อนุชา บูรพชัยศรี ชี้แจงความจำเป็นของร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง เพื่อจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางเป็นหน่วยงานกำกับดูแลอิสระ แยกจากผู้ประกอบการ ตามมาตรฐานสากล และเร่งให้มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายได้เต็มที่
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ จากกรุงเทพมหานครครับ เรียนท่านประธานครับ วันนี้เรากำลังพิจารณาในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากว่า ประเทศไทยเรานี้ ได้มีการปรับปรุงระบบการบริหารราชการแผ่นดินมาอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับปรุงรูปแบบโครงสร้างก็ดี แล้วก็เรื่องของการที่มีการปรับปรุงเรื่องอำนาจหน้าที่ ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกหน้าที่การรับผิดชอบในส่วนของหน่วยงานที่เราเรียกว่า เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเป็น Regulator แล้วก็ในส่วนที่จะเป็น ของผู้ประกอบการ หรือว่าโอเพอเรเตอร์ที่จะมีการแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาครับ นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการปฏิรูป หรือว่ามีการปรับเปลี่ยนทั้งหมด และนี่ก็คือหลักสำคัญ ของร่างกฎหมายการขนส่งทางรางฉบับนี้ที่สภาผู้แทนราษฎรของเรากำลังพิจารณาอยู่ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นครับท่านประธาน ในส่วนของกรมการขนส่งทางบก เราก็มีหน่วยงานที่จะกำกับดูแล เขาเรียกว่า กรมการขนส่ง ทางบก อันนี้เราคงจะมีความคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ในส่วนเรื่องของการขนส่งทางน้ำ เราก็จะมี ในส่วนของกรมเจ้าท่าดูแลอยู่ในเรื่องของการกำกับ ในส่วนเรื่องของการขนส่งทางอากาศ เราก็จะมีสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยที่เขาดูแลกำกับในเรื่องของทางอากาศ ทั้งหมด ซึ่งถ้าเรายังจำได้นะครับ สมัยตอนนั้น เราเคยถูกธงแดงจาก ICAO เพราะเนื่องจากว่า การรวมการบริหารของเรานี้มันยังเป็นทั้งในส่วนของผู้ที่กำกับดูแล รวมกับทางด้าน ผู้ที่เรียกว่าเป็นผู้ประกอบการอยู่ในองค์กรเดียวกัน นั่นคือทำให้เขามีธงแดงให้เราครับ ICAO ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล เขาบอกว่าให้มีการปรับปรุง แต่ ณ วันนี้เราไม่จำเป็นที่จะต้อง ให้องค์กรไหนในโลกนี้มาบอกเราว่าเราควรจะต้องทำอย่างไร เพราะ ณ วันนี้เราทราบดี อยู่แล้วว่ามีความจำเป็นครับ ที่ทางขนส่งทางรางจะต้องมีกรมการขนส่งทางรางเป็น Regulator เป็นผู้กำกับดูแล และแน่นอนครับ ในเรื่องของกรมการขนส่งทางราง ขออนุญาตที่จะกล่าวถึง เรื่องของหน่วยงานนี้สักนิดหนึ่ง เพราะว่าอาจจะไม่คุ้นเคยสักเท่าไร ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ในส่วนของกรมการขนส่งทางรางจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้วนะครับ ถ้านับกัน ก็ประมาณเกือบจะ ๕ ปีแล้ว แต่ปรากฏว่ากรมขนส่งทางรางยังไม่มีอำนาจหน้าที่ ที่จะสามารถกำหนดในเรื่องของนโยบายอะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของการที่เป็นสาระสำคัญ ของการจัดตั้งกรมนี้ เนื่องจากว่ายังไม่มีกฎหมายฉบับใดรองรับ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะให้ทางด้านกรมการขนส่งทางราง พูดง่าย ๆ ว่าติดดาบ ให้เขา ให้เขามีอำนาจในการที่จะไปกำกับดูแลหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเราทราบดีครับว่า ในปัจจุบันนี้ผู้ที่เข้ามาใช้ในส่วนของระบบขนส่งทางรางนี้มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ที่เราเรียกกันว่า รฟม. ซึ่ง ณ ตอนนี้มีเฉพาะในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ในอนาคตก็สามารถที่จะขยายไปถึงหัวเมืองหลัก ๆ ในต่างจังหวัดได้ หรือแม้กระทั่ง ในส่วนของกรุงเทพมหานคร กทม. เองก็ดี ก็มีระบบของเขา นี่ละครับจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่กรมการขนส่งทางรางจะเป็นผู้ที่เข้ามากำกับดูแล แต่ถามว่าแล้วเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้อง ใช้เวลานานถึงขนาดนั้น จริง ๆ แล้วกฎหมายฉบับนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของสภาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการไปแล้ว พิจารณาศึกษาในรายละเอียดในระดับหนึ่งแล้ว แต่ในช่วงนั้นเป็นช่วงเรื่องของรอยต่อของรัฐบาลชุดที่แล้วของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาถึงรัฐบาลในชุดปัจจุบันของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือจะต้องใช้เวลาในการที่จะนำกฎหมายกลับเข้ามา เนื่องจากตอนนั้นเรามีเรื่องของ การที่ว่าอาจจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ตามกำหนดเวลาที่จะยืนยันกฎหมายฉบับนั้น แต่วันนี้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรของเรามีโอกาสได้พิจารณากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งความสำคัญ แล้วก็เรื่องของสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผมอาจจะยังไม่อยากที่จะลงในรายละเอียด แต่ขอ Highlight ให้ทราบคร่าว ๆ ก็คือว่า ในอนาคตนี้จะมีเรื่องของการที่จะกำหนด นโยบายโดยคณะกรรมการชุดหนึ่ง ที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถที่ท่านรัฐมนตรีจะแต่งตั้งด้านต่าง ๆ แล้วก็มีอธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นกรรมการและเลขานุการด้วย จะทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การกำหนดนโยบาย แล้วก็แผนการพัฒนาขนส่งทางรางทั้งประเทศ ที่ผ่านมาเรามีแค่ สนข. แต่ สนข. เองก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ทุกครั้งที่เราให้กับทางด้าน สนข. ซึ่งเป็นหน่วยงาน ในกำกับของกระทรวงคมนาคม มือล้นแล้วครับตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบก เรือ อากาศ เต็มไปหมดแล้วครับหลายโครงการ จากนี้ไปกรมการขนส่งทางรางสามารถที่จะดำเนินการ เรื่องของนโยบายและแผนพัฒนาขนส่งทางรางได้อย่างเต็มที่ในอนาคตเป็นภาพรวม แล้วก็ในเรื่องของการที่จะมาดูแลเรื่องของอัตราค่าโดยสารก็ดี ค่าขนส่งก็ดี แล้วก็ การใช้ประโยชน์จากทางราง คำว่า การใช้ประโยชน์จากทางราง นี้หมายความว่าอะไร กฎหมายฉบับนี้จากนี้ไปจะให้อำนาจกับทางด้านกรมการขนส่งทางรางเป็นผู้ให้โอเพอเรเตอร์ ซึ่งอาจจะเป็นเอกชนก็ได้ มาวิ่งอยู่บนรางที่เราเห็นอยู่ ซึ่ง ณ วันนี้อาจจะเป็นในส่วนของ การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ดูแลอยู่ ซึ่ง ณ วันนี้อาจจะเป็นในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ดูแลอยู่ แต่ในอนาคตเรา พอทราบกันดีอยู่ว่า ในเรื่องของงบประมาณมีจำกัด ตัว Bogie ก็ดี ตัวแคร่ที่จะขนส่ง ทางด้านสินค้าก็ดี อาจจะไม่มีความเพียงพอ อันนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับทางด้านเอกชน ได้เข้ามาใช้ราง แล้วเขาก็จะใช้ในเรื่องของการที่ว่ารางสามารถใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับภาษีพี่น้องประชาชน คุ้มค่ากับการลงทุน เพิ่มในเรื่องของการแข่งขัน ทางความสามารถของประเทศไทยเรามากขึ้น ยังมีอีกหลายเรื่องเลยครับ ที่อยู่ในฉบับนี้ ที่ดี ๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในอนาคต ก็จะเป็นหน้าที่ของ กรมการขนส่งทางรางที่จะไปดูว่า เวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วอาจจะไม่ใช่เป็นผู้ที่จะชี้ว่าใครผิดใครถูก แต่กรมการขนส่งทางรางนี่ละ จะเป็นผู้ที่บัญญัติตามมาตรฐานสากลว่าเกิดอะไรขึ้น ก็อาจจะคล้าย ๆ กับที่เราเห็นนะครับ เวลาที่มีเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุในต่างประเทศ เราได้ยินอยู่ตลอดเวลาว่า FAA หรือว่าทางด้านหน่วยงานที่เขากำกับดูแลด้านการขนส่ง ทางอากาศ ในต่างประเทศเขามีออกในเรื่องของระเบียบ แล้วเขามีว่าใครดำเนินการตามนั้น หรือไม่ แล้วก็จะใช้บทบัญญัติตรงนี้ละ ไปเป็นการเอาผิดกับผู้ที่จะต้องดำเนินคดีในอนาคต กับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของระบบรางที่หน่วยงานไหนดูแลกำกับก็ดี ต้องเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมได้มีโอกาสศึกษาในร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง ของทางด้านคณะรัฐมนตรีอย่างที่บอก ก็คือผมมีโอกาสได้เห็นตั้งแต่ช่วงของปลายรัฐบาล ชุดที่แล้วของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วก็มาถึงในส่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่ต้องเรียนตรง ๆ ด้วยความสัตย์จริงว่า ผมยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาในรายละเอียด ฉบับอื่น ๆ ของกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกจากทางด้านไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ดี หรือจากทางด้านซีกพรรคฝ่ายค้านก็ดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขออนุญาตที่จะไปดูในรายละเอียด ในชั้นกรรมาธิการนะครับ ที่จะมีการจัดตั้งขึ้นหลังจากการลงมติในวาระ ๑ นี้แล้ว และหลังจากนั้นก็จะได้มีโอกาสได้มีเรื่องของสิ่งต่าง ๆ ที่จะมานำเสนอในส่วนของสภาอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าผมจะเข้าไปเป็นกรรมาธิการชุดนี้ด้วยตัวเอง จากที่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีมติให้ผมเข้าร่วมคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน