ชูศักดิ์ แจงผลศึกษานิรโทษกรรม ชี้เป็นเพียงข้อเสนอเพื่อปรองดอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๗

ชูศักดิ์ ศิรินิล รายงานผลการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม หลังดำเนินการมาระยะเวลาที่ขยายไว้สองครั้ง โดยได้รวบรวมข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ชี้แจงว่านิรโทษกรรมไม่ใช่การยกเลิกความผิด แต่เป็นการยกเว้นความรับผิดเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง โดยอ้างอิงประวัติการใช้ในอดีตมากกว่า 23 ฉบับ และเสนอกรอบเวลา เงื่อนไข รวมถึงทางเลือกอื่นเพื่อยุติปัญหา พร้อมย้ำว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงแนวทางสำหรับการพิจารณาในอนาคต โดยไม่ผูกพันรัฐบาล และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อความยุติธรรมและการปรองดอง.

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ขออนุญาตรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรดังต่อไปนี้

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่สอง) วันพฤหัสบดีที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ได้พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม ซึ่งนางสาวขัตติยา สวัสดิผล เป็นผู้เสนอ และมีมติตั้งกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ โดยได้กำหนดระยะเวลาพิจารณาศึกษาไว้ ๖๐ วัน ครบกำหนดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ต่อมาคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ขอขยาย ระยะเวลาการพิจารณาศึกษา จำนวน ๒ ครั้ง

ครั้งที่ ๑ จำนวน ๖๐ วัน ตั้งแต่วันอังคารที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ ถึงวันศุกร์ ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ และ

ครั้งที่ ๒ จำนวน ๖๐ วัน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ ถึงวันอังคาร ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗ นั้น

บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้ว โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม อย่างรอบด้าน โดยศึกษาจากสรุปประเด็นข้อสังเกต และข้อเสนอแนะการอภิปรายของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กฎหมาย และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ งานวิจัย รายงานผลการศึกษา และข้อเสนอที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลสถิติคดี การรับฟังความคิดเห็น จากบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม บทความและข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมข้อเรียกร้อง หรือข้อคัดค้านจาก กลุ่มต่าง ๆ และการเข้าร่วมการเสวนาขององค์กรต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมทั้ง รับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ

ทั้งนี้ ได้ดำเนินการประชุมรวมทั้งสิ้น ๑๙ ครั้ง จัดทำรายงานเป็นเอกสาร จำนวน ๓ เล่ม คือรายงานของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม และภาคผนวก ก ซึ่งเป็นรายงานของคณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาข้อมูลและสถิติคดีความผิด อันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง โดยมี นายนิกร จำนง เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ภาคผนวก ข ซึ่งเป็นการรายงานของ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยมีรองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่กระผมจะกล่าวถึงข้อสรุปผลการพิจารณา ต่อที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ผมขอฝากประเด็นไว้เป็นหลักสำหรับ การพิจารณารายงานในวันนี้เป็นเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

ข้อที่ ๑ การนิรโทษกรรมนั้น โดยหลักการแล้วมิใช่การยกเลิกความผิด การกระทำนั้นยังเป็นความผิดตามกฎหมายอยู่ เพียงแต่เห็นสมควรให้มีการยกเว้นความรับผิด เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อให้ทุกฝ่าย กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ประเทศชาติสามารถพัฒนาต่อไปได้ การตรากฎหมาย นิรโทษกรรม จึงเป็นเครื่องมือในการที่จะนำพาประเทศให้เดินหน้าต่อไป เพื่อมิให้จมปลัก อยู่กับความขัดแย้งจนหยุดอยู่กับที่หรือถอยหลัง ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตประเทศไทย ได้มีกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้ว จำนวน ๒๓ ฉบับ ประกอบด้วย พระราชบัญญัติ ๑๙ ฉบับ และพระราชกำหนด ๔ ฉบับ

ข้อที่ ๒ รายงานนี้ คือผลการศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม มิใช่การพิจารณาหรือยกร่างกฎหมาย มิใช่การยกร่างพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม รายงานนี้เป็นเพียงข้อเสนอแนะ แนวทาง หากจะมีการพิจารณา หรือมีการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสต่อไปว่า ควรจะรวมหรือไม่รวมการกระทำอันใดบ้าง หรือควรมีแนวทางอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม และหากเป็นความเห็น ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ อาจบานปลายสู่ความขัดแย้งในอนาคต กรรมาธิการได้เสนอความเห็น ในทุก ๆ มิติไว้ด้วย เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้ศึกษา ได้เรียนรู้ และรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง รอบด้าน

