พิชัย ชุณหวชิร หารือเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ที่ต้องปรับเงื่อนไขสัญญาให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบจากโควิด-19 โดยเสนอแนวทางผ่อนผันการชำระหนี้จำนวนกว่า 10,670 ล้านบาทเป็นงวด พร้อมคิดดอกเบี้ยและหลักค้ำประกัน เพื่อลดภาระภาคเอกชนที่ขาดทุนสะสมตั้งแต่ปี 2564 ขณะเดียวกันเน้นย้ำความรับผิดชอบทางการเงินของเอกชนที่ต้องแบกรับขาดทุนเองแต่ต้องคืนกำไรให้รัฐ และเสนอให้ทบทวนมติ ครม. เพื่อปรับสัญญาตามหลักเกณฑ์ EEC โดยผูกพันสามโครงการร่วมกันเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ พร้อมแบ่งส่วนเกินรายได้คืนรัฐในระยะยาวหากโครงการดำเนินงานได้ดีกว่าเป้าหมาย โดยไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของรัฐ
กราบเรียนท่านประธานและผ่านไปยังท่านสมาชิก ท่านสุรเชษฐ์นะครับและ สส. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ก่อนที่ผมจะเริ่มตอบประเด็นการแก้ไขปัญหา ๕ ข้อ ๕ ประเด็น เราก็ต้องมาถามก่อนนะครับว่า โครงการนี้คือโครงการอะไร ผมวางพื้นสักนิดหนึ่งก่อน โครงการนี้เป็นโครงการเชื่อมรถไฟ ๓ สนามบิน ระยะทาง ๒๒๐ กิโลเมตร ด้วยความเร็วรถไฟ สูงสุดที่ ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผ่านหลายจังหวัด ถ้าเราจะเริ่มแล้ว ก็เริ่มกันตั้งแต่ ดอนเมือง บางซื่อ แล้วก็สุวรรณภูมิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา พัทยา แล้วก็ไปอู่ตะเภา จะเห็นว่าจะผ่านเส้นทางไปสู่เศรษฐกิจพิเศษก็คือ EEC ถ้าเรามองไปทางขวาของ EEC เราก็ จะพบว่านั่นคือ Eastern Seaboard ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อม ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นโครงการ ที่เรียกว่า เป็นโครงสร้างที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศไทย ที่รัฐบาลมีความประสงค์อยากจะ ให้เกิดนะครับ เพื่อเป็นฐานในการที่จะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตแบบมีสาระสำคัญ โดยต้อง หาเอกชนมาเป็นผู้ลงทุนและไปดำเนินการ ท่านจะเห็นว่าในเชิงของประโยชน์ ถ้าเราจะเริ่ม ตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่ใช่เฉพาะโครงการนี้ เพราะว่าจะมีอุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่าง หลายประเภท ซึ่งวันนี้ผ่านเข้ามา เสนอตัวเข้ามา ส่วนใหญ่ก็จะมาอยู่ในสถานที่นี้ ซึ่งเราก็จะ ใช้เป็นสถานที่เกี่ยวกับเรื่องทางเทคโนโลยีทั้งหลายทุกคนก็จะมุ่งเข้ามาที่นี้ เพราะฉะนั้น จะมีการลงทุนต่อเนื่องไปอีกนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นในเรื่องของประโยชน์ ประชาชน ตลอดเส้นทาง ๒ ฝั่ง ก็จะได้ประโยชน์ด้วยการเดินทางไปมารวดเร็ว มีการจับดูกันว่าถ้าจาก อู่ตะเภาด้วยความเร็วแล้วจอดไปอย่างนี้รวมเวลาที่จอดด้วย ถ้าเข้ามาถึงเขต กทม. แล้วก็ ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็แปลว่าทุกอย่างดีขึ้น สะดวกขึ้นนะครับ มองเห็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายอยากจะเข้าไปลงทุนในสถานที่ตลอดเส้นทางรถไฟเหล่านี้ ในเชิงของประโยชน์ผมวางไว้ก่อนว่า นี่คือผลประโยชน์ของประเทศและของประชาชนทุกคน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ได้มีการเริ่มทำสัญญาแล้ว ผมอยากจะเริ่ม Time line ให้เห็น นิดหนึ่งว่ามีการตกลงกันตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ดังที่ท่านทราบ แต่ในช่วงปี ๒๕๖๓ ก็จะมีขั้นตอน การดำเนินงานก่อนที่เราจะเริ่มมีการก่อสร้าง หรือว่าลงสัญญา ก็คือต้องมีการหาพื้นที่ คืนพื้นที่ ส่งมอบพื้นที่หลายเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามก่อน ซึ่งก็คาดว่าใช้เวลามาก็ปีกว่า ๒ ปี ดังนั้นเวลาที่ดำเนินงานจริง ๆ ว่าไปแล้ว ก็คือ ตุลาคม ๒๕๖๔ เราจะเห็นว่า ๒๕๖๒-๒๕๖๔ นี้ ถ้าเราไล่เป็น ค.ศ. ดี ๆ ก็คือ ๒๐๑๙ ซึ่งเป็นช่วงโควิด เพราะฉะนั้นเหตุการณ์พวกนี้มันเกิดอยู่ ในช่วงโควิด เราก็คงจะรู้ว่าหลาย ๆ อย่างมันมีปัญหา และในช่วงพอปลายโควิด เราก็จะเห็นว่า มันมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ Geopolitics ไม่ว่า จะเป็นปัญหาเกิดขึ้นในยูเครน เกิดขึ้นหมด จะเห็นว่าช่วงนั้นเกิดปัญหาขึ้นมาเงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น ผมคิดว่ามันก็มีปัจจัยหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เพราะว่าในการลงทุนทุกอย่างก็ ต้องไปหาแหล่งของเงินแน่นอน เราก็เข้าใจถึงปัญหาเหล่านี้ว่ามันเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบว่าจริง ๆ แล้วโครงการนี้ เพื่อจะให้ท่านเห็นภาพว่า การแก้ไข สัญญาเพื่อจะให้จ่ายเงินมากขึ้นหรือน้อยลง ผมอยากจะเรียนครับ ไม่ว่าจะแก้ไขสัญญา อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินนี้จะต้องไม่มากไปกว่าเดิมในเชิงของมูลค่าปัจจุบัน ผมอธิบายให้ ฟังง่าย ๆ ในเงื่อนไขข้อที่ ๑ เงื่อนไขการขอแก้ไขการจ่ายเงินเพื่อให้เริ่มโครงการได้ โดยทั่วไป โครงการก็จะขอระยะเวลาก่อสร้างประมาณ ๕ ปี หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว และดำเนินการใน ๖ เดือน รัฐก็จะเริ่มชำระเงินให้วงเงินประมาณผ่อนเป็นเวลา ๑๐ ปี ๑๔๙,๐๐๐ กว่า ล้านบาท อยากจะทราบครับว่าจริง ๆ ที่มาของ ๑๔๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ถ้าเราสามารถ จ่ายทันทีตั้งแต่วันแรกเลย มูลค่าที่เราจะจ่ายก็จะตกประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กลม ๆ โดยประมาณ คือ ๑๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าผมจำไม่ผิด เมื่อมันจะต้องจ่ายแค่นั้น การที่ เราให้เขาสร้างก่อน แล้วเราไปจ่ายทีหลัง สิ่งที่เราต้องจ่ายเพิ่มจาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๔๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนั้นไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่เราให้เขาเปล่า ๆ ก็คือ เป็นเรื่องของ ค่าดอกเบี้ยครับ หรือค่าต้นทุนทางการเงินที่เขาดำเนินการไปก่อน แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ อย่างนั้นเราก็มาปรับดูถึงความเป็นไปได้ ดังนั้นเงื่อนไขที่ปรับให้ดีขึ้น เราก็จะต้องมีการ ทำหลายอย่าง อย่างที่ ๑ ก็คือ เราก็จะมาดูว่าเพื่อให้มันเกิดขึ้นแล้วก็สามารถดำเนินการได้ เราก็จะแบ่งให้เขามีการส่งมอบงานเป็นครั้ง ๆ ประมาณ ๕-๖ ครั้ง ในการส่งมอบงานนั้น ก็เป็นไปตามผลสำเร็จของงาน แล้วเราก็มีการชำระเงิน ฟังก่อนนะครับ มีการชำระเงิน แต่เมื่อมีการชำระเงิน วันที่เริ่มมีการชำระเงินหรือเซ็นสัญญา เขาต้องเอาหนังสือค้ำประกัน มาวางไว้เลย คิดเป็นมูลค่าของเงินเทียบเท่ากับเงินที่เราจะต้องจ่ายไปในมูลค่าปัจจุบัน หรือเอาง่าย ๆ เลยถ้าเขาทำได้สัญญาทั้งหมดภายใน ๕ ปี แล้วเราส่งเงินให้เขาหมดเลย ถ้าคิดถอยลดลงมา ด้วยอัตราถอยลดมาแล้วก็เทียบเท่ากับจ่าย ๑๒๐,๐๐๐ เท่ากัน ความหมายคือค่าของเงินแล้วรัฐบาลจ่ายเท่าเดิม เอกชนได้เท่าเดิม เพียงแต่ทำให้มันเกิด ความสามารถที่จะทำให้เป็นไปได้ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว วิธีการเราเพิ่มได้อีกครับ ในการ ลดความเสี่ยง แล้วก็มองมาดูว่าถ้ามันเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ แบบนี้ขึ้นมาเราจะทำอย่างไร ในหนังสือค้ำประกันนั้นจะเห็นว่า ให้วางตั้งแต่วันแรกเลยทั้ง ๕ ฉบับ คิดเป็นจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มากกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ในขณะที่ทำไปสักช่วงหนึ่ง ถ้าทำไปแล้วเกิด ทำไม่สำเร็จด้วยเหตุใด หรือทำสำเร็จ ไม่สำเร็จ เราก็สามารถที่จะสมมุติต้องหยุดกัน ก็สามารถที่จะหาผู้รับเหมารายใหม่มาได้ เพราะว่าสิ่งที่จะทำนั้นจะต้องโอนให้เราเลย เป็นครั้ง ๆ เป็นงวด ๆ แล้วเราก็สามารถหาผู้รับเหมาใหม่ ถ้าจะสร้างด้วยราคาที่แพงกว่าเดิม หนังสือค้ำประกันเหล่านี้จะมีผลในการที่จะรัฐเรียกได้ เพราะว่าให้มาครบทั้งหมดแล้ว และเป็นจำนวนที่เราจะปิดแค่ส่วนต่างเท่านั้นเอง ทีนี้ถ้าจะไปดูอีกอันหนึ่งในเรื่องของหลัก หนังสือค้ำประกัน ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า มันมีหนังสือค้ำประกันอยู่หลายประเภท มีอยู่อีกอันหนึ่ง ซึ่งสำคัญมากคืออาศัยความน่าเชื่อถือของผู้ลงทุน เพราะฉะนั้นคงจะทราบว่า Consortium นี่จะประกอบด้วยผู้ลงทุนใหญ่ ๆ หลายแห่ง ประมาณ ๔-๕ แห่ง รวมทั้งบริษัท จีนด้วย แล้วก็บริษัทในไทยด้วย ก็จะมีการออกหนังสือค้ำประกันให้กับงานนี้จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็แปลว่านอกเหนือจากหนังสือสัญญา ที่เราจะได้จากธนาคารแล้ว ก็ยังมีหนังสือในกรณีที่จะเกิดอะไรขึ้น เราสามารถที่จะไปเรียก ซึ่งเป็นไปตามสัญญาเดิม อันนี้ก็ยังคลุมไว้เหมือนเดิมอยู่ ก็แปลว่ามันคลุม ๒ ชั้น เรื่องนี้ก็เป็น เรื่องที่ ๑ ที่ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า การเงินนี้ไม่ได้จ่ายมากขึ้นและไม่ได้เอื้อ แต่ต้องการ ทำให้โครงการเกิดขึ้น เมื่อเราคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐแล้ว