นิกร ชี้แจงความเห็นต่างกรรมาธิการ ปมกฎหมายนิรโทษกรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๗

นิกร จำนง ชี้แจงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับรายงานของกรรมาธิการ โดยย้ำว่าไม่มีมติชัดเจนเรื่องการนิรโทษกรรมผู้ต้องหาตามมาตรา 110 และมาตรา 112 แต่เป็นเพียงการศึกษาข้อดีข้อเสียเพื่อประกอบการพิจารณา พร้อมเสนอให้บันทึกความเห็นทุกฝ่ายโดยไม่ลงมติ เพื่อรักษาความหลากหลายของความคิดเห็นและป้องกันความขัดแย้ง โดยยืนยันความเห็นคัดค้านการรวมมาตรา 112 ไว้ในร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งอาจขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าข้อสังเกตดังกล่าวไม่เป็นผูกพันทั้งทางการเมืองและกฎหมาย ในขณะที่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่การประชุม ครม. และมติพรรค

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมาธิการ จริง ๆ ว่าจะรอให้ครบถ้วนก่อนแล้วชี้แจง แต่ประเด็นรวม ๆ กันแล้วมีประเด็นที่เหมือนกับว่าจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ จะขอชี้แจง ในประเด็นนี้เสียก่อนนะครับ คือในการทำรายงานฉบับนี้ ในการศึกษาขอเรียนว่าเราทำกัน อย่างละเอียด และเราเป็นกรรมาธิการของสภานะครับ เรามีหลายความเห็นอยู่ในนั้น ดังนั้น การรวบรวมความเห็นเพื่อเสนอต่อที่ประชุมเป็นภารกิจที่จำเป็นในทางการเมือง ดังนั้นการรับฟังความเห็นในอีกด้านหนึ่ง เราก็รวมบันทึกไว้ด้วย ผมอยากจะชี้แจงอย่างนี้ว่า เฉพาะในส่วนนี้ที่เป็นปัญหาจนถึงบัดนี้ ที่อาจจะนำไปสู่การเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ การส่ง ไม่ส่ง มีประเด็นเฉพาะนะครับ มาตรา ๑๑๐ กับมาตรา ๑๑๒ ทีนี้ผมอยากจะเรียกร้องว่า คดีที่มีผมสรุปไว้แล้วในรายงานของคณะอนุกรรมาธิการว่า มันมีเป็นหมื่น ๆ คดีนะครับ ทีนี้เราต้องพิจารณาองค์รวมว่าการนิรโทษกรรมนี้เกี่ยวข้องกับใครแค่ไหน เพียงไร แล้วจะ ส่งผลอย่างไร ทีนี้ผมจะชี้แจงตรงนี้ว่ามาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ ในเมื่อเป็นประเด็น แล้วก็ชี้แจงตรงนี้เลย เพราะที่เหลือถือว่าเรายอมรับกันได้ไปแล้วในกรณีอื่น ๆ นะครับ มาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ ไม่ได้เป็นคดีหลักและคดีรอง แต่เป็นคดีที่มีความอ่อนไหว ทางการเมือง ซึ่งตรงนี้ตามรายงานข้อ ๘.๒ หน้า ๒๓ ท่านไปดูว่ายืนยันไหม ตรงนี้

ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมาธิการไม่ได้มีข้อสรุปว่าควรจะนิรโทษกรรม หรือไม่นิรโทษกรรมของผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ เพียงแต่ศึกษา ข้อดี ข้อเสียของการนิรโทษกรรมหรือไม่นิรโทษกรรมในคดีหลัก คดีรอง และคดีที่มี ความอ่อนไหวเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นไปตามในรายงานข้อ ๘.๖ หน้า ๒๙-๓๑ ท่านกรุณาพลิกดู

ประเด็นที่ ๓ เนื่องจากมีความเห็นต่างนะครับ อย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับ การนิรโทษกรรมหรือไม่นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ คณะกรรมาธิการจึงไม่พึงประสงค์ที่จะมีการออกเสียงลงประชามติว่า คณะกรรมาธิการ ส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร เพราะหากเป็นการลงมติก็แสดงถึงว่าจำนวนบุคคลหรือเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยนั้น ไม่สามารถจะสะท้อนความคิดเห็น ความเชื่อ และประเด็นสำคัญของคณะกรรมาธิการได้ จึงเปิดโอกาสเราใช้วิธีเปิดโอกาสให้กรรมาธิการ รวมถึงที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการแต่ละท่านชี้แจงแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็น ดังกล่าว ซึ่งลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยทำ เราเคยทำตอนศึกษาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งช่วงนั้นมีทางท่านประธาน ท่านพีระพันธุ์เป็นประธาน เราเคยใช้ลักษณะแบบนี้ เพราะว่าความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญบางหมวด บางมาตรา มีความคิดเห็นต่างกันมาก เราเรียงความเห็นมาแล้วเสนอในรายงาน ซึ่งผมนำมาดูแล้วว่าเราใช้หลักตามนี้ซึ่งเราเคย ใช้แล้ว แล้วเอาเข้าสู่สภานี้แล้ว และสภานี้เห็นชอบ แล้วก็เสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้มีความเห็นว่า มันจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย เราแก้รัฐธรรมนูญได้แค่ ส่วนเดียวก็คือเรื่องการเลือกตั้ง แต่ความเห็นเหล่านั้นยังปรากฏอยู่เป็นหลักฐานในการที่จะ ไปแก้ไขกันในอนาคตเรื่องนี้เราเห็นว่าวิธีนี้ดีที่สุด ที่จะรักษาความเห็นโดยรวมไว้ของ สมาชิกสภาของเรา ดังนั้นในแนวทางที่เสนอขึ้นมาก็เลยเป็น ๓ แนวทาง ผมเรียนว่า แนวทางที่ ๑ ก็คือว่าเป็นกลุ่มที่คณะกรรมาธิการ คือบางท่านผมดูในสื่อ ไปนับจำนวนว่า เห็นด้วยว่าควรจะรวม ๑๖ ไม่เห็นด้วย ๑๑ ถือว่าฝ่ายนี้มากกว่า ไม่ใช่ เราต้องดูน้ำหนักของ การให้ความเห็น ผมจะขอยกตัวอย่างน้ำหนักของตัวอย่างของผมเองก็แล้วกัน ผมให้ ความเห็นว่า ส่วนตัวในฐานะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ เนื่องจากผมให้ความเห็นว่า อย่างนี้ในรายงานนี้นะครับ ที่ผ่านมามีการดำเนินการเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ผมเป็นกรรมาธิการมาหลายคณะไม่มีฉบับใดเลยที่เสนอความเห็นเกี่ยวกับ เรื่องการนิรโทษกรรม มาตรา ๑๑๒ ไว้เลย ๑๐ กว่าฉบับที่เราทำกันมาในอดีตเป็นสิบ ๆ ปี ก็เลยให้ความเห็นว่า เนื่องจากเป็นคดีที่มีความอ่อนไหว ซึ่งตรงนี้อยู่ในรายงานของ อนุกรรมาธิการว่า ชี้ชัดว่ามีความอ่อนไหว แล้วก็ให้ความเห็นไปด้วยว่า เรื่องกรณีนี้เป็น ผลกระทบทางบวกและทางลบอย่างระมัดระวัง เพราะว่าการนำมาสู่การดำเนินการตรงนี้ อาจจะมีผลกระทบทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้ อยู่ในรายงานอนุกรรมาธิการอยู่แล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ผมให้ความเห็น อันนี้ยกตัวอย่างว่าเป็นความเห็นหนึ่ง เห็นว่าขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา ๑๑๒ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดในความผิด คือในคำวินิจฉัยของปี ๒๕๖๗ ที่ชัดเจนเห็นว่ามันผูกพัน กับรัฐสภาด้วย กับองค์กรต่าง ๆ ด้วย ที่ศาลเขาชี้ไว้จึงมีความชอบธรรมต้องมีกฎหมาย คุ้มครองการละเมิด องค์พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด แล้วก็เกี่ยวกับมาตรา ๔๙ ด้วย เป็น ๒ ความเห็น ความเห็นที่ ๑ ก็คือเท่าที่ผ่านมาแล้วกลัวจะว่าเกิดมีความขัดแย้ง และอีกประเด็นคือเกรงว่า ผมเห็นว่ามีปัญหากับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งผูกพัน สภาด้วย ดังนั้นผมเชื่อด้วยตัวเองว่า การเสนอเข้ามาถ้าเป็นกฎหมายที่รวมเอา มาตรา ๑๑๒ ด้วย ไม่ผ่าน ถูกร้องว่าขัดคำวินิจฉัย ขัดรัฐธรรมนูญแน่นะครับ ดังนั้นผมก็เลย มีความเห็นไปตามนั้น แล้วผมให้ความเห็นไปอีกอย่าง ซึ่งในทางการเมืองเมื่อสักครู่เห็น หลายพรรคให้ความเห็นว่า ทางพรรคมีความเห็นอย่างนั้น ผมไม่ให้ความเห็นไปในตรงนี้ ในส่วนที่ว่าไม่เห็นด้วยว่า และความเห็นตรงนี้ในฐานะเป็นสมาชิกกรรมาธิการจาก พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนามีความเห็นเป็นมติว่า ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม มาตรา ๑๑๒ เป็นความเห็นของพรรค และผมก็ยืนตามความเห็นของพรรค ดังนั้นหลาย ๆ ท่าน ก็ให้ความเห็นไว้ในชั้นกรรมาธิการและความเห็นของพรรคไม่เห็นด้วย ดังนั้นในความเห็น ตรงนี้จึงเห็นว่าเรื่องนี้ในส่วนตัวไม่เห็นด้วย นี่เป็นความเห็นในส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการรวม ซึ่งมันก็มีน้ำหนักแต่ผมเรียนต่อไปนะครับว่า ในส่วนของส่วนอื่น ๑. คือว่าไม่ได้ชี้ไว้แต่เดิม ที่ผมทวนไปแล้วว่า จริง ๆ ไม่เกี่ยวกัน เป็นการศึกษาเฉย ๆ ๒. ไม่ได้สรุปว่าควรรวม หรือไม่ควรรวม หรือรวมไปทั้ง ๓ อย่างตามที่ท่านได้อภิปรายไป

