วรรณสิงห์ ชี้ปัญหาจัดการขยะทั้งระบบ ปรับต้น-กลาง-ปลายทางอย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล หารือปัญหาการจัดการขยะอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยชี้ถึงข้อบกพร่องในระบบคัดแยก การขาดแคลนงบประมาณและกลไกจูงใจในระดับท้องถิ่น ความไม่สอดคล้องของการจัดกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงปัญหามลพิษจากเตาเผาและบ่อขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการจัดการขยะอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้านกฎหมาย เทคโนโลยี การกำกับดูแล และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพิเศษที่ยังขาดระบบจัดการที่เหมาะสม

นายวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ผม วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะ และสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการครับ จะขอขยายความสิ่งที่ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ธนพล ได้พูดไปเมื่อสักครู่นะครับ หลังจากที่เราได้เห็นภาพเชิงโครงสร้าง เชิงกฎหมายของประเทศแล้ว พอมาอยู่ในภาคการปฏิบัติจริง ๆ มันสร้างปัญหาอะไรบ้างในการจัดการขยะของประเทศไทย รบกวนขอสไลด์โชว์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)

ซึ่งขอบข่ายของรายงาน ของเรา ประเทศเรานี้มีขยะหลัก ๆ อยู่ ๒ ประเภทนะครับ คือขยะชุมชน และขยะอุตสาหกรรม ในขอบข่ายของรายงานนี้ เราไม่ได้พูดถึงขยะอุตสาหกรรม เราพูดถึงแค่ขยะชุมชนนะครับ ซึ่งการจัดการขยะอุตสาหกรรมนั้น อาจจะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่แตกแขนงออกไป และการจัดการในอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ แต่ว่าพอเน้นถึงเรื่องขยะชุมชน ปัญหาก็เปึนปัญหาที่ละเอียด ปัญหาที่มีความซับซ้อน แล้วต้องการการจัดการอย่างตรงไปตรงมาในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ขอสไลด์ต่อไปหน่อยครับ เมื่อสักครู่นี้รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ธนพรได้แตะในเรื่องกฎหมายและโครงสร้างไปแล้ว เมื่อมันไปแตะสิ่งเหล่านี้ออกจากตัวกฎหมายไปสู่ภาคปฏิบัติ การจัดการขยะจึงมีปัญหา ใน ๓ รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรก คือ ต้นทาง รูปแบบที่ ๒ คือกลางทาง และรูปแบบที่ ๓ คือปลายทาง ต้นทางพูดง่าย ๆ คือการคัดแยกตั้งแต่หน้าบ้านทุกท่าน ตั้งแต่ถังขยะ กลางทาง คือการขนจากถังขยะเหล่านั้น จากจุดทิ้งขยะเหล่านั้นไปสู่ปลายทาง คือ การกำจัดทิ้งนะครับ แล้วนอกจากนั้นคณะศึกษาของเรายังได้ศึกษาเพิ่มเติมมา นอกจาก การจัดการต้นทาง กลางทาง ปลายทางแล้ว ยังมีเรื่องของการแก้ไข และฟุ๋นฟูพื้นที่ปนเปุ๋อน ในปัจจุบันและการจัดการขยะชนิดพิเศษต่าง ๆ ครับ

