ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ตั้งข้อสังเกตต่อรายงานนิรโทษกรรมที่ไม่รวมคดีมาตรา 112 แม้เป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาอย่างเป็นธรรมเพื่อความปรองดองและก้าวข้ามความขัดแย้งของชาติอย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ผู้แทนราษฎรพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ ตัวแทน ของชาวนครหลวง บางปะหัน มหาราช บ้านแพรก และท่าเรือ พรรคประชาชนครับ ก่อนอื่นผมต้องขอกล่าวชื่นชมทางคณะกรรมาธิการที่ทำงานหนัก เพื่อร่วมกันหารือ แนวทางการนิรโทษกรรมตลอดการประชุม ๑๙ ครั้ง ในระยะเวลา ๑๘๐ วัน เพื่อให้ได้ รายงานฉบับนี้ แต่ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ คือข้อสังเกตและ ความห่วงใย ที่ผมอยากส่งต่อให้คณะกรรมาธิการผู้จัดทำรายงานกับประเด็นเล็กน้อยที่อาจ เป็นเรื่องใหญ่ในการตีความกับความหมายในรายงานของกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้ของกรรมาธิการระบุการศึกษากรอบเวลา ช่วงเวลา ในการนิรโทษกรรมไว้อย่างชัดเจน คือการนิรโทษกรรมจะทำงานและมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบัน แต่เรื่องเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ในรายงาน ระบุไว้เช่นกันคือการนิรโทษกรรม จากนิรโทษกรรมคดีที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง เรามาดูนิยามคำว่า แรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งมันถูกนิยามไว้แบบนี้ครับ การกระทำที่เกิดจาก แรงจูงใจทางการเมือง หมายความว่า การกระทำที่มีพื้นฐานมาจากความคิดที่เกี่ยวเนื่อง กับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง หรือต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง อย่างใดอย่างหนึ่ง ในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้ง หรือเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ท่านตีความแบบนี้ไม่ผิดครับ แต่ที่ผมตั้งข้อสังเกตคือตัวของคณะกรรมาธิการเอง ที่ท่านยกเอาเรื่องมูลเหตุจูงใจทางการเมืองขึ้นมาศึกษา แต่กลับไม่ยอมรับว่าคดีอ่อนไหว อย่างมาตรา ๑๑๒ คือคดีที่มีเหตุจูงใจมาจากทางการเมืองเช่นเดียวกัน การตีความคลุมเครือ แบบนี้ของคณะกรรมาธิการไม่ผิด แต่มีปัญหาอย่างแน่นอนครับ สมมุติว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ถูกประกาศใช้ในวันพรุ่งนี้ นักโทษในคดี ๑๑๒ เคว้งเลยนะครับ บางคนโดนแจ้งแบบ กลั่นแกล้งกัน บางคนเป็นผู้ป่วยจิตเวช บางคนเมื่อดูรูปการณ์แล้วเป็นการแจ้งเกินกว่าเหตุ ซึ่งไม่ควรเข้าองค์ประกอบในมาตรา ๑๑๒ แต่เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นแล้วว่าเป็นการ แจ้งคดีที่มีความอ่อนไหวก็ต้องรับแจ้งไปก่อน เพราะไม่อยากให้อำนาจในการตัดสินใจ ตกอยู่ที่ตัวเอง ทำให้ผู้ต้องหาต้องเสียเงิน เสียเวลา ไปรอลุ้นยกฟ้อง หรือรอลงอาญา คดีลักษณะนี้ชัดเจนแน่นอนครับว่า ใช้มาตรา ๑๑๒ มาเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์บางอย่าง โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายและมีแรงจูงใจจากเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นตัวผลักดัน ช่วงที่ประเทศกำลังอ่อนไหว เราไม่ได้กำลังถกกันเรื่องจะแก้ไขกฎหมายมาตราไหนนะครับ เรากำลังถกกันว่าประเทศนี้จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไร