เข็มทอง แจงนิรโทษกรรมมาตรา 110-112 ชี้จำเป็นเพื่อสันติสุข

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๗

เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง หารือประเด็นการนิรโทษกรรมตามมาตรา 110 และมาตรา 112 โดยย้ำถึงความจำเป็นในการให้อภัยและสร้างสันติสุข พร้อมชี้แจงว่าการนิรโทษกรรมไม่ขัดต่อการเคารพสถาบัน และเสนอให้มีการปฏิรูปกฎหมายให้เป็นธรรม ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อยุติความขัดแย้งในสังคมอย่างแท้จริง

นายเข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง เป็นหนึ่งในกรรมาธิการชุดนี้ด้วยนะครับ จะขอชี้แจงสักเล็กน้อย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์แล้วก็ขอบเขตโดยเฉพาะในเรื่องการนิรโทษกรรม มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ นะครับ คือเท่าที่ผ่านมาจะเห็นว่าหลายท่านที่ได้อภิปราย โดยย้ำว่าจุดมุ่งหมาย สูงสุดของการนิรโทษกรรมครั้งนี้ก็คือ การสร้างสังคมที่สันติสุข สามัคคี ยุติเรื่องขัดแย้ง แต่ว่าถ้าเราดูจริง ๆ ในสังคมที่จะยุติข้อขัดแย้งได้ มันต้องมีความยุติธรรมอะไรบางอย่าง เกิดขึ้นก่อนนะครับ ซึ่งความยุติธรรมนี่จริง ๆ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะว่าในแง่หนึ่ง หน้าหนึ่งของความยุติธรรมก็คือการใช้อำนาจ ใช้การลงโทษตามกฎหมายนะครับ แต่ใน อีกแง่หนึ่งการใช้เมตตา การให้อภัยก็เป็นอีกหน้าหนึ่งของความยุติธรรมเช่นกันครับ สังคมไทย ๒๐ ปีที่ผ่านมา เราใช้กฎหมาย เราใช้การลงทัณฑ์มาโดยตลอด แล้วมันก็ไม่ได้ นำเราไปสู่ความสงบความสามัคคี เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องจำเป็นที่มันต้องคิดเรื่องของ ความเมตตา เรื่องการให้อภัย เรื่องของนิรโทษกรรมนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของ มาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ ผมเห็นว่ามีความเข้าใจผิดจำนวนมาก ซึ่งความเข้าใจผิด ในเรื่องนี้กับการนิรโทษกรรมที่เราทำกันอยู่นี้ มันก็จะปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ ครับ การบอกว่า มาตรา ๑๑๒ เป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายของนานาอารยประเทศนะครับ อันนี้จริง ๆ เคยมีผู้กล่าวไว้หลายครั้ง แต่ต้องบอกว่าการอ้างถึงนานาอารยประเทศ เคยมีนักวิชาการ กล่าวไว้เช่นนี้เหมือนกันว่า ในราชอาณาจักรในยุโรปก็มีกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ ส่งผลให้เอกอัครราชทูตของประเทศดังกล่าวนี้ต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงหนังสือพิมพ์ เพื่อชี้แจงว่า แม้ว่าประเทศข้าพเจ้าจะมีกฎหมายลักษณะเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยมีการใช้ ในลักษณะเดียวกับมาตรา ๑๑๒ ของไทยนะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ คำกล่าวตรงนี้ มันตีขลุม แล้วก็ไม่ได้คำนึงถึงว่ากฎหมายที่มีอยู่ในตัวบทกับกฎหมายที่ใช้บังคับจริงนี่มัน ไม่เหมือนกัน บางประเทศมีแต่ไม่เคยมีการใช้กว้างขวางและรุนแรงอย่างที่ประเทศไทย มีมาก่อนนะครับ

