทึกไว้ครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงก็คือประมาณ ๑๗,๐๐๐ ราย กระจายไปทั้งหมด หลายคนคิดว่ารังนกนี้เฉพาะภาคใต้ แต่วันนี้ครับ ท่านประธาน มีผู้เลี้ยงนกกระจายไปทั้งหมด ๖๒ จังหวัด เหลือ ๑๐ กว่าจังหวัดที่ไม่เลี้ยงครับ ท่านประธาน และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ ๓ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย มูลค่าส่งออกประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ท่านประธานครับ แต่ถ้ามี การแก้ปัญหาเรื่องระเบียบ โดยเฉพาะมาตรา ๑๔ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี ๒๕๖๒ ผมมั่นใจว่ามูลค่ารังนกจะส่งออกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า ๒ เท่า ก็คือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาสำคัญก็คือการบังคับใช้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี ๒๕๖๒ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอำนาจเต็มในการอนุญาต แต่ไปรอพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับจาก ๒ กระทรวง เป็นเวลา ๕ ปี เหมือนที่ผมกล่าว ผมจะสรุปง่าย ๆ ว่า ถ้าหน่วยงานราชการทำแบบนี้มันจะไม่จบ ๑. ผู้ประกอบการรอไม่ไหว ต้องทำธุรกิจแบบผิดกฎหมาย ๒. ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จากการเลี้ยงนกไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ๓. รัฐบาลแทนที่ จะได้ภาษีส่งออกจากภาษีนก ก็ไม่ได้ตามเป้า ๔. ทำให้รังนกในตลาดถูกกดราคา เพราะอะไรครับ เพราะผิดกฎหมาย ๕. เป็นอีก ๑ อาชีพ ที่ติดกับดักทางกฎหมายเหมือนหลายอาชีพที่เราได้ อภิปรายกัน จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นหลังจากนี้ ผมขอฝากไปเร่งรัด หน่วยงานในการดำเนินการเรื่อง พ.ร.บ. ของตัวเอง รอแบบนี้ไม่มีเจ้าภาพ ๑๐ ปีก็ไม่มี ประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นผมจะพาทุกท่านไปรู้จักหัวใจของเรื่องนกอีแอ่น ไปต่อหรือว่า พอแค่นี้ครับ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี ๒๕๖๒ มาตรา ๑๔ ที่พูดถึง ๑. ห้ามมิให้ผู้ใดเก็บ ๒. ห้ามทำอันตราย ๓. หรือมีไว้ในการครอบครองซึ่งรังของสัตว์ป่าสงวน มันเขียนไว้ชัดเจน สรุปกรรมาธิการวิสามัญนกอีแอ่นที่กำลังจะตั้งขึ้น ต้องหาสาเหตุให้เจอ ๒. เมื่อได้รับผลกระทบผู้ประกอบการและประชาชนต้องรีบแก้ปัญหา ๓. การบังคับใช้ กฎหมายคือเรื่องที่สำคัญ ๔. หัวใจหลักก็คือเจ้าภาพในการดำเนินการ กรรมาธิการวิสามัญ ต้องหาให้เจอ ก็ฝากเรื่องทั้งหมดทั้ง ๕ ประเด็นไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