เพราะฉะนั้นความยุติธรรม อิหลักอิเหลื่อที่ท่านให้ความเห็นกันมา ในรายงานเล่มนี้ ในฉบับของกรรมาธิการมันต้องใส่ ความจริงใจ ใส่ความเห็นอกเห็นใจและเอาประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก แต่ถ้าบางท่าน จะเล่นง่ายไม่แสดงความคิดเห็นแบบนี้ ก็ช่วยยืนยันด้วยนะครับว่า การตีความแบบนี้ จะเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน ผมไม่อยากให้ท่านคณะกรรมาธิการลืมว่าท่านเป็นตัวแทน ฝั่งการเมืองของเราที่กำลังหารือทางออกของประเทศ ดังนั้น เรื่องของรายงานจึงเป็น เรื่องที่ท่านควรศึกษาก่อนให้ความเห็น ท่านประธานครับ ภายใต้ความขัดแย้งที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นการสูญเสียมากมายเกิดขึ้นกับประชาชนทั้ง ๒ ฝั่ง เป็นบาดแผลร้าวลึกในใจมา มากกว่า ๒๐ ปี ตัวผมเองก็ยังคงเจ็บปวดกับเหตุการณ์สูญเสียเพื่อนร่วมทางบนถนนสาย สีแดงอยู่ทุกวัน ในช่วงของการชุมนุมเสื้อแดง ผมเคยมีบทบาทเล็ก ๆ เป็นผู้ชุมนุม และเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อแสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเรื่องประชาธิปไตย คอยรายงานข่าวความเคลื่อนไหว การชุมนุม ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนกลางเมืองกรุงเทพฯ เหตุการณ์บาดเจ็บจากการที่เจ้าหน้าที่ ใช้กำลังสลายการชุมนุม ข่าวที่ทหารจับประชาชนไปขึ้นศาลทหาร หรือแม้กระทั่ง ในวันที่สลายการชุมนุม ก็ต้องรายงานว่ามีคนโดนยิงเสียชีวิตไปแล้วกี่ราย สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องเจ็บปวดครับ แต่เมื่อเวลาผ่านไปครับท่านประธาน คดีเกิดขึ้นด้วยมูลเหตุ ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคดีอ่อนไหว คดีหลัก คดีรองที่ท่านจำแนกมาในรายงานนี้ ล้วนมีต้นเหตุมาจากความขัดแย้งทางความคิดเห็นของประชาชน ไม่ว่าในขณะนั้นจะกระทำ ไปด้วยอารมณ์ ความโกรธ หรือความไม่เข้าใจ แต่ทุกสิ่งที่มาจากความหวังดีต่อประเทศชาติ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุมจากฝั่งไหน ผมยอมรับการนิรโทษกรรมของประชาชนได้โดย ไม่มีความจำเป็นต้องแบ่งสีเสื้อ และยินดีอย่างยิ่งที่ถ้าสภาของเราจะเปิดโอกาสนิรโทษกรรม ทุกฝ่ายให้ก้าวข้ามความบาดหมางไปด้วยกัน แต่หากท่านไม่นิรโทษกรรมให้ลูกหลาน หรือผู้ต้องหาในคดีมาตรา ๑๑๒ ผมคิดว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้จะไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามที่ควรจะเป็น ท่านประธานครับ หากวันนี้เราไม่นิรโทษกรรมมาตรา ๑๑๒ เข้าไปด้วยก็คงเหมือนกับว่า ปิดประตูบ้านไม่ให้ลูกหลานเข้าบ้าน ผมคิดว่าในวันนี้เราควรเปิดใจ พวกเราทุกคนถึงเวลา พูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่าลูกหลานของเรา มีทั้งความรักชาติ และอยากเห็นประเทศเจริญก้าวหน้าทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ท่านทำ คือท่านจะเอาพวกเขาที่รักอิสระ เชื่อมั่นในเสรีประชาธิปไตยขนาดนั้น ไปขังไว้ในกระเบื้องเย็น ๆ ๔ แผ่น สิ่งนี้ไม่ทำให้ท่าน ก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ทำให้ประเทศชาติเสียทรัพยากรที่เป็นอนาคต ตะโกนข้ามประตูกัน ก็ไม่มีทางเข้าใจ ทางที่ดีที่สุดคือเปิดประตูคุยกัน เราสอนลูกหลานเราไม่ได้ครับ ถ้าปิดประตู ไม่ให้ลูกหลานเราเข้าบ้าน ขอบคุณครับท่านประธาน