อีกอันหนึ่งที่ต้องแก้ไขความเข้าใจผิดคือ เรื่องมาตรา ๑๑๒ กับคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญและมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญไทยนะครับ องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพ สักการะ แล้วก็ล่วงละเมิดมิได้นะครับ นั่นหมายถึงว่า จะไปฟ้องร้องจะไปกระทำการทาง กฎหมายอะไรที่เป็นการล่วงไปถึงอำนาจของพระองค์ไม่ได้นะครับ แต่ว่ามาตรา ๑๑๒ กับองค์พระมหากษัตริย์ที่เป็นคนละเรื่องนะครับ เรายังสามารถพูดคุยถึงเรื่องของกฎหมาย ที่ปกป้ององค์พระมหากษัตริย์ได้นี่มันต้องแยกกันนะครับ ตัวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่า ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ในลักษณะที่ผู้ถูกร้อง ทำอยู่ แต่ว่าศาลก็ยังบอกว่าถ้าเกิดเป็นกระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบนี่ สามารถทำได้ นิรโทษกรรมครั้งนี้ เป็นการกระทำที่เบาเสียยิ่งกว่าการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะว่าการ นิรโทษกรรมนี่ กฎหมายมันยังอยู่ ความผิดยังอยู่ ผู้ที่ถูกนิรโทษกรรมแล้วถ้าเกิดออกมาแล้ว กระทำผิดซ้ำอีก ก็ยังสามารถถูกลงโทษได้อีกนะครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ขัดหรือแย้งกับ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มันไม่ได้เป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ หรือเป็นการล้มล้าง การปกครองนะครับ อันนี้เราต้องชี้แจงให้ถูกต้องและเข้าใจให้ถูกต้องนะครับ

สุดท้ายคือถ้าเกิดเรายกเว้นนะครับ การนิรโทษกรรมมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ หลายคนอาจจะมีความเห็นว่าอันนี้เป็นการสร้างสันติสุขหรือว่าปกป้องสถาบัน แต่ในขณะเดียวกันสังคมที่แตกแยก อันนี้หลายคนก็พูดเองว่าสังคมมีความแตกแยก ก็มีความเห็นไปอีกทางหนึ่งว่าจริง ๆ การไม่นิรโทษกรรมต่างหากที่เป็นการทำให้สถาบันนี่ ถูกมองอย่างเคลือบแคลงสงสัย ถูกไหมครับ ถ้าเกิดความผิดอื่น ๆ ทั้งหมด ได้รับ การนิรโทษกรรมได้ แต่ความผิดมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ ไม่สามารถนิรโทษกรรมได้ กลายเป็นข้อยกเว้นของ ระบบกฎหมาย มันก็ทำให้สายตาของสังคม สายตาของนานาอารยประเทศจ้องมองไปที่ เดียวกัน ก็คือจ้องมองไปที่สถาบัน ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ต้องการจะปกป้อง อันนี้ไม่เป็นผลดีกับ ใครเลย ที่ดีที่สุดคือทำให้กฎหมายมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ เป็นกฎหมายจริง ๆ ไม่ใช่ เครื่องมือทางการเมือง คืออะไรครับ เราใช้ปกป้องพระมหากษัตริย์ได้ เราใช้ลงโทษผู้กระทำผิดได้ และสามารถยกโทษ หรือนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่เคยโดนคดีเหล่านี้ได้เหมือนกับกฎหมายอื่น ๆ ที่รวมอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ตอนแรกสุดมีผู้กล่าวว่าเราอยู่ใน สภาวะกึ่งสงครามกลางเมือง อันนี้น่าสนใจ เพราะว่าสุดท้ายแล้วอยากจะฝากไว้ว่า เวลาไป สัมภาษณ์คนที่เป็นคู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมือง ทุกคนพูดตรงกันหมดว่าอยากได้สันติสุข อยากให้ความขัดแย้งสงบ อยากยุติความขัดแย้ง แต่ว่าเมื่อถามว่าถ้าอยากยุติความขัดแย้ง แล้วยินดีที่จะแบ่งปันอำนาจการเมืองและทรัพยากรให้อีกฝ่ายไหม ทุกคนตอบว่าไม่ เป็นเรื่อง ตลกที่มนุษย์เราอยากได้ความสงบ สันติ ยุติความขัดแย้ง แต่ไม่อยากได้มันมากพอที่จะยอม ประนีประนอมรอมชอมกัน การตั้งแง่กับรายงานของกรรมาธิการชุดนี้ด้วยเงื่อนไขส่วนตัว ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ มันจะไม่นำไปสู่วัตถุประสงค์ที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไว้ว่าปรารถนาคือ การยุติความขัดแย้งในสังคมไทย มันจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องวางเงื่อนไขส่วนตัวลง แล้วก็ลอง คิดถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