รังสิมันต์ โรม อภิปรายประเด็นการใช้มาตรา 112 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาแนวทางนิรโทษกรรมอย่างรอบคอบ แยกตามระดับความรุนแรงและเจตุเจตนา เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเป็นธรรม พร้อมเสนอให้ใช้กรรมาธิการเป็นกลไกหลักในการศึกษาแนวทางดังกล่าว โดยไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดกับเหตุการณ์ในอดีต และเรียกร้องให้สภาเป็นเวทีหาทางออกแทนการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและสังคมโลก
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ก็อยากจะใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงเพื่อนสมาชิกที่ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางนะครับ ก็ต้องเรียนนะครับ อาจจะซ้ำบางประเด็นกับท่านนิกร แต่จะพยายามไม่ให้ซ้ำนะครับ แต่เพื่อความชัดเจนและสมบูรณ์ในการชี้แจงครั้งนี้นะครับ ต้องเรียนว่ากรรมาธิการชุดนี้ ไม่ใช่กรรมาธิการที่พิจารณาศึกษาเพื่อแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา ๑๑๒ แต่เป็นกรรมาธิการ ที่จะศึกษาในเรื่องของการทำเกี่ยวกับแนวทางของการนิรโทษกรรม ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราพยายามทำ แล้วก็ต้องเรียนกันด้วยความเคารพนะครับว่า เอาเข้าจริงรายงานฉบับนี้จะเป็นสารตั้งต้น จะเป็นหัวเชื้อหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับรัฐบาล คือที่ผ่านมาเราพิจารณารายงานกันหลากหลายฉบับ เอาเข้าจริงเราก็แทบไม่ทราบด้วยซ้ำนะครับว่า รัฐบาลมีการปฏิบัติมากน้อยเพียงใดของรายงาน ที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจริง ๆ ผมเองส่วนตัวนะครับ ก็คงอยากจะให้มันผูกพัน แต่ว่า พูดกันตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาเอาเข้าจริงรัฐบาลเองก็จะทำตามข้อแนะนำ ข้อสังเกตต่าง ๆ ของ สภาแห่งนี้มากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้เครื่องหมายคำถาม
ประเด็นถัดมาที่ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ในการที่จะชี้แจงนะครับ คือมีความพยายาม ที่จะโยงในเรื่องของมาตรา ๑๑๒ กับมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องเรียน ด้วยความเคารพนะครับว่า ผมคิดว่าสาระสำคัญของมาตรา ๖ ตามรัฐธรรมนูญนี้ มันคือ การสะท้อนถึงหลักความเป็นกลางของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อระบอบการเมือง การปกครอง ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักการนี้ เป็นหลักการพื้นฐานครับ เป็นหลักการสำคัญที่เป็นพื้นฐานของระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญของหลาย ๆ ประเทศ แต่ในทางกลับกันครับ ถ้าเราไป พิจารณาการเมืองการปกครองของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีสถาบัน พระมหากษัตริย์ เราจะพบว่าหลายประเทศเช่นเดียวกันครับ ที่แม้อาจจะมีกฎหมาย ในลักษณะของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ หรือ Lese Majeste Law หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนะครับ หลายประเทศเหล่านั้นนะครับ ที่เขาเจริญแล้ว เอาเข้าจริงเขาก็ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ด้วยซ้ำไป หรือบางประเทศอย่าง ญี่ปุ่นนะครับ ก็ไม่มีกฎหมายลักษณะนี้แล้ว ดังนั้นข้อกล่าวอ้างนะครับว่า ประเทศต่าง ๆ มีกฎหมายในลักษณะแบบนี้นะครับ ผมคิดว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้อง แล้วถ้าจะพูดกัน เรื่องนี้จริง ๆ มันก็ควรจะเป็นวาระอื่นด้วยซ้ำไปไม่ใช่ในเรื่องของการนิรโทษกรรม มากไปกว่านั้นครับ ผมอยากจะยืนยันอย่างนี้ว่า การที่เราปล่อยให้มีการใช้กฎหมาย ในลักษณะแบบนี้แล้วทำให้เกิดบรรยากาศทางการเมืองแบบนี้ ซึ่งเป็นจุดที่เราอยากจะ พิจารณาในกรรมาธิการ คือการที่จะเป็นแนวทางในการที่จะนิรโทษกรรมแล้วจะนำไปสู่ การแก้ปัญหาทางการเมือง ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า ถ้าเราไปดูคำแนะนำของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เราจะพบว่าคำแนะนำจำนวนมาก