รัฐไม่ได้เสียแต่ผลประโยชน์ ในเชิงเศรษฐกิจและผลประโยชน์ที่จะตกสู่ธุรกิจ ผลประโยชน์ที่ตกสู่ประเทศและประชาชน ก็จะได้สามารถกลับเข้ามาได้นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรามาพิจารณา แต่ในเชิง ของรายละเอียด เดี๋ยวผมจะไปเรียนตอนท้ายว่าอันนี้คือหลักการ วิธีการที่ให้ไป เดี๋ยวจะต้อง มีการกลับไปพิจารณาเรื่องนี้หาในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกลับนำมาเสนออีกครั้งหนึ่งว่า ตกลงแล้วข้อยุติคืออะไร การผ่อนผันชำระ Airport Rail Link คงจะทราบว่าตอนที่ยื่น ข้อเสนอข้อนี้จริง ๆ แล้วเป็น ๓ Package ผูกไว้กันอยู่ เป็นทางรถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน คือเรื่องที่ ๑ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อครู่ผมขอเพิ่มอีกนิดหนึ่งครับ ในการลงทุนอันนี้ นอกจาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเส้นทางรถแล้วก็เป็นสถานีแล้วนี่ จริง ๆ แล้วเอกชนได้ มีการลงทุนเพิ่มเติมอีก ก็คือระบบไฟ ระบบรถ ทั้งหมดนี้เอกชนลงทุนคิดเป็นเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนนี้เมื่อถึงเวลาเมื่อดำเนินการแล้วก็จะตกมาเป็นของรัฐ อันนี้ ความหมายคือว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลจ่าย จ่ายในเวลาที่ปรับเปลี่ยนใหม่ แต่ส่วนที่ลงทุน อันนั้นภาคเอกชนยังเป็นผู้ลงทุนต่อไป เพื่อให้ระบบรถมันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในส่วนของ Airport Rail Link เราก็จะเห็นว่าเงื่อนไขเดิม ก็คือให้ชำระ ครั้งเดียว ๒ ปีนับแต่วันลงนามในสัญญา วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ ก็จะเห็นว่าอีกเช่นเดียวกัน ช่วงนี้ก็เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีผู้เดินทางเข้ามาในประเทศเลย แล้วมันก็เกิดเหตุซึ่งไม่มีใครคาดคิด ว่าจะเกิดเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเงินที่ต้องชำระหนี้คิดเป็นเงินประมาณ ๑๐,๖๗๐ ล้านบาท โดยประมาณ อันนี้เพื่อจะทำให้มันเกิดขึ้นได้นี่เราก็เลยต้องมาดูว่าเราจะปรับอย่างไรนะครับ เพื่อให้มันเกิดการ Tricker จะเห็นว่ามีบางอย่างที่เราปรับแล้วเป็นในสิ่งที่เป็นไปได้ก็คือ ถึงแม้ว่าเราจะให้ภาคเอกชนผ่อนชำระได้ ๗ งวด แต่ต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันไว้ทั้ง ๗ ฉบับเช่นกัน อันนี้อาจจะดูว่ายังไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการจ่ายนี่จะจ่ายเท่ากับต้น เท่าเดิมคือ ๑๐,๖๗๐ ล้านบาท แน่นอนการจ่าย ๗ ครั้งนี้นะครับ จะต้องมีการคิดดอกเบี้ย ถามว่าดอกเบี้ยมาจากไหนครับ ถ้าเราไล่เงินนี้ไประบบนี้ ก็คือระบบที่ครั้งหนึ่งรถไฟไทย การรถไฟของเรานี้ได้จ่ายไปสู่เงินกู้ เรามีการกู้เงินมาดอกเบี้ยส่วนนี้เป็นดอกเบี้ยแท้จริงเท่าไร ก็จะถูกกลับไปเรียกเก็บในเงินของ ๑๐,๐๐๐ นี้ ก็แปลว่าเงินที่จ่ายช้าลงนี้ ทางผู้ลงทุน หรือภาคเอกชนก็จะไม่ต้องมาจ่ายค่าของเงินหรือดอกเบี้ยตัวนี้ตามที่รถไฟไทยต้อง รับผิดชอบด้วย
