ชุติมา คชพันธ์ หารือประเด็นปัญหาธุรกิจรังนกอีแอ่นที่ยังผิดกฎหมาย แม้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงและมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและเร่งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย สร้างรายได้ให้ประเทศ และเปิดโอกาสให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันเป็นผู้เสนอ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขกฎหมาย และหลักเกณฑ์ในการทำธุรกิจรังนกอีแอ่นกินรังนอกเขตสัมปทาน เพื่อทำให้ธุรกิจนี้ ถูกกฎหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานหลังจากที่ดิฉันได้แจ้งหลักการและเหตุผลจบแล้ว ดิฉัน ขออนุญาตนำเสนอภาพสไลด์ประกอบเหตุผลในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพร้อมกัน ในที่นี้ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สำหรับเหตุผลที่ต้องตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าด้วยสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของ ประเทศในปัจจุบัน โอกาสของพี่น้องประชาชนชาวไทยในการประกอบอาชีพลดลงอย่างมี นัยสำคัญ ซึ่งรังนกอีแอ่นกินรังเป็นหนึ่งในสินค้าที่สามารถสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชนชาวไทย ทำให้การบริโภครังนกอีแอ่นกินรังมีทิศทางการเติบโตขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง และปัจจุบันสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้รังนก อีแอ่นกินรังในเขตสัมปทานของไทยมีจำนวนน้อยลง แต่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่นอกเขต สัมปทานของไทย ดังจะเห็นได้ว่ามีตึกนกอีแอ่นทั่วประเทศ ซึ่งธุรกิจนกอีแอ่นกินรังนอกเขต สัมปทานนั้นสามารถทำรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท มีผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้น ในแต่ละวัน แต่ละปี เป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้แก่ประชาชนทุกภูมิภาคในประเทศไทย แต่เนื่องด้วยเป็นธุรกิจที่ยังไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งยังติดขัดในข้อกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจก็ยัง ไม่เอื้ออำนวย ทั้งที่เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ สามารถที่จะนำรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่องได้ ในอนาคต หากสามารถแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ได้ จะทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเพิ่มได้อีกจำนวนมาก และในตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการนำเข้ารังนกดิบอีกจำนวนมาก มีความต้องการ เพิ่มขึ้นทุกปีค่ะ แต่ปัญหาก็คือรังนกอีแอ่นนอกเขตสัมปทานยังไม่ถูกกฎหมาย ส่งผลให้ไทย เสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งที่เป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง ปัญหาอุปสรรค ในปัจจุบันก็คือ การประกาศระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วย การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เก็บหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งรังของสัตว์ป่า คุ้มครองที่ไม่ใช่สัตว์น้ำ มาตรา ๑๔ วรรคสอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ มีความล่าช้า ทั้ง ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงโดยเร่งด่วน รวมถึง