เริ่มต้นจากประเด็นแรกก่อนนะครับ ประเด็นแรกคือ การจัดการที่ต้นทาง ต้นทาง คือการคัดแยก ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีเครื่องมือครับ ไม่มีเครื่องมือ ในการส่งเสริมการจัดการคัดแยกที่ต้นทาง ไม่ว่าจะเปึนกฎหมายหรืออำนาจ ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดว่าเปึนหน้าที่ของ อปท. ทุกที่ ในประเทศที่ต้องจัดเก็บขยะ แปลว่าอำนาจที่จะปฏิเสธการเก็บขยะหน้าบ้านคนที่ทิ้ง อย่างไม่ถูกต้อง ทิ้งอย่างไม่มีการแยกนั้น อปท. ปัจจุบันทำไม่ได้นะครับ เพราะต้องเปึนหน้าที่ ที่ต้องเก็บในทุก ๆ วัน ไม่เหมือนกับต่างประเทศ อย่างในประเทศญี่ปุ์น ถ้ามีการทิ้งอย่างผิด ประเภทปุ็บ มีอำนาจในการไม่จัดเก็บก็ได้ นอกจากนั้นเรายังไม่มีเครื่องมือที่สร้างแรงจูงใจ หรือบังคับประชาชนให้จัดเก็บ แยกขยะอย่างถูกต้อง สมมุติว่าแยกไม่ถูกต้องเราก็ปรับไม่ได้ หรือแยกอย่างถูกต้องแล้ว เราก็ไม่สามารถลดราคาค่าขยะได้ ตอนนี้ทุกอย่างเปึน Flat rate เปึน Rate ที่แบนราบ คือไม่ว่าจะจัดการขยะดีขนาดไหน จะทิ้งเยอะ ทิ้งน้อยขนาดไหน เก็บเท่ากันหมดสำหรับทุก ๆ บ้านนะครับ หรือว่าอีกด้านหนึ่งนะครับ เครื่องมือที่ไม่สามารถ ทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่สามารถขายถุงขยะของตัวเอง ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับต่างประเทศนะครับ อปท. ในประเทศ อย่างเช่น ญี่ปุ์นสามารถขายถุงขยะ ของตัวเองได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเปึนถุงใสหรือถุงสีขาว ทำให้พนักงานจัดเก็บสามารถมองเห็น ขยะที่อยู่ภายในถุงได้อย่างชัดเจน นี่ก็เปึนสิ่งที่ อปท. ทำไม่ได้เช่นเดียวกันนะครับ

ข้อที่ ๒ การขัดแย้งต้นทาง ตอนนี้เราพึ่งพาจิตสำนึกเยอะมากนะครับ เราจะ เห็นการรณรงค์ สร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะต้นทางเยอะมาก แล้วงบประมาณจำนวน พอสมควรเลยที่มีนัยสำคัญของ อปท. แต่ละพื้นที่ ก็นำไปสู่การสร้างปัายรณรงค์ สร้างการ สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน ซึ่งอาจจะเปึนวิธีการซึ่งไม่ได้ผิดด้วยตัวมันเอง แต่ว่ามีการเน้น และย้ำในการใช้เยอะเกินไปเสียจนดูเหมือนว่า นี่คือวิธีการเดียวซึ่งภาครัฐรู้จักในการที่จะทำ ให้ประชาชนหันมาแยกขยะ โดยไม่พึ่งมาตรการทางกฎหมายอื่น ๆ อีกเลย

ข้อที่ ๓ เราไม่มีข้อมูลซึ่งพึ่งพาและอ้างอิงได้ในการจัดการเกี่ยวกับขยะ ของประเทศไทย เรามีแต่ข้อมูลในการคาดคำนวณ คาดคะเน ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน Rate การ Recycle ที่เราใช้ตัวเลขในการคิดคำนวณ นำมาจากการเอาอัตราขยะต่อหัวของประชากร คูณกับจำนวนประชากร เช่น คนละ ๑ กิโลกรัม คูณ ๑ ล้านคน และลบปริมาตรของขยะ ซึ่งไปถึงปลายทาง อย่างเช่น ที่บ่อฝังกลบ เปึนต้น แล้วก็อนุมานไปว่า ตัวเลขที่เหลือนั้น เปึนตัวเลขที่โดน Recycle ทั้งหมด ตัวเลขพวกนี้นำไปสู่การรายงานซึ่งเกินความเปึนจริง ผมขอยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขจากกรมควบคุมมลพิษรายงานว่า จังหวัดระนองในป้ ๒๕๖๕ มีการ Recycle ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนตัวเลขที่สูงเกินจริงไปมาก ๆ ดูจากความเปึนจริง สภาพบนพื้นดิน สภาพจากการจัดการขยะ เราก็สามารถอนุมานไปตามนั้นได้ แต่ว่าด้วยการ คำนวณในรูปแบบนี้ก็ทำให้เราได้ตัวเลข ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้งานต่อในการทำงาน เพื่อแก้ปัญหาจริง ๆ ออกมาได้ครับ

