วีรภัทร หารือการนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง เรียกร้องยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๗

วีรภัทร คันธะ หารือการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองในยุค คสช. โดยเสนอให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคืนความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย พร้อมยกตัวอย่างกรณีอาร์เจนตินาและไต้หวันที่มีการเยียวยาเหยื่อระบอบเผด็จการ เพื่อผลักดันให้ไทยดำเนินการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านและคุ้มครองผู้แสดงความคิดเห็นอย่างสันติอย่างเป็นระบบ

นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอชื่นชมกรรมาธิการที่ทำหน้าที่แทน ประชาชนที่ไม่มีโอกาสที่จะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมโดยไม่มี กำแพงสูงกั้นไว้ เนื่องจากหนึ่งในภารกิจของรัฐบาลประชาธิปไตย ก็คือการฟื้นฟู สิทธิมนุษยชนและทวงคืนความยุติธรรมให้แก่เหยื่อเผด็จการ แต่ภายใต้เผด็จการนั้น ผู้พิพากษาในศาลไม่ว่าใกล้ ไกล เล็ก ใหญ่ ก็ต่างมีความสัมพันธ์กับเผด็จการทหารหรือไม่ อย่างไร ผมเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่ประชาชนตั้งคำถามครับ ดังที่ปรากฏว่าผู้พิพากษาเพิกเฉยต่อคดีที่เหยื่อ เผด็จการฟ้องและลงโทษศัตรูของเผด็จการ ยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเผด็จการ และไม่สอบสวนอาชญากรรมของเผด็จการ ผมเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมให้ประชาชน ในคดีทางการเมือง เพราะนี่คือการแสดงจุดยืนในทางประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ผมอยากให้ การนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมเป็นเรื่องปกติเหมือนดังที่ต่างประเทศเขาทำกัน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ขอยกตัวอย่างการนิรโทษกรรม ในต่างประเทศเพื่อนำมาเป็นแนวทาง ๒ ประเทศ ก็คือประเทศอาร์เจนตินากับประเทศ ไต้หวัน ในช่วงสงครามสกปรก หรือ Dirty War ของประเทศอาร์เจนตินา การนิรโทษกรรม ส่วนใหญ่ในประเทศอาร์เจนตินาช่วงสงครามสกปรกมักเกี่ยวกับการปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐ หรือทหารมากกว่า แต่ก็มีบางกรณีที่ประชาชนบางกลุ่มได้รับการนิรโทษกรรมเช่นกัน โดยเฉพาะการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร โดยแบ่งการนิรโทษกรรม ประชาชน ๒ กลุ่ม

กลุ่มแรก คือการนิรโทษกรรมให้กับนักโทษการเมือง ซึ่งหลังจากที่เผด็จการทหาร ในประเทศอาร์เจนตินาล่มสลาย คืนสู่ระบอบประชาธิปไตยก็ได้มีการออกนิรโทษกรรมให้กับ นักโทษการเมืองที่เป็นคนเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อรัฐในสมัย เผด็จการทหาร เป็นประชาชนที่ถูกจับกุมคุมขังเนื่องจากต่อต้านเผด็จการ