ประเด็นที่ ๒ มีความเห็น ไม่เห็นด้วย เห็นด้วย คือเป็นความเห็นแยกไป แต่ไม่ได้ชี้ว่าให้เอาตามความเห็นไหนนะครับ แต่อย่างที่บอกแล้วว่าประเด็นทางข้อกฎหมาย เราชี้ไว้ชัด ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ก็ชี้ไว้ชัดว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญอยู่นะครับ ก็เป็นความเห็น ในส่วนที่ไม่เห็นด้วย ส่วนความเห็นที่เห็นว่าควรจะรวมก็มีความเห็นอีกแบบหนึ่งนะครับ

ประเด็นต่อมาก็คือว่า ในบัญชีแนบท้ายท่านไปดูก็ได้ บัญชีแนบท้าย ร่างพระราชบัญญัติ ในข้อ ๘.๙ หน้า ๕๒ ความผิดส่วนนี้กรรมาธิการวิสามัญมีความเห็นว่า เป็นคดีที่มีความอ่อนไหวนะครับ ในบัญชีแนบท้าย ซึ่งไม่สามารถจะหาข้อสรุปเป็นมติ กรรมาธิการวิสามัญได้ เนื่องจากกรรมาธิการมีความเห็นแตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น ๓ แนวทาง ตามที่ว่านะครับ ว่ายังมีความอ่อนไหวอยู่ ก็เลยเขียนไว้ชัดเจนตรงบัญชีแนบท้ายว่า เรื่องนี้ มี Remark อยู่ มีปัญหาอยู่ และสุดท้ายข้อสังเกตที่มีการยกขึ้นว่าข้อสังเกตจะนำไปสู่อะไร ข้อสังเกตที่เสนอขึ้นไปนี้นะครับ ข้อสังเกตเป็นเพียงให้หน่วยงานรับทราบกันไปตามข้อบังคับที่ ๑๐๕ เท่านั้น เขาทำหรือเขาไม่ทำนี่สามารถจะดำเนินการได้หมด ไม่เป็นข้อผูกมัด ข้อสังเกต ข้อ ๙.๓ หน้า ๕๕ เขียนไว้ชัดอย่างนี้ครับ ว่าประเด็นฐานความผิดเกี่ยวกับความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ นั้น ยังคงเป็นประเด็นที่มี ความอ่อนไหวอยู่ คือมันชัดทุกตอน ตั้งแต่เริ่มตอนกลาง ตอนลึกเข้าไปข้างใน ส่วนที่ไม่เห็นด้วย แล้วก็ตอนสุดท้ายในบัญชีแนบท้ายก็มี แล้วส่วนข้อสังเกตก็มีที่แย้ง แย้งเอาไว้แล้ว ไม่สามารถ จะนำไปสู่การเป็นสารตั้งต้นหรือเป็นอะไรได้เลยนะครับ ตามที่เราเสนอ เราแค่สรุปความเห็น ของสมาชิก เพราะไม่อย่างนั้นเราจะปัด จะให้มีการโหวตกันหรือ ไม่ควรจะทำอย่างนั้น ในประเด็นเหล่านี้ หรือจะ Reject ความเห็นตรงนี้ไปก็ไม่ควรทำ ดังนั้นเป็นแค่การสรุป ความเห็นเข้ามา ส่วนการตัดสินใจนี่เป็นเรื่องการตัดสินใจที่จะเสนอ อย่างท่านวราวุธ ศิลปอาชา อยู่ใน ครม. ถ้าเรื่องเข้า ครม. ในเมื่อมติของพรรคเป็นอย่างนั้น ท่านวราวุธก็ต้องไม่เห็นด้วย กับ ครม. อยู่แล้ว เหมือนกับพรรคอื่น ๆ เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งเหล่านั้นมันไม่เป็นข้อผูกมัด ทั้งในทางการเมืองและในทางกฎหมาย ก็นำเรียนเพื่อความเข้าใจ ไม่อย่างนั้นความไม่เข้าใจ มันจะแตกตัวยาวออกไปอีกครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