เป็นคำแนะนำที่ล้วนแสดงถึงความกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะแบบนี้ เพราะมัน มีผลลัพธ์ทางการเมืองหลายอย่างที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็น ข้อกล่าวหาที่รุนแรง และหากมีการดำเนินคดีและตัดสินว่ามีความผิด ผลที่ตามมาคือจะมีคน จำนวนนับร้อยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดอย่างรุนแรง หลายคนอาจจะต้องอยู่ในคุกถึง ๔๐ ปี เลยด้วยซ้ำไป ดังนั้นครับท่านประธานครับ ผมเองก็อยากจะใช้โอกาสนี้ในการที่จะชี้แจงว่า รายงานฉบับนี้นะครับ จริง ๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะหาทางออกทางการเมือง มันมีข้อเสนอหลายอย่างครับจริง ๆ ในข้อเสนอหลายส่วนเป็นข้อเสนอที่เราได้ตัดสินใจที่จะ กำหนดลงไปว่าควรจะไปในทิศทางแบบไหน แต่สำหรับมาตรา ๑๑๒ มันเป็นส่วนที่แม้กระทั่ง ในกรรมาธิการเองก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นผมเองนะครับ ก็อยากจะใช้โอกาสนี้ ในการที่จะบอกว่ารายงานฉบับนี้อยากให้สภาแห่งนี้ได้รับไว้พิจารณาแล้วส่งต่อไปที่ คณะรัฐมนตรี ผมคิดว่าถ้าจะใช้คำว่า สารตั้งต้น นะครับ มันคือสารตั้งต้นของการที่เรา จะหาทางออกให้กับบ้านเมืองนี้ที่มีความขัดแย้งมาเป็นเวลานาน เมื่อสักครู่นะครับ มีบางท่านก็พูดไปถึงการนิรโทษกรรมที่จะต้องไม่ทำเพื่อตัวเอง มีการหยิบยกในเรื่องของกรณี สุดซอยครับ ผมต้องเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า สมัยก่อนที่มีการออกในเรื่องของร่าง มีความพยายามในการตราพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ตัวผมเองตอนนั้นไม่ได้เป็น สส. ครับ ผมเองก็อยู่ข้างนอกแล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีการนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย เหตุผล ง่าย ๆ ครับ เพราะตอนพิจารณากันในคราวนั้น มันรวมไปถึงบรรดาเจ้าหน้าที่ บรรดา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฆ่าประชาชนครับ ที่จะต้องได้รับการนิรโทษกรรมด้วย ซึ่งผมไม่เห็น ด้วยเด็ดขาดครับ มากไปกว่านั้นนะครับ จะเทียบเคียงกรณีสุดซอยกับกรณีของที่เรากำลังทำ ศึกษากันอยู่ ซึ่งเป็นแค่เฉพาะรายงานนี่นะครับ แล้วไม่รู้ว่าสุดท้ายรัฐบาลจะเอาอย่างไร ผมคิดว่าเป็นกรณีที่แตกต่างกัน กรณีวันนั้นความขัดแย้งทางการเมืองสูงมากนะครับ ความขัดแย้งทางการเมืองสูงมาก ต้องบอกว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านทักษิณ ชินวัตร อยู่ต่างประเทศครับ แล้วก็มีข้อกล่าวหาว่าท่านจะได้รับประโยชน์ในเรื่องของการ นิรโทษกรรมสุดซอย แต่วันนี้ผมคิดว่าบรรยากาศทางการเมืองต่างกันครับ เพราะวันนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ ๒ พรรคนี่นะครับ เขาอยู่กันคนละข้างครับ วันนี้อยู่ข้างเดียวกันแล้วนะครับ ผมคิดว่าความน่ากังวลในเรื่องของบรรยากาศทางการเมือง นี่นะครับ ผมอยากให้ท่านสมาชิกพิจารณากันด้วยความเคารพนะครับว่า อยากให้ผ่าน รายงานฉบับนี้ ผมคิดว่าอยากให้มันเป็นสารตั้งต้นของการหาทางออกของบ้านเมืองจริง ๆ แล้วสุดท้ายนิดเดียวนะครับ ผมคิดว่าถ้าพูดถึงในเรื่องของมาตรา ๑๑๒ ในเรื่องของการ นิรโทษกรรม ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วผมอยากให้ท่านสมาชิกทั้งหลายนะครับผ่านท่านประธาน นะครับว่า จริง ๆ แล้วข้อกล่าวหาในเรื่องของการละเมิดมาตรา ๑๑๒ นะครับ การกระทำ ความผิดตามมาตรา ๑๑๒ จริง ๆ แล้วถ้าเราพิจารณาดี ๆ เขาสามารถแบ่งระดับความรุนแรง ออกเป็น ๓ ระดับ
ระดับที่ ๑ คืออาจจะะเป็นระดับที่มีความชัดเจนทั้งองค์ประกอบภายนอก และภายใน ซึ่งกรณีแบบนี้นะครับ หากว่าเรามีคณะกรรมการที่จะมาหาทางออกในเรื่องนี้ เราสามารถที่จะนิรโทษกรรมโดยที่อาจจะกำหนดเงื่อนไขบางอย่างได้ เช่น อาจจะเป็น เงื่อนไขว่าจะต้องไม่มีการกระทำความผิดซ้ำในตลอดระยะเวลา ๕ ปี ลักษณะแบบนี้สังคม ก็พอจะอยู่กันได้
