พนิดา มงคลสวัสดิ์ อภิปรายรับทราบรายงานของกรรมาธิการฯ เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม โดยเสนอให้แบ่งการพิจารณาตามประเภทคดี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองทันที โดยไม่ต้องรอผลกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งการยุติคดี การปล่อยตัวผู้ต้องขัง และคืนสิทธิอย่างเป็นธรรม
เรียนประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลท้ายบ้าน ปากน้ำ บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่เราต่างเฝ้ารอคอยกันมาเป็นเวลา กว่า ๖ เดือน แล้ววันนี้ก็มาถึงค่ะ ท่านประธานคะ ผลของการพิจารณามีเป็นข้อสรุปเสนอว่า ให้มีการนิรโทษกรรมแบบผสมผสาน คือสร้างกลไกขึ้นมาพิจารณาโดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน ด้วยกัน จากในรายงานส่วนแรกจะเป็นกลไกของหน่วยงานหลักของกระบวนการยุติธรรมไทย อยู่แล้ว ซึ่งก็คือตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ ส่วนที่ ๒ คือกลไกของคณะกรรมการที่จะ ถูกจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ ออกเป็นกฎหมาย รับอำนาจจาก พ.ร.บ. มากำหนดแนวทางในการ นิรโทษกรรม ในรายงานฉบับนี้นะคะ มีการแบ่งฐานความผิดออกเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือ คดีหลัก คดีรอง และคดีที่มีความอ่อนไหว โดย ๒ คดีแรก คดีหลักและคดีรองสามารถใช้ กลไกหน่วยงานหลักของกระบวนการยุติธรรมพิจารณาให้สิทธิการนิรโทษกรรมได้เลย แล้วทำรายงานต่อคณะกรรมาธิการที่จะถูกจัดตั้งขึ้นนะคะ คณะกรรมาธิการชุดนี้หากไม่มี ความเห็นแย้งภายใน ๑๕ วันก็จะถือว่าเห็นด้วย บุคคลนั้น ๆ ก็จะไม่มีความผิดอีกต่อไป หากอยู่ในชั้นตำรวจก็จะเพิกถอนหมายจับ ยุติการสอบสวน หากอยู่ในชั้นอัยการก็จะยุติ การดำเนินคดี หรือหากส่งฟ้องแล้วก็ให้ถอนฟ้อง หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นผู้ต้องคดีถูกขังในเรือนจำ ให้ศาลพิจารณาออกหมายปล่อย ให้ราชทัณฑ์ปล่อยตัว หากคดีถึงที่สิ้นสุดไปแล้วก็สามารถยื่นคำร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ลบล้างประวัติได้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากได้รับสิทธิในการนิรโทษกรรม ซึ่งก็ถือเป็นทิศทางที่ดี แต่ในส่วนคดีที่มีความอ่อนไหวค่ะ ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นนั้น จะต้องมีการผ่านพิจารณาของคณะกรรมการนิรโทษกรรมเท่านั้น หน่วยงานหลักไม่สามารถ พิจารณาเองได้ ซึ่งมีเพียง ๒ คดีด้วยกันคือ คดีอาญามาตรา ๑๑๐ และคดีอาญามาตรา ๑๑๒ ทั้งนี้ในรายงานฉบับนี้ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ ถูกดำเนินคดี จากที่เราเห็นได้ในผลโหวตของคณะกรรมาธิการที่ถูกเปิดเผยออกมาสู่ สาธารณะ ซึ่งความเห็นของกรรมาธิการบางท่านก็ทำให้ดิฉันและประชาชนหลายคน ผิดหวัง เพราะกว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมามีการกระทำความรุนแรงต่อประชาชนผ่านการอ้าง ความชอบธรรมของกฎหมาย ทำร้ายกันด้วยนิติสงคราม ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่ามีคนเจ็บ มีคนตาย มีคนโดนคดีที่ยังไม่ได้มีกระบวนการค้นหาความจริง เพื่อนิรโทษกรรมให้คนเป็น และคืนความยุติธรรมให้คนตาย สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศ ของเรากำลังขาดหลักประกันเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน เพียงแค่สถานการณ์ ทางการเมืองที่เป็นอยู่ตอนนี้นะคะ นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ มีคนเจ็บปวดจากการถูกดำเนินคดี ทางการเมืองมากกว่า ๑,๙๕๙ คน จาก ๑,๓๐๕ คดี มีผู้ที่ยังถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำกว่า ๔๑ คน ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านี้เป็นเพียงผู้ที่มีความคิดเห็น ต่างจากผู้มีอำนาจ ออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แน่นอนค่ะ เรื่องนี้ยังคงเป็นที่ ถกเถียงกันอยู่ในสังคม ซึ่งเราจำเป็นจะต้องฟังความเห็นให้รอบด้านทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย กระบวนการนี้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน หากแต่ไม่ใช่ว่าฝ่ายบริหาร จะทำอะไรไม่ได้เลย หากรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายในการคลี่คลายความขัดแย้งจริง ๆ ดิฉันยังจำ ได้ดีนะคะท่านประธานว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธารเคยให้สัมภาษณ์ก่อนเลือกตั้งว่า หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จะขอความเมตตาต่อศาลว่ามีน้อง ๆ ผู้เห็นต่างทางการเมือง ติดอยู่ในนั้น ขอให้มีการปล่อยตัว จนถึงวันนี้ค่ะ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมากกว่า ๑ ปีแล้ว ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำร้ายยังมีคนโดนคดีมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ดิฉันเองก็เคยได้ร่วมเสนอ ความเห็นต่อรัฐบาลคุณเศรษฐาไปในครั้งการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ วันที่ ๕ เมษายนที่ผ่านมา ในประเด็นนิติรัฐนิติธรรมถึงสิ่งรัฐบาลทำได้เลย โดยไม่ต้องรอสภาผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมก็คือ การกำหนดการยุติความขัดแย้งในสังคมให้ เป็นวาระสำคัญค่ะ ออกเป็นมติ ครม. ขอความร่วมมือจากหน่วยงานในองค์กรกระบวนการ ยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ท่านประธานคะ ในวันนี้ดิฉันจะขอย้ำอีกสักครั้งให้เป็น ข้อสังเกตไปในรายงานฉบับนี้ด้วย ก็คือในชั้นตำรวจเองรัฐบาลสามารถออกคำสั่งให้มีการ กลั่นกรองคดี ไม่ให้มีการฟ้องร้องมั่วจากผู้ขัดแย้งทางการเมือง ตรวจสอบการยัดข้อหา รุนแรงเกินจริงที่ไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ ชะลอคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง คืนสิทธิ การประกันตัวให้ตั้งแต่ชั้นตำรวจ ในชั้นอัยการท่านก็ทำได้ค่ะ โดยอาศัยระเบียบสำนักงาน อัยการสูงสุด ว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบ ต่อความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งก็เคยมีการใช้ระเบียบข้อนี้ถอนฟ้อง หรือไม่สั่งฟ้องในคดี ความมั่นคงต่าง ๆ มาแล้ว ในระเบียบก็บอกว่าถ้าเป็นคดีความมั่นคงรัฐบาลออกนโยบายได้ อัยการใช้ช่องทางนี้ได้ และแม้ในขณะนี้ที่เรากำลังพิจารณารายงานแนวทางการออก กฎหมายนิรโทษกรรม ภาคประชาชนเองก็ได้ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ให้มีคำสั่งชะลอ การสั่งฟ้องคดี หรือใช้ดุลยพินิจไม่สั่งฟ้องคดีจากการชุมนุมทางการเมือง หรือแม้กระทั่ง ในชั้นศาลค่ะ ดิฉันก็เชื่อว่าถ้าหากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องนี้เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อยุติความขัดแย้งรุนแรงในสังคม มันจะมีส่วนที่ทำให้ฝ่ายตุลาการสามารถพิจารณาคดี ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองได้ ย้ำอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่การแทรกแซงอำนาจ ตุลาการ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็เคยมีการใช้แนวทางนี้แล้ว ดังนั้น ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่ การทำอะไรที่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน แต่มันคือการแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ว่า หากรัฐบาลต้องการยุติความขัดแย้งรุนแรงในสังคม พาประชาชนทุกคนก้าวไปข้างหน้า โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง ท่านประธานคะ หลังจากที่ดิฉันได้ฟังความเห็นของ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ดิฉันอยากจะขอให้เพื่อนสมาชิกย้อนกลับมาดูที่จุดประสงค์ของ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมาว่า เราต่างก็เห็นตรงกันว่าการนิรโทษกรรม กลับเป็นการคลี่คลายความขัดแย้งของสังคม ซึ่งความขัดแย้งในสังคมจะถูกคลี่คลายลงได้นั้น เราจำเป็นจะต้องรวบรวมเอาทุกความขัดแย้งขึ้นมาพิจารณา การนิรโทษกรรมโดยที่ไม่รวม คดีความที่อ่อนไหวเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ค่ะ การละเลยผู้ที่ถูกดำเนินคดีอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบที่หนักที่สุด ณ เวลานี้ถือเป็นการเพิกเฉยต่อ จุดมุ่งหมายของการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้มาเลยด้วยซ้ำ ดิฉันขอฝาก ท่านประธานสื่อสารไปยังคณะกรรมาธิการชุดนี้ ว่าการที่เราจะพาสังคมก้าวไปข้างหน้าได้ ฝากบอกเพื่อนสมาชิกทุกท่านในที่นี้ว่า การที่สังคมจะสร้างความปรองดองได้ โดยไม่ติดใจ กับอดีต ยุติความขัดแย้งรุนแรงได้นั้น เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังค่ะ เมื่อท่านเข้ามาถือ อำนาจรัฐแล้ว หรือเมื่อท่านมีโอกาสในการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงแล้ว ท่านต้องสร้าง บรรยากาศแห่งการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริงในสังคม เพราะคดีเหล่านี้ที่เกิดขึ้น เป็นคดีการเมือง เป็นคดีที่ถูกกำหนดโดยนโยบายของฝ่ายการเมือง มันเป็นความผิดได้ เพราะคิดเห็นต่างจากรัฐที่ถืออำนาจในช่วงเวลานั้น ๆ เขาเหล่านั้นไม่ได้ฆ่าใครตายค่ะ เพราะฉะนั้นรัฐเองที่ทำหลักการหล่นหายเขาจึงออกตามหา สิ่งที่รัฐตอบแทนคือคดีอาญาค่ะ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นตัวแทนเจตจำนงของพวกเราทุกคน ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันให้เกิดร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนโดยเร็ว เพื่อยืนหยัดศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติตามสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่จะพา สังคมก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้อย่างสง่างาม ขอบคุณค่ะ