นพดล ปัทมะ อภิปรายรายงานการศึกษา พ.ร.บ. นิรโทษกรรม โดยย้ำว่าเป็นเพียงข้อเสนอที่สภาสามารถพิจารณาได้ ไม่ใช่การนิรโทษกรรมโดยตรง และเสนอให้จำกัดเฉพาะคดีการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมความปรองดองและเสถียรภาพทางการเมือง แต่คัดค้านการนิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 110 และมาตรา 112 โดยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติและหลากหลายทางความคิดเห็น พร้อมเสนอให้หารือต่อเพื่อหาฉันทามติร่วมกัน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้เราศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการตรา พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ซึ่งผมลุกขึ้นอภิปรายในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ความจริงผมเป็นกรรมาธิการ อยู่ด้วยนะครับ ต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการรวมทั้งท่านกรรมาธิการทุกท่าน โดยเฉพาะท่านเลขานุการ ท่านนิกร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกท่านนะครับ ที่ทำงานอย่างไม่รู้จัก เหน็ดเหนื่อย แล้วก็ได้ผลงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่ค่อนข้างครบถ้วนนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ท่านสมาชิกอยู่ด้านขวามือของกระผมได้พูดไปว่ารายงาน ฉบับนี้มันไม่ใช่ฉบับที่เป็นข้อยุตินะครับ เป็นรายงานที่ทางสภาสามารถพิจารณาเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยได้ แล้วขณะเดียวกันไม่ใช่เป็นรายงานที่มีผลเป็นการนิรโทษกรรม เป็นการศึกษา อย่างที่ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรี ท่าน สส. ชูศักดิ์ได้พูดไปนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าแต่ละ พรรคการเมืองจะไปผลักดันการนิรโทษกรรม ก็ต้องกลับไปคุยกับสมาชิกของท่าน แล้วก็ไปเสนอร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเข้าสู่สภาอีกครั้งหนึ่ง เว้นแต่บางพรรคการเมือง ที่ได้เสนอไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นไม่มีประเด็นอะไรที่ในชั้นนี้ที่เราจะมีความขัดแย้ง แล้วเราสามารถที่จะอภิปรายสนับสนุนหรือเห็นต่างจากรายงานของคณะกรรมาธิการได้ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดไปว่าหลักใหญ่ ๆ ของ รายงานผลการศึกษาก็คือ ๑. การเสนอแนวทางการตรากฎหมาย ซึ่งคดีที่อยู่ในข่าย ที่ควรจะนิรโทษกรรม
ประเด็นแรก ควรเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ที่ภาษาฝรั่งก็ใช้ว่า Politically motivated ก็คือต้องเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ไม่ใช่คดีอาชญากรรม ทั่วไป
ประเด็นที่ ๒ จะต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งเวลาใด ซึ่งกรรมาธิการ ได้เสนอตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ มาจนถึงปัจจุบัน
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ทางท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่าน กรรมาธิการอาจารย์หลายท่านนะครับ ได้ไปศึกษาตัวอย่างของคดี รวมทั้งมาตราต่าง ๆ ที่ควรจะได้รับการนิรโทษกรรมมาเป็น List ให้ทางพรรคการเมืองหรือสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรที่ไปศึกษาเพิ่มเติมได้ List นี่อาจจะไม่ใช่ List ที่ครอบคลุม ถ้าท่านเห็นว่า มีคดีที่อยู่ในช่วงปี ๒๕๔๘ แล้วก็มีเหตุจูงใจทางการเมืองที่สามารถที่จะนำมาเสนอ ก็สามารถทำได้ ผมอยากจะกราบเรียนเบื้องต้นในกรรมาธิการที่เสนอมาเป็นเช่นนี้ ย้ำอีกทีครับ อันนี้เป็นแค่แนวทาง ก็คือเป็น Guideline เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองก็ยัง สามารถที่จะไปศึกษาไปอภิปรายในพรรคการเมืองของท่าน แล้วก็ไปร่างกฎหมายเสนอมา ในอนาคตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องตอบสังคม แล้วก็แสดงความรับผิดชอบ ทางการเมืองว่าท่านเสนอนิรโทษกรรมมาตรานั้น เป็นเพราะด้วยเหตุใด
ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกต ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย อาจจะไม่ได้พูดในฐานะที่เป็นกรรมาธิการนะครับ ซึ่งผมก็ไม่ได้มีอะไรขัดแย้ง กับรายงานของท่าน แล้วไม่ใช่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยนะครับ ผมมีข้อสังเกต ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ๔ ประเด็นครับท่านประธานครับ
ประเด็นแรก ก็คือถ้าเราจะนิรโทษกรรม มันต้องบรรลุวัตถุประสงค์ ก็คือ การสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ในชาติ การนิรโทษกรรมต้องนำไปสู่ความเป็น เอกภาพทางการเมือง การนิรโทษกรรมจะต้องนำไปสู่ความมั่นคงทางการเมือง เพื่อที่เรา จะเรียกร้องความเชื่อมั่นจากนักลงทุน แล้วก็เพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ เพราะหลายคน บ่นว่า เสถียรภาพทางการเมืองมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์อันแรกจะต้องบรรลุก่อนครับ จะนิรโทษกรรมมาตราใดจะต้องใช้เกณฑ์ข้อ ๑ เป็นข้อแรกที่ผมกราบเรียนไป
ข้อที่ ๒ ก็คือการนิรโทษกรรมคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และในกรอบ ระยะเวลา ผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการอย่างเต็มที่นะครับ ก็คือต้องเกิดขึ้นในช่วง ปี ๒๕๔๘ มาจนถึงปัจจุบัน แล้วก็เป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่ามันมีบางเรื่องที่เรายังไม่ตกผลึก ยังไม่มีฉันทามติ ของสังคมว่า ความผิดบางความผิด บางมาตรานั้นควรจะนิรโทษกรรมหรือไม่ เห็นด้วย กับท่านประธานกรรมาธิการว่า การนิรโทษกรรมจะต้องไม่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ครั้งใหม่ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเงื่อนไขที่สำคัญครับ ต้องถามว่าเราตกผลึกหรือยังในบางเรื่อง บางมาตรา
ทีนี้การกระทำความผิดเกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ ที่ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในบางท่าน กรรมาธิการก็มีข้อสรุปที่ไม่มีข้อสรุป ก็คือมี ข้อสรุปในลักษณะที่เป็น ๓ แนวทาง เพราะว่าไม่ใช่มติของคณะกรรมาธิการ แต่เป็นการฟังเสียงสะท้อนของกรรมาธิการ ซึ่งมีความเห็นอยู่ ๓ ส่วนอย่างที่ท่านทราบไป ๑. นิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ๒. นิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไข แล้วก็ ๓. ไม่นิรโทษกรรม อันนี้เป็น ๓ แนวทาง ซึ่งท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ ทีนี้โดยส่วนตัวผมครับท่านประธาน ในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ผมมีจุดยืนอย่างนี้ครับ ข้อ ๑. การนิรโทษกรรม ความผิด การกระทำความผิดทางอาญาตามมาตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๒ นั้น เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน ข้อที่ ๒ มาตรา ๑๑๒ ความผิด การกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของชาติ เรื่องที่ ๓ ในขณะนี้สังคมมีความเห็นที่หลากหลาย เห็นแตกต่างกันค่อนข้างมาก ผมคิดว่าเรายังมีเวลาที่จะแสวงหาฉันทามติในประเด็นนี้ต่อไป ได้อีกนะครับ ผมเป็นคนที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ผมไม่เห็นด้วยกับการรวมความผิดตามมาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๑๑๐ เพื่อนิรโทษกรรมครับท่านประธานครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