การประกอบธุรกิจบ้านรังนกในแหล่งชุมชนเป็นปัญหา เป็นที่ถกเถียงถึงประเด็นการนำมา ซึ่งความเดือดร้อนรำคาญทางเสียงและสุขอนามัยกับประชาชนที่อยู่ในชุมชน จนนำไปสู่ การร้องทุกข์กับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ยังไม่มีกฎระเบียบใดที่จะใช้เป็นแนวทางในการ แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงควรมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในเรื่อง การประกอบกิจการรังนกอีแอ่น ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการควบคุม อาคาร การจัดหาผังพื้นที่ประกอบกิจการรังนกบ้าน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข การกำหนดมาตรการทางด้านภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ การอนุญาตประกอบกิจการ ในกรณีส่งเสริมให้มีการประกอบกิจการดังกล่าว เพื่อช่วยให้หน่วยงานของรัฐหรือราชการ ส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการ และควบคุมตรวจสอบการประกอบกิจการรังนกบ้าน ในพื้นที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
ด้วยเหตุนี้ดิฉันมองว่า ต้องมีการตั้งคณะทำงานเพื่อหารือศึกษารายละเอียด เชิงลึก พร้อมกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และกลไกการทำงานร่วมกันกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้การพัฒนาธุรกิจรังนกอีแอ่นนอกเขตสัมปทานมีแนวทางปฏิบัติ ได้จริง เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเท่าเทียม และเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนา เศรษฐกิจประเทศต่อไป
ต่อไปดิฉันขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดจากภาพที่เห็นนะคะ ขอย้อนกลับ ไปหน้าแรกเลยค่ะ ดิฉันอยากจะตั้งข้อสังเกตให้ทุกท่านได้คิดนะคะว่า ปัจจุบันนี้ท่านคิดว่า รังนกไทยอยู่ตรงไหนในตลาดโลก ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องติดปีกบินอย่างถูกกฎหมาย ที่เราเห็น กันอยู่ ที่เรากินรังนกขวดที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้เรารับประทานได้ แต่เมื่อเราส่งออกไปยังผิด กฎหมายอยู่ ประเทศปลายทางเขาจะตีกลับมาทันทีเลย เมื่อมีการตรวจสอบย้อนกลับนะคะ ดังจะเห็นได้ในภาพถัดไปค่ะ ประเทศอื่น ๆ รังนกเขาจัดเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอย่างถูก กฎหมาย แต่ประเทศไทยรังนกเป็นสินค้าผิดกฎหมายค่ะ ส่งออกไม่ได้นะคะ หากมี การตรวจสอบย้อนกลับไปจะไม่ผ่านเกณฑ์ของประเทศปลายทางทันที เนื่องจากการเก็บ รังนกมีความผิดตามมาตรา ๑๔ วรรคสอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ อยู่ นี่คือปัญหาที่เราเจอกันในปัจจุบัน จึงเป็นที่มาที่ดิฉันเสนอญัตติในครั้งนี้ค่ะ
ภาพต่อไป สถานการณ์รังนกในตลาดโลก ดิฉันอยากจะให้เห็นผู้ประกอบการ รังนกไทยตอนนี้ยังเสียเปรียบอยู่มาก ตัวอย่างให้เห็นนะคะ เวลาที่เราส่งไปที่จีน บริษัท ที่ได้รับการจดทะเบียนอนุญาตให้นำเข้าจากจีน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดิฉันได้ข้อมูลมาว่า มาเลเซียได้รับการรับรองไปแล้ว ๓๓ ราย อินโดนีเซียได้รับการรับรองไปแล้ว ๒๑ ราย พอมาดู ของไทยแค่ ๒ รายเท่านั้น ในขณะที่เรามีทั่วประเทศเป็นหมื่นรายเลยนะคะ แต่เราได้รับ อนุญาตแค่ ๒ รายที่ถือว่าถูกต้อง ทำให้เราเสียโอกาสมากขนาดไหน เราเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไปมากขนาดไหน ที่จะได้เม็ดเงินกลับสู่ประเทศ ทุกท่านคงจะเห็นนี่คือตัวอย่างให้เห็นว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเราจะสูญเสียอีกตั้งเท่าไรหลังจากนี้ไปนะคะ
