สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายรายงานเกี่ยวกับร่างพิธีนิรโทษกรรม โดยย้อนประวัติศาสตร์การนิรโทษกรรมในไทยและต่างประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาความอยุติธรรมที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง เพื่อสร้างความปรองดองอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชนครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ ผมอ่านรายงานฉบับนี้ก็หลากหลายความรู้สึกครับ บางครั้งก็ยินดีครับ บางส่วนอ่านแล้วก็ โกรธครับ บางส่วนอ่านแล้วก็เศร้าแล้วก็หงุดหงิดครับ ผมเองพูดเรื่องนี้หลายครั้ง ทั้งอภิปรายในสภาหรือในที่อื่น ๆ ก็หลายครั้งครับ แต่พออ่านรายงานฉบับนี้ทำให้ผมกลับมา ทบทวนตัวเองว่า มีเรื่องอะไรที่ผมยังสื่อสารออกไปไม่ดีจนทำให้หลายท่านในคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ยังไม่เข้าใจอีกหรือเปล่า ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องการนิรโทษกรรมจริง ๆ เป็นเรื่องที่ถูกให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากครับ และถูกวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะครับ เราทำ เหมือนว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งพิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย อาจจะเป็นเพราะเราไม่มี นิรโทษกรรมมา ๓๐ กว่าปีแล้วก็ได้ครับ แต่ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์สักหน่อยก็จะพบว่า การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดเลยในสังคมไทยครับ แต่ทำไมกลับยังมีคนคิดว่า เรื่องนี้อันตราย เรื่องนี้เสี่ยง เรื่องนี้เป็นประเด็นอ่อนไหว ท่านประธานครับ ผมเคยยกตัวอย่าง ต่างประเทศมาพอสมควรครับ ว่าเรามี Model ของประเทศไหนบ้างที่จะสามารถนำมา ปรับใช้ได้ ทั้งรวันดา เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ กัมพูชา เห็นไหมครับที่อื่นเขาก็มีครับ เขารุนแรง กว่าบ้านเราเยอะครับ ก็ยังผ่านมาได้โดยการนิรโทษกรรมที่เป็นระบบได้ แต่แน่นอนครับ หลายท่านก็คงจะบอกว่า คุณสหัสวัตนั่นมันต่างประเทศ บริบทมันไม่เหมือนกับประเทศเรา ประเทศเราไม่เหมือนที่อื่น สังคมไทยเป็นอีกแบบ ผมไม่อยากจะเถียงนะครับว่าพิเศษหรือไม่ แตกต่างกันจริงหรือไม่ครับ แต่ถ้าพูดแบบนั้นผมก็อาจจะบอกว่าประเทศไทยของเราเอง ก็ผ่านการนิรโทษกรรมมาบ่อยครั้งมาก ๆ อย่างน้อยก็อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้พูดมานะครับ ที่เป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด ยังไม่รวม การนิรโทษกรรมผ่านรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรมให้กับคนทำรัฐประหาร และคำสั่ง นายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะฉบับที่ผมเห็นว่าสำคัญมากครับ และใครหลาย ๆ คนในที่นี้ก็คงจะ คุ้นเคยเป็นอย่างดีนั่นคือ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ ครับ ผมอยากจะกล่าวดังนี้ครับ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ ครับ ก่อนนี้เราก็มีการพูดเรื่องนี้ในสภาไปไม่นานมานี้ ก็พูดกันหลายรอบครับ เราพูดถึงผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยหลายคน ที่หลาย ๆ ท่านก็ยังไม่ได้ ที่ดิน ๑๐ ไร่ วัว ๑๐ ตัว จนถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้นะครับ ก็อยู่ในที่นี้ ผมไม่แน่ใจว่าทุกท่าน ได้กันครบหรือยังนะครับ อย่างไรก็ดีครับ ที่ผ่านมาเราพูดถึงแต่เชิงปฏิบัติของเรื่องดังกล่าว แต่เราไม่ได้พูดถึงหลักการและหัวใจสำคัญที่ทำให้เรื่องดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จริง ๆ จัง ๆ สักเท่าไรครับ ผมอยากจะเสนอในส่วนนี้วันนี้ครับ ท่านประธานครับ ในช่วง ระยะเวลา ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราอยู่ในสภาวะกึ่งสงครามกลางเมืองที่มี การสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และรัฐไทยผ่านยุทธการป่าล้อมเมือง มีการฆ่ากันตายครับ ไม่เพียงแต่กลางเมืองในเหตุการณ์ตุลาคม