วีรนันท์ ชี้นิรโทษกรรมต้องรวมมาตรา 112 เพื่อคลี่คลายขัดแย้งอย่างแท้จริง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๗

วีรนันท์ ฮวดศรี อภิปรายร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยเห็นว่าเป็นทางออกสำคัญเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี แต่แสดงความกังวลว่าการตีความที่แคบ โดยเฉพาะการแยกคดีมาตรา 112 ออกจากการพิจารณานั้น ทำให้ผู้ต้องหาบางราย รวมถึงผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมและโอกาสในการสมานฉันท์ จึงเรียกร้องให้พิจารณาการนิรโทษกรรมอย่างรอบด้านเพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างแท้จริงและคืนความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย

นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอนแก่น

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี ผู้แทนประชาชนคนขอนแก่น วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ในการอภิปรายครั้งนี้ผมต้องขีดกรอบคิดให้ชัดเจนว่า การนิรโทษกรรมคือต้นทาง ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางความคิด รวมถึงการหาทางออก ให้กับประเทศ คืนความยุติธรรมให้กับผู้คนที่ความขัดแย้งนี้ดำเนินมายาวนานกว่า ๒ ทศวรรษ มีเพียงการนิรโทษกรรมเท่านั้นที่จะเป็นทางออกของปัญหาทางการเมืองนี้ ซึ่งเรื่องนี้ทุกพรรคก็มีฉันทามติร่วมกันว่า ต้องมีการนิรโทษกรรมแต่แตกต่างกันที่รายละเอียด

ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตกับรายงานฉบับนี้หลัก ๆ อยู่ ๒ ข้อด้วยกัน ที่อาจทำให้ผู้ต้องหาในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไม่ได้ร่วม เดินทางไปกับการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ด้วย พูดง่าย ๆ คืออาจไม่เข้าข่ายที่จะได้รับ การนิรโทษกรรมครับ

ข้อสังเกตประการแรก ความอ่อนไหวที่คลุมเครือ จากที่กรรมาธิการได้แบ่ง ประเภทความผิดที่จะทำการนิรโทษกรรมออกเป็น ๓ ประเภท คือคดีหลัก คดีรอง และคดีที่มีความอ่อนไหว ท่านประธานครับ ฐานความผิดตั้งแต่ความผิด ต่อความมั่นคง การก่อการร้าย การทำร้ายร่างกายทำให้เสียทรัพย์ไปจนถึงฝ่าฝืน พ.ร.บ. ชุมนุม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และความผิดฐานอื่น ๆ อีกมากมายต่างถูกรวมอยู่ในคดีหลัก และคดีรองครับ มีเพียงแต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๒ ที่ถูกแยกออกมาเป็นคดีอ่อนไหว ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้นิรโทษกรรม ในคดีหลักและคดีรองนะครับ ผมเห็นด้วยและยินดีที่บาดแผลความขัดแย้งที่บาดลึกระหว่าง ประชาชนที่ดำเนินมากว่า ๒ ทศวรรษ จะได้รับการเยียวยาครับ แต่คำถามของผมคือ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ทำไมถึงถูกแยกออกมานะครับ ท่านประธานครับ อย่างการแชร์บทความที่ใคร ๆ หลายพันคนนะครับ แชร์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว แล้วของไผ่ ดาวดิน มันอ่อนไหวกว่าข้อหาช่องคนอื่น ๆ อย่างไรครับ จริง ๆ แล้วเราสามารถ รวมมาตรา ๑๑๒ นี่เข้าเป็นคดีหลักและคดีรองได้ด้วยซ้ำนะครับ เพราะปรากฏเป็นส่วนหนึ่ง ของ ๒๕ ฐานความผิดนะครับ แนบท้าย พ.ร.บ. นี้อยู่แล้ว ตามภาคผนวก ก ที่ท่านทำมานะ ครับ เมื่อถูกแยกออกมาแบบนี้ก็นำมาสู่ความคลุมเครือนะครับ คดีในมาตรา ๑๑๒ จึงเสี่ยงที่ จะถูกกันออกจากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ เหมือนกับความพยายามที่จะนิรโทษกรรม ในครั้งที่ผ่าน ๆ มาครับ ซึ่งมาตรา ๑๑๒ ก็เคยถูกนิยามว่าเป็นคดีที่มีความอ่อนไหว และสุดท้ายก็ไม่ได้ถูกเสนอให้ได้รับการนิรโทษกรรมในที่สุดครับ ท่านประธานครับ ทั้งที่ผู้ต้องหาในคดี ๑๑๒ ต่างก็ได้รับผลกระทบทางการเมืองไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ซึ่งผมจะ อภิปรายในรายละเอียดต่อไปครับ