ดิฉันจึงอยากจะเสนอว่า ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลดล็อก เราต้อง ปลดนะคะ ปลดล็อกกฎหมายและปลดปล่อยศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ถึงเวลาต้อง ปลดแล้วค่ะ ถึงเวลาต้องปลดล็อกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นี่คือกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ดิฉัน ศึกษามา จะมี พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ บ้านเมือง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ข้อบัญญัติขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ นี่คือเหตุผลที่เราต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อมาคุยกัน เพราะมัน เกี่ยวข้องกับกฎหมายเยอะมาก ๆ เลย ถ้าเราแก้ตรงนี้ได้ ปลดล็อกตรงนี้ได้ พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการของเราก็จะโลดแล่นในเวทีโลกได้
ในการทำธุรกิจรังนกนั้นไม่ใช่แค่ผู้ทำตึกรังนกเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ นี่คือห่วงโซ่ อุปทานทั้งระบบ นี่คือ Supply Chain นี่คือเม็ดเงินมหาศาล เกิดการสร้างงานมหาศาล สร้างรายได้มหาศาล ดิฉันยกตัวอย่างให้ดูนะคะ ผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านนกก็เกิดรายได้ ผู้ที่รับเหมาะรับจ้างทำความสะอาดรังนกก็มีรายได้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในบ้านนก เครื่องทำ ความชื้น อะไรต่าง ๆ ที่เราใช้ทำเสียง อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดรายได้ การบรรจุผลิตภัณฑ์ เกิดการจ้างแรงงานขึ้นมา ในการบรรจุผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ลานประมูล โรงงานแปรรูป ผู้ประกอบการส่งออก ร้านค้า ผู้ค้าปลีก หรือค้าออนไลน์ก็ตาม นี่คือเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ใน ระบบนะคะ แต่ทุกวันนี้อยู่ใต้ดิน เพราะว่าไม่ถูกกฎหมาย ถ้าเราสามารถเอาขึ้นมาบนดิน แล้วให้เม็ดเงินตรงนี้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย มันจะเป็นมหาศาลเลยที่จะเข้าประเทศ ทำให้ประเทศเรามีเศรษฐกิจดีขึ้น
ดิฉันอยากจะให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะว่า มีบ้านนกแอ่นทั่วประเทศไทย ข้อมูลที่ได้มาล่าสุดบอกว่า ๑๗,๘๐๐ หลัง แต่ดิฉันทราบมาล่าสุดอีกที่ Update มากกว่านั้น คือตอนนี้น่าจะถึง ๓๐,๐๐๐ หลังแล้วค่ะ อยู่ที่ภาคเหนือประมาณ ๑๐๐ หลัง อยู่ที่ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๒๐๐ หลัง อยู่ที่ภาคกลางประมาณ ๓,๕๐๐ หลัง ภาคตะวันออกประมาณ ๔,๐๐๐ หลัง และภาคใต้มากที่สุดค่ะ ภาคใต้คือ ๑๐,๐๐๐ หลัง นี่คือบ้านนกอีแอ่นที่เราเลี้ยงกันอยู่นะคะ ผลผลิตประมาณ ๒๐๐ ตันต่อปี มูลค่ารวมรังนกดิบ รวมกับธุรกิจทั้ง Supply Chain เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี นั่นแปลว่าถ้าเราทำให้ ถูกต้อง เม็ดเงินภาษีต่าง ๆ จะกลับเข้าคลังและจะเข้าสู่ประเทศอีกมากมาย และผู้ประกอบการเองที่ดิฉันได้ไปพูดคุยมาทุกคนก็เต็มใจ ทุกคนก็อยากจะทำให้ถูกต้อง และยินดีที่จะจ่ายภาษีให้กับประเทศนะคะ เพียงแต่ว่าช่วยหน่อยทำให้ถูกกฎหมาย เขาก็ยินดีที่จะช่วยจ่ายภาษีนะคะ