ข้อต่อไปครับ ระบบ Recycle ของประเทศไทย พูดง่าย ๆ คือเราไม่มีระบบ เรามีแต่ตลาดครับ เราพึ่งพากลไกซึ่งไม่เปึนทางการ หรือภาษาอังกฤษเรียก Informal Sector อย่างเดียวในการจัดการขยะที่ Recycle ได้ไปสู่ปลายทางในการ Recycle ของขยะ เหล่านั้น ไม่ว่าจะเปึนแก้ว อลูมิเนียม โลหะ พลาสติก ซึ่งกลไกนั้นอย่างเดียวที่เราพึ่งพา ก็คือซาเล้งนะครับ ซาเล้งก็จะเก็บแค่ขยะ ซึ่งมีราคาขยะที่สามารถขายได้ไปสู่กลไกในการ Recycle ต่อไป ซึ่งเรายังไม่มีการส่งเสริมจากภาครัฐ หรือว่ากระบวนการนำขยะ Recycle จากภาครัฐอย่างจริงจังไปใช้งานต่อนะครับ

ข้อสุดท้าย ก็เปึนเรื่องที่อาจจะสะท้อนได้ในหลาย ๆ ปัญหาของประเทศไทย ก็คือเรื่องของการขาดทรัพยากรเรื่องงบประมาณ อย่างที่ท่านรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ธนพร ได้พูดไปแล้วว่า นี่เปึนเรื่องที่มีการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสูง แต่ว่า สิ่งที่ไม่ได้ตามมาด้วยคือ ทรัพยากรและงบประมาณ ถ้าไปดูงบประมาณของ อปท. ทั่วประเทศ จำนวนมากก็หมดไปกับการจัดหารถเก็บขยะ หรือว่าจัดซื้อจัดจ้างเอกชน มาจัดการขยะตรงนั้น เอาแค่จัดเก็บให้ได้ ไม่ต้องพูดถึงการคัดแยก หรือการจัดการปลายทาง อย่างมีประสิทธิภาพ งบประมาณก็หมดแล้วนะครับ

ลำดับต่อไปหลังจากพูดถึงต้นทางแล้วนะครับ ต่อไปคือเรื่องของกลางทาง กลางทาง นิยามอย่างเดียวซึ่งเราเอามาพูดตอนนี้ได้คือ การไร้ประสิทธิภาพ ไร้ประสิทธิผล ในการจัดการกลางทาง ตอนนี้เราไม่มีอำนาจและพื้นที่ให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนะครับ สามารถเก็บค่าจัดการขยะ ซึ่งเหมาะสมกับต้นทุนในการจัดการขยะได้ ทำให้ส่วนใหญ่ ก็จัดเก็บในราคาที่ต่ำกว่าค่าต้นทุนจริง ถึงแม้เราจะมีกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งกำหนดอัตราเพดาน ขั้นสูงสุดในการจัดเก็บค่าจัดการขยะได้ แต่ว่ากฎหมายนั้นในเชิงปฏิบัติจริง ๆ กลับไม่มีผล อะไรที่จะผลักดันให้ อปท. สามารถจัดเก็บค่าขยะได้คุ้มทุนของตัวเอง หรือบางทีไม่จัดเก็บเลย ก็มีเช่นเดียวกันนะครับ

ข้อที่ ๒ ขาดประสิทธิภาพ ไม่มีการจัดระบบโลจิสติกส์ มีการใช้รถเก็บ เปึนยานพาหนะ เก็บตั้งแต่หน้าบ้านผู้คนไปจนถึงปลายทาง เช่น บ่อฝังกลบ หรือเตาเผาเลย แทนที่จะมีการจัดเก็บเปึนพ่วง ๆ ต่อจากรถเล็กไปรถใหญ่ ไปเรื่องใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การไร้ประสิทธิภาพ และเพิ่มต้นทุนในการจัดเก็บ

ข้อที่ ๓ คือขาดการบูรณาการ ปัจจุบันระบบการจัดเก็บที่เราใช้อยู่เปึนระบบ แบบ Cluster คือการเอาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลาย ๆ ที่มามัดรวมกัน แล้วดูว่าขยะ สมมุติสัก ๑๐ ที่ ๒๐ ที่ มารวมกันแล้วไปจัดการที่ตรงไหนดี ไม่ว่าจะเปึนเตาเผา หรือบ่อฝังกลบ ซึ่งใน Concept นี่เปึนสิ่งที่ถูกต้อง เพราะมันจะทำให้การจัดการปลายทางนั้นเปึนเรื่องที่คุ้มทุน มีประสิทธิภาพ แต่ในเชิงปฏิบัติปัจจุบันนี้เรามีการจัด Cluster แบบไม่ดูปริมาตรขยะ ดูแต่พื้นที่ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกันอยู่ใกล้ ๆ กันทำให้สุดท้ายแล้วหลาย ๆ Cluster มีขยะ ไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่จำเปึนต้องใช้ขยะถึงปริมาตรหนึ่ง ในการจัดการให้ได้คุ้มต้นทุน ปัจจุบันเรียกได้ว่า ความต้องการที่เราต้องการก็คือ เราต้อง มีการรื้อ Cluster ใหม่เพื่อจัด Cluster ให้ถูกต้องตามตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ และเหมาะสม ในเชิงการจัดการปลายทางครับ

สุดท้ายหลังจากต้นทาง กลางทาง ก็คือปลายทาง การบริหารการจัดการ ที่ปลายทางก็คือ การกำจัดทิ้ง ซึ่งปัจจุบันจำนวนมากมายหลายเปอร์เซ็นต์ของประเทศเรา เปึนการทิ้งที่บ่อเทกองแทบจะทั้งประเทศ ซึ่งมีมากกว่า ๒,๐๐๐ แห่ง ทั้งประเทศไทยนะครับ การเทกองก็คือตามชื่อเลยครับ เอาขยะไปเทกองรวมกันในที่ดินไม่มีการจัดการที่ดี ไม่มี การรองรับมลพิษ ไม่ว่าทางน้ำ ทางอากาศ ทางกลิ่นใด ๆ ทั้งสิ้น แค่หาพื้นที่ที่ดินมา แล้วก็ เอาขยะไปเทกองรวมกันนะครับ เรามีพื้นที่ที่เปึนบ่อฝังกลบที่ถูกสุขลักษณะไม่ถึง ๒๐๐ แห่ง แต่ถึงแม้กระนั้นก็ตามการที่เราใช้พื้นที่บ่อฝังกลบ หรือว่า Landfill ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ตามหลักการจัดการขยะ ในเบื้องต้นที่สุดเราต้องมีการลดการใช้ขยะก่อนการคัดแยกที่ดีก่อน การนำไป Recycle ก่อน แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องการไปฝังกลบอย่างถูกสุขลักษณะ แต่ดูเหมือนว่านี่จะเปึนวิธีการซึ่งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจำนวนมากของประเทศไทย เลือกจะใช้นะครับ

๒. ปัจจุบันมีการเผยแพร่แนวคิด เรื่องการสร้างเตาเผาขยะแบบท้องถิ่น แบบขนาดเล็กค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือ ความชำนาญการในการบริหารเตาเผา เหล่านั้น ซึ่งนำมาซึ่งปัญหาในการควบคุมเชื้อเพลิง เช่น เอาขยะซึ่งค่าความร้อนต่ำก็ดี หรือเอาขยะซึ่งพอละลายแล้วไปติดอยู่ในเตา แล้วสร้างความเสียหายของเตาก็ดี เข้าไป เผาด้วย ไม่มีการจัดการเรื่องการปัองกันมลพิษนะครับ มลพิษที่ออกมาจากเตาเผาก็เปึน บ่อเกิดให้เกิดความเดือดร้อนกับชาวบ้านมากมาย ตอนนี้ปัจจุบันถ้า อปท. ไหนสามารถ จัดงบมาได้เพียงพอก็สามารถจัดหาเตาเผาของตัวเองได้ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ได้ตามมาด้วย ก็คือความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเตาเผานั้นในระยะยาวนะครับ แล้วก็มีหลายพื้นที่ ได้พังไปเรียบร้อยแล้ว