ข้อที่ ๓ แม้รายงานจะเป็นเรื่องการศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม แต่กรรมาธิการยังได้ศึกษาเสนอแนะแนวทางอื่น ๆ ในการยุติความขัดแย้ง และสร้างความเข้าใจอันดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยไว้อีกด้วย เช่น แนวทางการตรา พระราชบัญญัติล้างมลทิน แนวทางการขอพระราชทานอภัยโทษ แนวทางการใช้อำนาจ ในกระบวนการยุติธรรมอย่างอื่น เช่น การชะลอการฟ้อง การสั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่ก่อ ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ รวมถึงแนวทางการตราพระราชบัญญัติที่มีเงื่อนไข ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่เกิดขึ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสรุปสาระสำคัญที่ได้จากการศึกษาของ กรรมาธิการโดยสังเขปดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ช่วงเวลาในการนิรโทษกรรม กรรมาธิการได้ศึกษาแล้วเห็นว่าควรจะ เอาเหตุการณ์ในการชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่เหตุความขัดแย้งทางการเมือง เหตุการณ์ ชุมนุมเมื่อปี ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบันมาเป็นหลักในการกำหนดขอบเขตช่วงเวลา ของการนิรโทษกรรม

ข้อ ๒ การกระทำที่ควรได้รับการนิรโทษกรรม มุ่งเน้นที่การกระทำที่มูลเหตุ เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง โดยกรรมาธิการได้แยกแยะการกระทำในคดีหลัก เช่น ความผิดฐานเป็นกบฏ การกระทำในคดีรอง เช่น ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ได้แยกคดีที่มี ความอ่อนไหวทางการเมืองออกมาพิจารณาเป็นการเฉพาะ โดยได้แสดงเหตุผลในทุกมิติ ทั้งผู้ที่เห็นด้วย ผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมถึงการแสวงหามาตรการอื่น ๆ เช่น การนิรโทษกรรมโดยมี เงื่อนไข

ข้อ ๓ กรรมาธิการได้เสนอรูปแบบการนิรโทษกรรม ทั้งที่เป็นแบบอัตโนมัติ ทั้งในรูปแบบการให้มีคณะกรรมการมาพิจารณาวินิจฉัยและรูปแบบผสมผสาน การให้มี คณะกรรมการมาพิจารณาเนื่องจากการนิรโทษกรรมหากเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ซึ่งเกิดมา นานแล้ว มีคดีเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งที่เป็นคดีหลัก คดีรอง การมีคณะกรรมการมาพิจารณา จะทำให้การนิรโทษกรรมนั้นถูกต้อง เป็นธรรมอย่างแท้จริง

ข้อ ๔ ควรกำหนดขอบเขตการนิรโทษกรรมว่า รวมถึงการกระทำใด ๆ บ้าง และควรมีการทำบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติไว้ เพื่อให้ทราบว่าจะมีการนิรโทษกรรม ความผิดใด ๆ บ้าง นอกจากนั้นยังได้เสนอแนะแนวทางว่า การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม อาจทำเป็นหลายฉบับ เพราะเหตุการณ์หรือพฤติกรรมของการกระทำมีความแตกต่างกัน

ข้อ ๕ กรรมาธิการได้มีข้อสังเกตไว้หลายประการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรวมถึง คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณา เช่น การอำนวยความยุติธรรมโดยกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ ในปัจจุบันที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ข้อสังเกตที่เกิดจากการศึกษา ของคณะกรรมการอิสระในหลายชุดที่ผ่านมา รวมทั้งความเห็นของกรรมาธิการที่เห็นว่า ความผิดตามมาตรา ๑๑๐ ความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา ยังคงเป็น ประเด็นที่มีความอ่อนไหวและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตามข้อสังเกตของ กรรมาธิการมิได้บังคับ หรือผูกมัดคณะรัฐมนตรีที่จะต้องดำเนินการตามที่เสนอ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใคร่ขอย้ำต่อที่ประชุมว่า รายงานนี้ได้ขอเลื่อน การพิจารณามา ๒ หรือ ๓ ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่า รายงานนี้มิใช่การพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ เป็นเพียงการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายจากสภา แห่งนี้ ดังนั้นที่ประชุมควรจะได้รับทราบรายงาน เพื่อนำผลการศึกษาไปประกอบ การพิจารณาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาหรือยกร่างพระราชบัญญัติในอนาคตต่อไป กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