ส่วนเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องความรับผิดชอบ ถึงแม้ว่าเราจะมาเลื่อนให้ก็จริง แต่ว่าตั้งแต่วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ ก็จะมีเกร็ดเล็ก ๆ ขึ้นมา จะเห็นว่า เราจะให้ภาคเอกชน ที่เข้ามานี่ดูแลรับผิดชอบตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ คือถ้ารายได้ต้องส่งการรถไฟไทย ส่วนรายจ่าย ก็มาหักได้ คือความหมายว่า ถ้าหักแล้วท่านขาดทุน เอกชนต้องรับไป ท่าน Absorb ขาดทุน นะครับ แต่ถ้าหากว่ามีกำไรส่วนนั้นต้องส่งให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย คือความหมายว่า ในช่วงนี้ก่อนที่สัญญานี่ท่านรับไปวิ่งด้วยเงื่อนไขการผ่อนอย่างนั้น ถ้าหากว่ามีขาดทุน ท่านต้องรับ ถ้ามีกำไรก็จะเป็นของการรถไฟไทย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในช่วงนี้ ทีนี้เพื่อให้ เห็นภาพว่าช่วงตั้งแต่วิ่งมาจนถึงปัจจุบันแล้วขาดทุนไปเท่าไร ซึ่งเอกชนต้องรับไปแล้ว ก็คือ คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ ๓๖๓ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะรับมอบช้าก็ยังรับ ขาดทุน แต่ทันใดที่เริ่มแล้วก็กลับไปสู่สัญญาเดิม และนี่คือ ๒ เรื่องที่เราได้จัดทำไป เป็น ๒ Package
ทีนี้ส่วนแบ่งของรายได้ ผมก็อยากจะเรียนว่าเมื่อครู่นี้ผมได้บอกว่าโครงการนี้ เป็นการผูก ๓ โครงการเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภาพรวม มากที่สุด ท่านจะเห็นว่าเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งผ่านหลายจังหวัด หลายสถานีนี้ ประกอบกับเส้นที่รับมาจากสุวรรณภูมิเพื่อมาเชื่อมเส้นนี้ แล้วก็ยังมาอยู่ในจุดที่จะมีการ พัฒนาบนพื้นที่ที่เราเรียกว่า TOD หรือ Transit Oriented Development หรือเรารู้จักกัน ในนามว่า มักกะสัน ที่ดินเขตตรงนี้ที่ครั้งหนึ่งเราเห็นบนทางด่วน มีเนื้อที่ประมาณสัก ๑๔๐ ไร่ โดยประมาณ แล้วก็บวกกับที่ศรีราชาอีกประมาณ ๒๓ ไร่ ทั้งหมดนี้จะอยู่ในส่วน ของการพัฒนาของโครงการนี้ด้วย แต่ว่าต้องจ่ายค่าเช่าเพิ่มเติมนะครับ ค่าเช่าที่จ่ายทั้งหมด คิดเป็นเงินที่ตกลงกันไว้ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะเริ่มทันที ความหมายก็คือว่า ผลตอบแทนของ ๓ โครงการนี้ เมื่อมา Bando หรือมาผูกเข้าร่วมกันแล้ว เป็นที่มาของ ผลตอบแทนโครงการ ๕.๕๒ ในภาษา Finance ก็คือส่วนของเจ้าของ หรือ Equity Return ๕.๕๒ ถ้าถามว่าสูงไหม ในเชิงของผมนะครับ ผมก็ว่าค่อนข้างจะต่ำ ก็แปลความหมายว่า ผู้ลงทุนยินดีที่จะได้รับผลตอบแทนในเชิงที่ค่อนข้างจะต่ำตั้งแต่แรกแล้ว ก็ผูกพันแล้ว สัญญาแล้ว ฉะนั้นทันใดที่เกิดเงื่อนไข ถ้าวันข้างหน้าดี ภายในระยะเวลา ๕๐ ปี มันดีขึ้น ก็ต้องมีการบอกว่าส่วนที่เกินน่าจะแบ่งกลับมาให้รถไฟไทยบ้าง จะแบ่งอย่างไร ด้วยเงื่อนไข อย่างไร ก็ให้เขาคุยกัน หลังจากที่เรามีหลักการอันนี้ว่า ควรจะต้องมีเงื่อนไขของการแบ่งส่วน รายได้ ส่วนที่เกินอันนี้กลับมาให้ ซึ่งอันนั้นจะประกอบด้วยอะไรบ้าง ในการที่ผลตอบแทน จะดีขึ้น เรายังไม่ได้มากำหนดเลยครับว่าเงื่อนไขอะไรบ้าง รายได้ดีขึ้น หรือต้นทุนลดลง หรือดอกเบี้ยลดลง คงต้องมานั่งตกลงกัน เดี๋ยวผมจะเรียนว่าคณะกรรมการชุดไหนจะต้องนั่ง ทบทวนดูเรื่องเหล่านี้