กลุ่มที่ ๒ การปล่อยตัวนักโทษที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง ซึ่งการ ปล่อยตัวประชาชนที่ถูกคุมขังที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรุนแรง หรือการก่อการร้ายใด ๆ จากตาราง ท่านประธานครับ ประเทศอาร์เจนตินามีการนิรโทษกรรมให้ ผู้นำเผด็จการและเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกับประเทศไทย แต่ความต่างก็คือ อาร์เจนตินา เขาก็นิรโทษกรรมให้ประชาชนเช่นกัน ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับ นักโทษทางการเมือง ต่อมาไต้หวัน กฎหมายยุติธรรมเปลี่ยนผ่านไต้หวันเกิดขึ้นในช่วงยุค White Terror หรือยุคแห่งความหวาดกลัว ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดเผยความจริง การคืนความเป็นธรรม การชดเชยให้แก่เหยื่อ การนิรโทษกรรมสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินลงโทษด้วยเหตุผลทางการเมือง อย่างไม่เป็นธรรม ตัวอย่างคดีของคุณเฉิน เชียนเหยิน นักวิชาการและนักเคลื่อนไหว ซึ่งถูก จับกุมและประหารชีวิต เนื่องจากรัฐบาลสงสัยว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งคดีนี้แสดงให้เห็นถึง การใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม แล้วก็สะท้อนปัญหาการปราบปราม การแสดงออกที่รัฐมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง สุดท้ายแล้วคดีนี้ได้ถูกนำมาพิจารณาใหม่ และรัฐบาลได้ให้การนิรโทษกรรมชดเชยและฟื้นฟูชื่อเสียงให้กับครอบครัวนายเฉิน ซึ่งถือเป็น การยอมรับความผิดพลาดที่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมในอดีต การเปรียบเทียบคดีของ เฉิน เชียนเหยิน กับคดีนักโทษทางการเมืองในไทยของยุค คสช. สามารถสะท้อนประเด็น เกี่ยวกับเสรีภาพทางการเมืองและเหตุผลในการเรียกร้องให้นิรโทษกรรมได้ชัดเจนขึ้น จากตารางครับท่านประธาน รัฐบาลของ ๒ ประเทศใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการแสดงออก และกิจกรรมที่พวกเขามองว่าเป็นภัยต่อรัฐ แม้ว่ากิจกรรมนั้นอาจเป็นเพียงการ แสดงความคิดเห็น หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ตอนนี้ไต้หวัน นิรโทษกรรมและฟื้นฟูให้กับครอบครัวผู้เสียหายแล้ว ซึ่งไทยยังไม่มีนะครับ แต่ก็เชื่อว่า ไม่สายเกินไปที่จะนิรโทษกรรม ยุค White Terror ของไต้หวัน และยุค คสช. ของประเทศไทย ท่านประธานครับ จากตารางก็เปรียบเทียบกันได้ ในแง่ของการปกครองด้วยอำนาจทหาร การควบคุมสิทธิเสรีภาพ และการดำเนินคดีต่อประชาชนในลักษณะที่ไม่ได้รับความยุติธรรม อย่างเต็มที่ และการนำประชาชนไปขึ้นศาลทหาร รายละเอียดเป็นการเปรียบเทียบทั้ง ๒ ยุค ในด้านต่าง ๆ ผมพยายามชี้ให้เห็นว่าการนิรโทษกรรมและกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ที่ไทยยังไม่ได้มีการให้โอกาสกับประชาชน และไม่ได้มีการเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งหลังจาก สิ้นสุดยุคแห่งความหวาดกลัวของไต้หวัน ไต้หวันก็ได้มีการเริ่มกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสืบค้นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในอดีต และชดเชยให้กับผู้ที่ถูกประหารชีวิต หรือถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม แต่ในกรณี ของไทยยังไม่มีกระบวนการการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน หลังจากสิ้นสุดยุคของ คสช. และมีการ ตั้งคำถามว่า ทำไมการนิรโทษกรรมของประเทศไทยมักเกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิดในระดับสูง หรือกลุ่มที่ใกล้ชิดกับฝ่ายปกครองมากกว่า โดยสรุปนะครับท่านประธาน ในกรณีของ อาร์เจนตินาและไต้หวัน ยุคสงครามสกปรกและยุค White Terror หากเปรียบเทียบกับ ยุคของ คสช. ของประเทศไทยมีความเหมือนกันในด้านการควบคุมอำนาจผ่านกฎอัยการศึก การจำกัดเสรีภาพและการใช้ศาลทหารในการดำเนินคดีผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล มีประชาชนที่ถูกปราบปรามจากการแสดงออกทางการเมืองโดยไม่ได้ใช้ความรุนแรง ทั้ง ๒ ประเทศที่ยกตัวอย่าง ได้ก้าวข้ามอดีตด้วยการฟื้นฟูความยุติธรรมให้กับนักโทษ ทางการเมืองที่เป็นเหยื่อของระบบเผด็จการ ผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม ซึ่งส่งผลให้สังคม เดินหน้าสู่การพัฒนาทางด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน ประเทศไทย ในยุค คสช. มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีเพียงเพราะแสดงออกซึ่งความเห็น ทางการเมือง โดยไม่ใช้ความรุนแรง แต่ประชาชนเหล่านี้ยังคงไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ทั้งที่การกระทำของพวกเขาเป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิตามวิถีทางประชาธิปไตย ดังเช่น เหตุการณ์วีรชน ปี ๒๕๕๓ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการเรียกร้องนิรโทษกรรมทางการเมือง ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งและยุติการปกครองแบบ เผด็จการทหาร การใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า ๙๐ คน บาดเจ็บนับพัน ครอบครัวของวีรชน ปี ๒๕๕๓ ยังคงรอคอยความยุติธรรม และการเยียวยาจากรัฐมาเป็นเวลาหลายปีนะครับ การนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือในการ ฟื้นฟูบาดแผลที่ยังไม่เคยถูกรักษา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมสำหรับประชาชน ที่ตกเป็นนักโทษทางการเมืองในยุค คสช. เพียงแค่ต้องการแสดงออกถึงสิทธิในการเรียกร้อง ประชาธิปไตย และคัดค้านการปกครองแบบเผด็จการ ดังเช่นที่อาร์เจนตินาและไต้หวัน ได้แสดงให้เห็นว่า การนิรโทษกรรมไม่ใช่เพียงการลบล้างอดีต แต่เป็นการสร้างอนาคต ที่มุ่งเน้นการคืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้กับประชาชน ผมอยากเห็นความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ ในการสั่งการปราบปราม และการยอมรับความผิดพลาดในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย ถือเป็นการคืนความยุติธรรมให้ประชาชนที่ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยให้กับประชาชน ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของรัฐ เพียงเพราะพวกเขาแสดงออกถึงความต้องการ ในระบอบประชาธิปไตย และสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยสันติ การนิรโทษกรรม ในกรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงการปลดปล่อยนักโทษ แต่เป็นการเยียวยาประวัติศาสตร์ ทางการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความบอบช้ำ และเพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นสร้างอนาคตที่ ปราศจากการกดขี่อีกครั้ง ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