ระดับที่ ๒ อาจจะเข้าองค์ประกอบความผิด ทั้งภายนอกและภายใน แต่เมื่อ เราดูจุดมุ่งหมายของผู้กระทำความผิดดังกล่าว อาจจะไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น กรณีในลักษณะ แบบนี้เราก็อาจจะไปพิจารณาว่า การกำหนดเงื่อนไขก็อาจจะลดลงมา อาจจะเป็นในลักษณะ ของการที่ไม่กระทำความผิดซ้ำในระยะเวลา ๓ ปี ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่า มันมีหลายกรณีที่ บางครั้งการพูดหรือการอภิปรายข้างนอกต่อพื้นที่สาธารณะ มันมีจริง ๆ ครับ ที่มันอาจจะมี การพูดในลักษณะที่บรรยากาศในเวลานั้น สถานการณ์ในเวลานั้น อาจจะทำให้การพูด ลักษณะแบบนั้นออกมา
ระดับที่ ๓ คือถ้าเราไปพิจารณาเรื่องขององค์ประกอบ บางครั้งมันไม่มีความ ชัดเจน ท่านอาจจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ให้ศาลตัดสิน ซึ่งผมว่าต้องแยกนะครับ คือหลายกรณี ที่มันมีการดำเนินคดีด้วยมาตรา ๑๑๒ ต้องยอมรับกันตรง ๆ ว่า บางครั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องอยู่กับกระบวนการยุติธรรม บางครั้งก็มีการใส่ข้อหาให้มันดู รุนแรงไปก่อน บางครั้งก็ไม่ได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าเราอยากจะคลี่คลายปัญหาทางการเมืองที่มันมีเวลานี้ อย่างกรณีแบบนี้ท่าน อาจจะนิรโทษกรรมได้เลย โดยที่ไม่ต้องตั้งเงื่อนไขอะไร ผมคิดว่าการจำแนกความรุนแรง เหล่านี้มันอาจจะเป็นทางออกให้กับสังคมได้
สุดท้ายท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องตั้งต้นว่า เราอยากจะแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยใช้กลไกสภาหรือไม่ ท่านต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ทุกครั้งที่มีการดำเนินคดีด้วยข้อหาและในลักษณะแบบนี้ ประเด็นของเรื่องมาตรา ๑๑๒ มันก็จะกลายเป็นประเด็นปัญหาทางสังคมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป แล้วมันไม่ได้เป็น การวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะในประเทศที่คนที่ถูกดำเนินคดี ซึ่งเขาอาจจะมีเพื่อน มีครอบครัว มีคนที่เขารัก มีครูบาอาจารย์ คนเหล่านี้ก็จะรู้สึกอย่างไรต่อมาตรา ๑๑๒ ต่อการบังคับใช้ กฎหมายผ่านกระบวนการยุติธรรม แล้วความรู้สึกแบบนี้มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ ความรู้สึกแบบนี้มันก็ยังสะท้อนออกไปถึงประชาคมของประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เราจึงเห็นว่าประเทศหลาย ๆ ประเทศเขาถึงมี Comment หรือมีความเห็นต่อเรื่องนี้ แล้วพูดกันตรง ๆ ครับ เวลาที่มันมีปัญหาในลักษณะแบบนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ในลักษณะแบบนี้ ท่านคิดว่าผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด หรือคนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ที่สุดคือใครครับ ถ้าท่านบอกว่า วันนี้ท่านต้องการที่จะแสดงถึงเจตจำนงของการปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ พูดกันไปถึงขนาดว่า เลือดเป็นเลือดสีน้ำเงินอะไรต่าง ๆ ผมอยากจะ เรียนด้วยความเคารพครับว่า ถ้าท่านต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เคารพ สักการะ วิธีการแบบนี้เป็นวิธีการที่ไม่มีทางได้ผลครับ วิธีการแบบนี้จะทำให้ท่าน จะทำให้ ประเทศของเรา ซึ่งเป็นประเทศที่เรารัก ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แล้วปัญหาทาง การเมืองที่มีอยู่ก็ยังจะดำเนินต่อไปแบบนี้เรื่อย ๆ ทำไมเราไม่คิดว่า เราจะใช้กลไกนี้ในการ หาทางออก ทำไมเราไม่คิดว่าวันนี้ปัญหาทางการเมือง ซึ่งมันมีอยู่แล้ว ทำไมเราไม่เปิดประตู บานนี้เพื่อหาทางออกทางการเมือง ท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ จะยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ท่านอาจจะไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไร มันเป็นความเห็นที่แตกต่างกันได้ ประเทศนี้อยู่กันได้ด้วยความเห็นที่แตกต่าง และเราควรจะภาคภูมิใจว่า ประเทศของเรานั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหนที่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างของกันและกัน แต่เพื่อทำให้เรื่องแบบนี้ มันเกิดขึ้นจริง สิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ เราไม่ควรที่จะนำคนที่เห็นต่างทางการเมืองไปกุมขัง ไปจำคุก