เรื่องที่ ๔ ก็คือเงื่อนไขและการออกหนังสือแจ้งเริ่มงาน หรือ Notice to Proceed เดิมทีในหนังสือเล่มนี้เราไม่สามารถจะแจ้งให้เขาเริ่มได้เลย เพราะว่าเวลาผูกกันไว้ นอกจาก เงื่อนไขการลงทุน เงื่อนไขการชำระเงิน เงื่อนไขการทำงาน ค้ำประกันอะไรต่าง ๆ แล้ว ก็จะมี เงื่อนไขอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนทางภาษี จริง ๆ แล้วจะต้องคุย แล้วก็ผูกกัน แต่เนื่องจากโครงการนี้มา เรื่องนี้ก็เป็นเงื่อนไข ถ้าหากว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ มันก็ไม่สามารถจะเริ่มงานได้ ดังนั้นเราก็ผูกบอกว่าเอาเป็น ๒ เรื่องแล้วกัน ต้องไม่มีเรื่องนี้นะครับ เรื่องนี้ให้ไปคุยกันทีหลัง ให้เป็นไปตามกติกาของ BOI เขา ว่าอะไรให้ได้ ให้ไม่ได้ สามารถที่จะ Apply ต่อไป เพราะฉะนั้นการที่ไม่มีเงื่อนไขนี้ ก็แปลว่า Notice ที่จะให้ หรือการยื่นที่ให้เริ่มงานได้ เกิดขึ้นได้ นั่นก็จะเร็วขึ้นกว่าเดิมนะครับ ส่วนคำว่า เหตุสุดวิสัย จริง ๆ แล้วตามเหตุสุดวิสัย ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติแล้ว อันนั้นเป็นความเสี่ยงของ ผู้ลงทุนนะครับ ก็คือ PPP Net Cost นั่นก็เป็นความเสี่ยงนะครับ คนขึ้นโดยสารน้อย การลงทุนเกิดขึ้นน้อย ธุรกิจที่เกิดขึ้นนั้นไม่มาก Traffic ไม่เยอะ นั่นก็เป็นความเสี่ยงตามปกติ ของผู้ลงทุนไป แต่ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย ก็จะเป็น Cost ปกติ ซึ่งเป็นสากล ซึ่งกำหนด ให้เป็นอย่างนั้น กำหนดไว้เพื่ออะไรครับ กำหนดไว้เมื่อเราเห็นว่ามันเหตุสุดวิสัย และไม่ใช่ เป็นความผิดของทั้ง ๒ ฝ่าย สมควรที่จะเปิดเอาไว้ แล้วให้ทั้งผู้ลงทุนแล้วก็ภาครัฐมานั่งคุยกัน เพื่อแก้ไขปัญหานั้น มีไว้เพื่อแก้ไขปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นการที่ทำอันนี้ไว้ เพื่อให้เกิด ความคล่องตัวว่าทุกครั้งที่เกิดปัญหาอะไรที่คาดไม่ถึง เราสามารถที่จะนั่งคุยกัน เพื่อจะแก้ไข ปัญหานั้นได้ ฉะนั้นผมอยากจะเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับว่า การที่เราเห็นว่าควรจะมี การทบทวนมติ ครม. ซึ่งนำไปซึ่งการอาจจะต้องแก้ไขสัญญา เราก็จะบอกไว้ โดยที่เรายึด หลักการเดิม ซึ่งเป็นสำคัญ ก็คือคณะกรรมการ EEC ได้ให้ความเห็นชอบว่าให้นำเสนอ ครม. ได้ เพื่อพิจารณาทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๑ บนพื้นฐานของกฎหมาย ระเบียบที่รัฐไม่เสียผลประโยชน์ เพื่อรถไฟไทย แล้วก็ EEC ดำเนินการแก้ไขสัญญา ร่วมลงทุนโครงการตามขั้นตอนในข้อ ๒๑ ของประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุน กับเอกชน หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป ผมขอ ขยายความครับ