ปี ๒๕๑๙ เท่านั้นครับ แต่ยังมี การสู้รบสูญเสียอย่างหนักทั่วประเทศตามเขตป่าเขาครับ รวม ๆ แล้วก็มีผู้เสียชีวิตหลายร้อย และอาจถึงหลายพันคน สาเหตุหนึ่งที่สหายหลายท่านเข้าร่วมรบกับพรรคนะครับ ไม่ใช่ เพราะเขาโดนหลอก อ่อนเดียงสา หรือว่าหลงผิดครับ แต่เป็นเพราะเขาเหล่านั้นรู้สึก ถึงความอยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมครับ รู้สึกว่าบ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของเขา รู้สึกว่าเขาไม่มี ส่วนร่วมในการเมืองการปกครอง ไม่มีสิทธิจะกำหนดชะตาของตัวเอง อะไรต่าง ๆ ถูกกำหนด โดยชนชั้นนำทั้งหมด สิ่งที่ผมพูดนี้ไม่ได้กล่าวอ้างลอย ๆ นะครับ เพราะท่านกลับไปดูคำสั่ง ดังกล่าวจะเห็นครับว่าในข้อ ๔ ตั้งแต่ ๔.๑-๔.๕ นั้น ล้วนแต่เป็นแนวนโยบายเพื่อจะแก้ไข ปัญหาเรื่องข้างต้นทั้งสิ้น พอเน้นย้ำไปถึงเรื่องที่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ การปกครอง ขจัดเหตุแห่งความไม่เป็นธรรม ทำลายการกดขี่ที่ขูดรีด สร้างความปลอดภัยไป จนถึงให้สามารถปกครองตัวเอง และประสานประโยชน์ระหว่างชนชั้น สนับสนุน กระบวนการประชาธิปไตยด้วยครับ ท่านประธานครับ คำสำคัญเหล่านี้เราทุกคนในห้องนี้ น่าจะคุ้นเคย เพราะนั่นก็เป็นความรู้สึกเดียวกับที่พี่น้องประชาชนที่ออกมาเรียกร้องไม่ว่าใน ยุคใด สมัยใดก็พูดแบบนี้ครับ มันเป็นความรู้สึกเดียวกันที่พี่น้องเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้อง ความเป็นธรรมก็โดนดูถูกเหยียดหยาม เรียกว่า ควายแดง มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ เยาวชนในปี ๒๕๕๗ หรือปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ที่ออกมาแล้วบอกว่าโดนหลอก โดนจูงจมูก ทั้งที่เขาอาจจะรู้สึกถึงแค่ความอยุติธรรมครับ ท่านประธานครับ ถ้าวันนี้ไม่มีการนิรโทษกรรมโดยรวมทุกคดีที่มีมูลเหตุมาจากการเมือง และรวมถึงมาตรา ๑๑๒ ด้วย ความรู้สึกเหล่านี้ก็จะยังอยู่ ถ้าการนิรโทษกรรมมัวแต่จะมา เลือกกันว่าต้องมีเงื่อนไขต่าง ๆ แบบนั้นแบบนี้ เมื่อไรเราจะได้นิรกรรมโทษครับ เมื่อไร ประชาชนที่ถูกย่ำยี ถูกฆ่าสังหาร ถูกจับติดคุกจะได้รับความเป็นธรรมครับ แล้วเมื่อไร ประเทศเรา ประชาธิปไตยของเราจะเดินหน้ากันได้เสียทีครับ ท่านประธานครับ วันนี้เราเห็น เหตุการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ดี ๆ ก็กลับมาปะทุขึ้นมาอีกครั้ง นั่นก็เป็น เรื่องเดียวกันนี่ละครับ เพราะเขารู้สึกถึงความอยุติธรรมครับ เราผ่านเหตุการณ์รุนแรงมา นับไม่ถ้วนครับ ยิงกันตายก็บ่อยครับ นิรโทษกรรมกันมาแล้วหลายครั้ง ทำไมครั้งนี้ถึงยากเย็น เหลือเกินครับ ผมอยากจะฝากไปยังทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับว่า ในอดีตที่ประเทศเรา เดินมาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะเราทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ รู้สึกมีส่วนร่วม กับประเทศ รู้สึกได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น และหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ คือการที่ ชนชั้นนำในอดีตยอมสละผลประโยชน์บางส่วนของชนชั้นตัวเองให้ชนชั้นผู้ถูกปกครอง ได้รับประโยชน์บ้าง สิ่งที่ผมคงจะต้องย้ำนะครับ คือแล้วชนชั้นนำในวันนี้พร้อมสละประโยชน์ และอีโกเหล่านี้ลงได้บ้างไหมเพื่อให้ประเทศเดินต่อครับ อดีตสหายหลายท่านในวันนี้ และใน ครม. ทั้งสหายศรชัย สหายใหญ่ สหายสุภาพ สหายจรัส ผมขอขอบคุณในคุณูปการในอดีต ของพวกท่านต่อสู้มา แล้วผมยินดีที่ท่านได้รับความยุติธรรมกันไปบ้างแล้ว ผมก็อยากจะเห็น เพื่อน ๆ มิตรสหายอีกหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรมในวันนี้ให้เขาได้รับความ ยุติธรรมบ้างครับ แล้วผมอยากจะเห็นการชำระประวัติศาสตร์บาดแผลครั้งใหญ่ของประเทศ ที่ทำให้พวกเราทุกคนต้องจดจำว่า เรื่องแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก การเข่นฆ่า การไล่จับ ไล่ล่า คนเห็นต่างต้องหมดไป นักโทษ ผู้ต้องหาทางความคิด ต้องไม่มีอีกต่อไป ขอบคุณครับ