แล้วก็นำมาสู่ข้อที่ ๓ ก็คือ เรื่องการจัดการมลพิษที่ปลายทาง ปัจจุบัน เปึนเรื่องที่สร้างความขัดแย้งในสังคมไทยเปึนอย่างมาก ทั้งกลิ่นเหม็น ทั้งเรื่องของน้ำเสีย ผมเองเปึนที่ปรึกษาอยู่ในคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องร้องเรียนจำนวนมากก็เปึนเรื่องเกี่ยวกับบ่อขยะในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งสร้างกลิ่นเหม็น สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน แล้วเรื่องพวกนี้ยังผนวกกับเรื่องอิทธิพลท้องถิ่น และผลประโยชน์ จำนวนมาก ซึ่งสร้างแรงเสียดทานต่อความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และบ่อขยะ เหล่านี้นอกจากจะสร้างมลพิษแล้ว ยังอยู่ในสถานะป่ดไม่ได้ แตะไม่ได้ เพราะว่าถ้าป่ดแล้ว ก็มีอำนาจต่อรองว่า แล้วจะเอาไปทิ้งที่ไหนนะครับ จะเอาไปกองที่ไหน หน้าบ้านคุณหรือ ไม่มีใครอยากเปึนที่รับขยะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาเลยมีอำนาจต่อรองสูงมาก แต่ขณะเดียวกัน ก็สร้างมลพิษต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีใครสามารถลงดาบจัดการกับเขาได้ นี่คือสภาพของบ่อขยะแบบเป่ดในบ้านเรา ด้านขวาบน สภาพของจุดทิ้งขยะที่มีการวางรวม เปึนกองมั่วไปหมด และภาพสุดท้ายเปึนภาพที่ผมถ่ายเองนะครับ ก็ไปเดินเล่นอยู่ในบ่อฝังกลบ ที่จังหวัดนนทบุรีนะครับ ก็จะเห็นว่าจำนวนบ่อขยะ ภูเขาขยะในประเทศไทยมีจำนวนเยอะมาก แล้วการคัดแยกก็ยังมีปัญหาอยู่ค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ว่าที่จังหวัดนนทบุรีจะเปึนบ่อที่มี การจัดการที่ค่อนข้างดีแล้วก็ตาม แต่ว่าโดยสภาพโดยรวมก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาตรขยะ ของประเทศไทย ซึ่งมีถึงวันละ ๘๐,๐๐๐ ตัน แค่กรุงเทพมหานครก็มีถึง ๑๐,๐๐๐ ตัน เรียบร้อยแล้ว

ลำดับต่อไปพูดถึงภาคเสริมของการรายงานศึกษาชุดนี้ก็คือ เรื่องของการ ไปหาพื้นที่ที่มีการปนเปุ๋อน ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยอย่างที่แจ้งไปเมื่อสักครู่ว่ามีมากกว่า ๒,๐๐๐ แห่ง พื้นที่เหล่านี้ต้องมีกระบวนการการตรวจสอบว่า ปนเปุ๋อนมากขนาดไหน มีการ แบ่งชั้นว่า การจัดการการปนเปุ๋อนควรจะเปึนอย่างไร บางที่สาหัสก็ต้องมีการรื้อ การขุด การดูดมลพิษออก บางที่ไม่สาหัสมากก็แค่ไปสามารถคุมกองไว้ได้ แต่อย่าทิ้งเข้าไปเพิ่ม ปัจจุบันเราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ พอไม่มีข้อมูลก็ไม่สามารถวางแผนควบคุมและฟุ๋นฟูได้ แล้วก็ นำมาสู่ข้อ ๒ ก็คือขาดฐานข้อมูล พอไม่มีฐานข้อมูลประชาชนก็ไม่สามารถมีส่วนรู้ส่วนเห็น ในการฟุ๋นฟูมลพิษในละแวกบ้านตัวเองได้ต่อไป