ทำไมดิฉันจึงบอกว่าธุรกิจนี้สำคัญ ท่านจะเห็นว่านี่คือโอกาสที่จะทำเงินให้กับ ประเทศและให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ถึงเวลาต้องปลดปล่อยศักยภาพผู้ประกอบการ รายย่อยเพื่อลดการผูกขาดตลาด ตอนนี้เวลาที่เราพูดถึงรังนกเรารู้จักกันแค่ไม่กี่ยี่ห้อเองนะคะ มีแค่ดัง ๆ อยู่ ๒-๓ ยี่ห้อ นี่เขาคือเจ้าตลาด แต่ถ้าเราส่งเสริมเราปลดล็อกกฎหมายตรงนี้ ธุรกิจ SMEs ผู้ประกอบการรายย่อยเขาก็จะเติบโตขึ้น เขาก็จะได้โอกาสมากขึ้น ปล่อยให้เป็น ตลาดเสรีให้ตลาดแข่งขันกันไปเลยค่ะ จะเกิดนวัตกรรม เกิดการสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา รังนกสำเร็จรูปพร้อมรับประทานที่เราเห็น ณ ตอนนี้ยังไม่ ปลดล็อกดีเลย ขณะนี้ก็มีกันหลายยี่ห้อแล้ว เครื่องสำอางจากรังนกตอนนี้ก็มีแล้ว รังนกดิบที่สามารถไปทำเองปรุงเองที่บ้านก็มีแล้ว ปล่อยเต็มที่เลยค่ะ ให้เขาได้ปลดปล่อย ศักยภาพและแข่งขันกันเต็มที่ในตลาดเสรี นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น ดิฉันอยากจะให้เห็นภาพให้ชัดเจนยิ่งกว่านั้นนะคะว่า จริง ๆ แล้วถ้าเราปลดล็อก นอกจาก ที่เราส่งขายกันในประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียแล้ว เราสามารถไปไกลได้มากกว่านั้น ดิฉันไป ศึกษาข้อมูลมาดิฉันพบว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามีแพลตฟอร์มอยู่อันหนึ่งคือ eBay ค่ะ eBay เป็นแพลตฟอร์มที่พร้อมจะช่วยผู้ประกอบการไทย และทุกวันนี้ก็ช่วยอยู่แล้ว เพียงแต่ เราปลดล็อกกฎหมายให้ผู้ประกอบการเราส่งออกได้ สามารถที่จะส่งไปได้ทั่วโลก ส่งไปทวีป อเมริกา ส่งไปทวีปยุโรป ไปได้ทั่วเลย เรามีแพลตฟอร์มพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ที่เป็น อุปสรรคคือกฎหมายบ้านเรายังไม่อนุญาต ถ้าเมื่อไรเขาตรวจสอบย้อนกลับมา โดนตีกลับ ทันทีนะคะ เพราะฉะนั้นทั่วโลกพร้อมที่จะต้อนรับรังนกไทย ขอแค่ว่าเปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการไทยพร้อมแล้ว คำถามคือรัฐไทยพร้อมหรือยัง ที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ ให้เติบโตและโลดแล่นออกไปทั่วโลก ดิฉันมีความฝันอยากจะเห็นรังนกไทยไปไกลทั่วโลก ช่วยกันปลดล็อกหน่อยนะคะ
นอกเหนือจากในมุมของผู้ประกอบการแล้ว ในฐานะผู้แทนราษฎร ดิฉัน อดไม่ได้ที่จะมองในมุมของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ดิฉันได้รับทราบมาว่า การที่มีรังนกบ้านในเขตชุมชน ก็มีปัญหากับประชาชนที่อยู่ในชุมชนเช่นเดียวกัน เช่น มีเสียงดัง มีมูลสัตว์ ก่อให้เกิดภูมิแพ้ กลิ่นไม่พึงประสงค์ อย่างในภาพจะเห็นว่าจะมีบ้านนกหลังที่ ๑ บ้านนกหลังที่ ๒ บ้านนกหลังที่ ๓ อยู่ใกล้ตลาดสด อยู่ใกล้ ๆ บ้านคนในชุมชนเลย นั่นแปลว่า คนอยู่ตรงกลางก็ต้องรับไปเต็ม ๆ ก็เกิดการร้องเรียน บางบ้านมีผู้ป่วยต้องฟอกไต ก็กลายเป็นว่า อาการกำเริบขึ้นมา เพราะว่าเรื่องสุขอนามัยไม่ถูกต้อง สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือเราต้องจัด ระเบียบการทำธุรกิจรังนกนี้ขึ้นมา ดังนั้นดิฉันขอยืนยันคำเดิมค่ะว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง ปลดล็อกกฎหมายและปลดปล่อยศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อย โดยผ่านการแก้ กฎหมาย แล้วก็ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่วมกัน ดิฉันมีความฝันอยากเห็นธุรกิจ รังนกของไทย ซึ่งมีปัญหายืดเยื้อมานับสิบปีแล้ว แก้ปัญหาได้เสียที และเป็นจริงเสียทีนะคะ ขอให้แก้ปัญหาได้ในชุดนี้ในยุคของพวกเรา เพื่อที่ว่าประเทศเราจะได้เติบโต แล้วก็เศรษฐกิจ จะได้ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