นำมาสู่ข้อสังเกตประการที่ ๒ นั่นคือแรงจูงใจทางการเมืองที่คณะกรรมาธิการ กำหนดเงื่อนไขการนิรโทษกรรมว่า ต้องเป็นการกระทำความผิดที่เกิดจากแรงจูงใจ ทางการเมือง ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับเรื่องแรงจูงใจทางการเมือง แต่ในขณะเดียวกันผมก็มี ข้อกังวลครับว่านี่เป็นการตีกรอบการนิรโทษกรรมนะครับ ในมิติที่คับแคบเกินไป เพราะหัวใจ ของการนิรโทษกรรม คือการเปิดกว้าง เพื่อหาทางออกของปัญหาความขัดแย้ง ทำไมผมถึง พูดเช่นนี้ครับ ผมขอยกตัวอย่างกรณีผู้ต้องหาในคดี ๑๑๒ หลายคนเป็นผู้ป่วยทางจิต หลายคนเป็นผู้ป่วยจิตเภทนะครับ เช่น ชัยชนะ นามสมมุติชาวจังหวัดลำพูนครับ ถูกแจ้งความในมาตรา ๑๑๒ ที่จังหวัดนราธิวาส แม้จะพิสูจน์ได้ชัดเจนนะครับว่า เขาเป็น ผู้ป่วยจิตเภท แต่ชัยชนะและครอบครัวต้องเดินทางไปศาลที่จังหวัดนราธิวาสนะครับ การเดินทางแต่ละครั้ง ๑,๘๐๐ กิโลเมตรนะครับ จากลำพูนถึงนราธิวาส ค่าใช้จ่ายมหาศาล ท่านประธานครับ หรือคดีของฤชานะครับ ก็นามสมมุติเหมือนกันนะครับ เป็นผู้ป่วยที่จิตเภท นะครับ เขาคิดว่าตัวเขาเองมีพระแม่ธรณีอยู่ข้างหูนะครับ แล้วคอยบงการให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ แล้วเขาก็ถูกทหารบุกจับ จากการโพสต์เฟซบุ๊กนะครับ ซึ่งกรณีเหล่านี้เราจะพิสูจน์แรงจูงใจ ทางการเมืองของเขาได้อย่างไรครับ เพราะพวกเขาเหล่านี้จะถูกนำออกจากการนิรโทษกรรม หรือเปล่าครับ ยังมีคณะกรรมาธิการบางท่านที่ออกมาบอกว่าไม่ควรนิรโทษกรรมให้กับ ผู้ต้องหาคดี ๑๑๒ ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ทั้งหมดไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่านิยามคำว่า แรงจูงใจทางการเมืองของแต่ละท่านเป็นอย่างไรครับ แต่ผมอยากจะชวนดูตัวเลขนะครับ จำนวนคดี ๑๑๒ ที่เพิ่มสูงขึ้นนะครับ ล้อไปกับความขัดแย้งทางการเมือง ในแต่ละห้วงเวลา ท่านประธานครับ หลังการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ นะครับ ที่ คสช. ได้ใช้มาตรา ๑๑๒ เป็น คดีนโยบาย เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง จับกุมคุมขังผู้เห็นต่างนะครับ หลายคนต้องถูก พิจารณาคดีในศาลทหาร ซึ่งในห้วงเวลานั้นมีเพียงศาลเดียวนะครับ เพราะว่าเป็นช่วงที่ ประกาศกฎอัยการศึก ในช่วงปี ๒๕๖๓ ที่นักศึกษา ประชาชน ผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง จำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลอย่างหนักนะครับ ในตอนนั้นนะครับ ซึ่งตอนแรก ถ้าจำกันได้นะครับ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ก่อนหน้านี้เคย บอกว่าจะไม่หยิบมาตรา ๑๑๒ มาใช้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองนะครับ แต่สุดท้ายก็กลับเปลี่ยน มาประกาศว่าใช้ทุกข้อหาทุกมาตรากับผู้ชุมนุมทางการเมือง นำมาสู่จำนวนตัวเลขสถิติ ๑๑๒ ที่พุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ท่านประธานครับ ยังมีกรณีที่ประชาชนใช้ มาตรา ๑๑๒ ฟ้องร้องกลั่นแกล้งกันเองครับ อย่างกรณีของนายยุทธภูมินะครับ หรือที่เรียกว่าคดีสองพี่น้อง ที่เขาถูกพี่ชายแท้ ๆ แจ้งความจับจากมาตรา ๑๑๒ กล่าวหาว่า เขาเขียนถ้อยคำหมิ่นลงบนแผ่น CD เพราะว่า ต้องการกลั่นแกล้งนะครับ เนื่องจากเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากยืนอยู่คนละฝั่งทางการเมือง ท่านประธานครับ แล้วอย่างนี้อะไรคือมาตรวัดหรือว่าเราจะพิสูจน์อย่างไรว่า แรงจูงใจทาง การเมืองของผู้ต้องหาในคดี ๑๑๒ คืออะไรกันแน่นะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมเห็นแน่ ๆ เลย คือพวกเขาเหล่านี้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ครับ คนเหล่านี้ หลายคน หลายคดี ถูกจับกุมคุมขังโดยขั้นตอนที่ละเมิดสิทธิ ถูกคุมขัง สูญเสียอิสรภาพ บางคนต้องพลัดพรากจากคนรักและครอบครัวครับท่านประธาน ก่อนหน้านี้นะครับ ท่านประธาน ผมเป็นทนายความที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชนร่วมกับทนายแจม ศศินันท์ ได้เจอ จำเลยหลายคดี โดยเฉพาะจำเลยในคดี ๑๑๒ หลายคดี หลายคน ได้สัมผัสถึงความเจ็บปวด ของพวกเขามาบ้างครับ แม้จะไม่ทั้งหมด ได้เห็นแววตา และได้เห็นความจำยอมที่ต้องฝืนทน รับสารภาพ เพราะไม่รู้ว่าจะสู้คดีนี้อย่างไร หนทางในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง มันยากมาก ๆ ครับท่านประธาน มันเกินกว่าคน ๆ หนึ่งจะรับไหวครับท่านประธาน จนมีวลี ที่ว่าสู้นานติดแน่ สู้แพ้ติดนาน มันรับ ๆ ไปเถอะครับ เดี๋ยวก็ได้ออก มันเจ็บปวดนะครับ สำหรับทนายความและตัวความครับ การนิรโทษกรรม คือความหวังของคนเหล่านี้นะครับ คือทางออกของคนเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ พวกเขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับพวกเรา ในสภาแห่งนี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายหรือปีศาจร้ายตนใดเลยครับ นี่เรากำลังจะชี้หน้าแล้วบอกว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่สมควรได้รับการนิรโทษกรรมหรอกครับ เหมือนกับผู้อื่นที่อยู่ในวังวนของ ความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ครับท่านประธาน ถ้าการ นิรโทษกรรมจะทำให้สังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งจริง ๆ แล้วเดินหน้าตามอย่างที่พวกเรา พูด ๆ กันมา คนอย่าง อานนท์ นำภา ที่เพิ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมกว่า ๑๔ ปี ๒๐ เดือน ทำให้ต้องจากลูกวัยกำลังโต จะได้เดินหน้าไปกับการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ด้วยหรือเปล่าครับ หรือคนอย่างป้าอัญชันที่ถูกพิพากษารวมแล้วกว่า ๔๓ ปี ๖ เดือน จากการถูกกล่าวหาว่า โหลดคลิปหมิ่นลงใน YouTube ซึ่งกำลังจะฉลองวันเกิดในวัย ๖๙ ปีในเรือนจำ คำถามเดียวกันครับ คือเธอจะได้เดินหน้าไปกับพวกเราด้วยไหมครับ รวมถึงผู้ต้องหา ๑๑๒ คนอื่น ๆ ที่อยู่ในเรือนจำขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ เขาจะได้ไปกับพวกเราไหม เราจะก้าวข้าม ความขัดแย้ง ก้าวข้ามแล้วทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังอย่างไม่แยแสอย่างนี้หรือครับ ราวกับว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่มีตัวตนเลย

สุดท้ายท่านประธานครับ ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนนะครับ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ ระบุว่าปัจจุบันนี้มีนักโทษทางการเมืองในเรือนจำอย่างน้อย ที่ถูกคุมขัง ๔๑ คน มีถึง ๒๘ คนที่เป็นผู้ต้องขังจากมาตรา ๑๑๒ ถ้าเราไม่นิรโทษกรรม ผู้ที่กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเมืองในวันนี้ ถูกขังตอนนี้ ถูกขังจริง ๆ นี่ เรากำลัง ทำอะไรกันอยู่ครับ

สุดท้ายครับท่านประธาน การนิรโทษกรรมเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะไขก๊อก นำไปสู่การคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทย เราต้องมัดรวมทุกความขัดแย้ง ไม่ละเลยคดีใดคดีหนึ่ง เราถึงจะพาสังคมประเทศชาติไปสู่ความเป็นปกติใหม่ที่ปกติครับ ด้วยการคืนสิทธิ คืนความยุติธรรม และคืนความสมานฉันท์ให้แก่ผู้คนและสังคม ขอบคุณครับ