ส่วนสุดท้ายเปึนเรื่องของขยะชนิดพิเศษ ซึ่งได้แก่ ขยะติดเชื้อ ปัจจุบัน ขยะติดเชื้อยังขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงการวางนโยบายวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เรามีกรมอนามัยครับ แต่กรมอนามัยเปึนการดูแลขยะในเชิงรับ ไม่มีการกำกับดูแลให้เปึนไปตาม มาตรฐาน ทำให้ต้นทางจนถึงปลายทางมีการควบคุมที่หละหลวมมาก ไม่มีการตรวจสอบ เตาเผาขยะทั้งในเชิงคุณภาพและประสิทธิภาพ รวมถึงไม่มีการควบคุมการทำงานของเตาเผา ขยะติดเชื้อ และการควบคุมมลพิษอย่างเปึนระบบอย่างทางการด้วย

ขยะแบบประเภทพิเศษ อันที่ ๒ ก็คือขยะอันตราย พูดสั้น ๆ ในตอนนี้ก็คือ เปึนพวกถ่านไฟฉาย หลอดไฟ Spray กระปิอง ขยะเหล่านี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั่วประเทศ แทบทั้งหมดไม่มีระบบการจัดการใด ๆ เกี่ยวกับขยะอันตราย บางที่อาจจะมีการ แยกเก็บบ้าง แต่ว่าปลายทางก็ไม่มีระบบการจัดการใด ๆ อยู่ดีนะครับ ไม่มีสถานที่รับรอง รองรับ ไม่มีการจัดการปลายทาง ไม่มีการขนส่งไปยังที่ที่ถูกต้องในการกำจัดจริงนะครับ

และขยะพิเศษอันสุดท้าย คือขยะอิเล็กทรอนิกส์นะครับ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เปึนสิ่งที่ภาคเอกชนนำภาครัฐไปไกลมาก ปัจจุบันธุรกิจหลาย ๆ ที่ก็มีการเป่ดรับ e-Waste ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมตัวเอง เพื่อเอาทรัพยากรที่มีคุณค่าในขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีตั้งแต่ไทเทเนียม ทองคำ แผงวงจรต่าง ๆ กลับเอาไปใช้ใหม่ได้ แต่ในเชิงภาครัฐ เราก็ยังไม่มีระบบใด ๆ ในการจัดการให้ e-Waste ไปสู่ที่ที่เอาวัตถุดิบเหล่านี้กลับมาใช้ ประโยชน์ได้ อปท. ทั่วไปก็ยังไม่มีการจัดการเปึนเฉพาะขยะ e-Waste แล้วนอกจากนั้น พอมีการทิ้งอย่างไม่เปึนระบบปุ็บก็มีพื้นที่ที่ปนเปุ๋อน แล้วก็ต้องการการจัดการแก้ไข อย่างเร่งด่วน ปัจจุบันเอกชนอย่างที่แจ้งไปแล้วว่าทำอยู่เยอะ แต่ว่าไม่มีการร่วมมือกับภาครัฐ

นี่เปึนสไลด์สุดท้าย การจัดการขยะครับ สรุปปัญหาขยะชุมชนไม่ใช่ เรื่องจิตสำนึกเพียงอย่างเดียว แน่นอนจิตสำนึกเปึนเรื่องที่ตามมาได้ แต่เราต้องการกฎหมาย ต้องการความรู้เชิงเทคนิค ต้องการการกำกับดูแล และการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ใช่ครึ่งทางครับ ขอบคุณครับ