นภินทร แจงเกณฑ์ตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตร เน้นกำลังซื้อ-การผลิต-คมนาคม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗

นภินทร ศรีสรรพางค์ ชี้แจงบทบาทกระทรวงพาณิชย์ในการส่งเสริมการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรโดยเอกชน พร้อมยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงและอธิบายเกณฑ์ตามกฎหมาย โดยเน้นความสำคัญของตลาดกลางในระดับประเทศ ภูมิภาค และจังหวัด พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความเป็นไปได้ของจังหวัดนครพนมในการพัฒนาตลาดกลาง ทั้งในด้านกำลังซื้อ ประชากร โครงสร้างพื้นฐาน และรูปแบบการผลิต พร้อมเสนอแนวทางเลี่ยงตลาดกลางแบบดั้งเดิมโดยใช้โรงสีและผู้รวบรวมเป็นกลไกขับเคลื่อนในระดับจังหวัด

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียนท่านอลงกต มณีกาศ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยของจังหวัดนครพนม ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ ท่านพิชัย นริพทะพันธุ์ ให้มาตอบกระทู้ในวันนี้ ผมเรียนอย่างนี้ว่า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานของภาครัฐนั้นมีบทบาทก็คือ การส่งเสริม สนับสนุนให้มีการก่อตั้ง ตลาดกลางสินค้าเกษตรขึ้น ตามระเบียบของกรมค้าภายในว่าด้วยการส่งเสริมและการจัดตั้ง ตลาดกลางสินค้าเกษตร พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งระเบียบฉบับนี้เขาให้เอกชนเปึนผู้ดำเนินการ ในการจัดตั้งตลาดด้วยเงินทุนของตัวเอง โดยมีหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการส่งเสริมเปึน ตลาดกลางในการส่งเสริมของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก็คือ

ประการแรก ก็คือต้องเปึนนิติบุคคล

ประการที่ ๒ ต้องมีที่ดินเปึนของตนเอง หรือมีสัญญาเช่าไม่น้อยกว่า ๕ ป้ เปึนที่ดินที่มีความเหมาะสม ทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ถ้าเปึนตลาดกลางผักและผลไม้ ต้องเนื้อที่ไม่น้อยกว่า ๑๐ ไร่ ถ้าเปึนตลาดกลางข้าวและพืชไร่ พื้นที่ไม่น้อยกว่า ๒๐ ไร่ ด้วยกัน มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ นะครับ

เมื่อเข้าสู่หลักเกณฑ์เหล่านี้ ตลาดกลางก็จะมาขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าภายใน แล้วก็จดจัดตั้งเปึนตลาดกลางในส่วนของการส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ซึ่งจะมีกิจกรรมต่าง ๆ ลงไปช่วยในการพยุงราคาสินค้าต่าง ๆ หรือการกระจายสินค้าต่าง ๆ แล้วก็จัด Event ต่าง ๆ เพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตร ผมเรียนอย่างนี้ว่า ในฐานะที่ผมเคยเปึน CEO ของตลาดกลางผัก และผลไม้ที่จังหวัดราชบุรี คือตลาดศรีเมือง แล้วก็ตลาดล้านเมืองที่จังหวัดเชียงราย แล้วก็ เคยเปึนนายกสมาคมตลาดกลางสินค้าเกษตรของประเทศไทย ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณ ๓-๔ ป้ที่แล้วผมได้ไปที่จังหวัดนครพนม โดยการเรียนเชิญของท่านศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา ซึ่งท่านให้ผมได้ช่วยดูที่จังหวัดนครพนมว่า สามารถจัดตั้งตลาดกลาง สินค้าเกษตรขึ้นมาได้หรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้ว่า การเปึนตลาดกลางสินค้าเกษตร มันมี ๓ ระดับ ด้วยกัน ๑. คือระดับประเทศ ๒. คือระดับภูมิภาค ๓. คือระดับจังหวัด

ตลาดระดับประเทศ ก็คือศูนย์กลางของกำลังซื้อมีการนำเข้าสินค้าเกษตร จากต่างประเทศแล้วกระจาย ซึ่งโดยรวมจะเปึนที่ตั้งทำเลของ Demand หรือกำลังซื้อที่มาก อย่างเช่น ตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

อันดับที่ ๒ คือตลาดกลางระดับภูมิภาค ซึ่งต้องคำนึงถึง ๓ ประการด้วยกัน ประการแรก ก็คือในเรื่องของศูนย์กลางของกำลังซื้อ ประชากรต้องมีจำนวนมาก ประการที่ ๒ เปึนศูนย์กลางการผลิต และประการที่ ๓ เปึนศูนย์กลางของการคมนาคม ตลาดกลาง ระดับภูมิภาค ที่เกิดขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดราชบุรีเปึนแหล่งผลิตที่ใหญ่ มีสินค้าเกษตรที่ผลิตเข้าสู่ตลาดกลาง จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี วันละ ๑๐,๐๐๐ ตัน ที่ผลิตออกมา แล้วกระจายสู่ภาคใต้ เปึนทั้งศูนย์กลางของการผลิต เปึนทั้งศูนย์กลางของการ คมนาคม มีตลาดที่หัวอิฐที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีตลาดที่โพหวายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นี่คือตลาดกลางระดับภูมิภาค ส่วนจังหวัดอื่นก็มี เช่น ที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครราชสีมา แล้วก็ตลาดที่จังหวัดขอนแก่น ตลาดที่จังหวัดอุดรธานี ไม่ว่าจะเปึนเมืองทองเจริญศรี ศรีเมืองทองที่จังหวัดขอนแก่น ตลาดสุรนครที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุบลราชธานี ตลาดเจริญศรี และตลาด ต. เจริญที่จังหวัดสกลนคร สิ่งเหล่านี้ได้เปึนศูนย์กลางของการ คมนาคม แล้วก็เปึนศูนย์กลางของการผลิตเพียงบางส่วน

นอกจากนี้จะเปึนตลาดกลางระดับจังหวัด คือตลาดกลางระดับจังหวัด หมายความว่าเมื่อสินค้าเกษตรออกมาจำนวนมาก ๆ ๓ ตัน ๕ ตัน ๑ คันรถพิกอัป ๔ ล้อ ถ้าขายในจังหวัดจะไม่หมด ก็จะเดินทางเข้าสู่ตลาดภูมิภาคเหล่านี้ และกระจายสินค้าออกไป ส่วนเกษตรกรที่มีสินค้าไม่มากนัก มี ๑๐๐ กิโลกรัม ๒๐๐ กิโลกรัม จะเดินทางไปตลาด ภูมิภาคก็สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายก็จะขายในจังหวัด ซึ่งแต่ละจังหวัดก็จะมีตลาดสด มีการป่ดถนน บางเส้นในช่วงเช้านะครับ นี่คือตลาดระดับจังหวัด ซึ่งแบ่งเปึน ๓ ระดับด้วยกัน สำหรับ จังหวัดนครพนมนั้น ผมเข้าไปดูในพื้นที่แล้วพบว่า จำนวนประชากรที่มีอยู่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน ติดกับประเทศ สปป. ลาว ซึ่งเปึนเมืองท่าแขก มีประชากรอยู่ประมาณเพียง ๔๐,๐๐๐ คน ฉะนั้นจำนวน Demand ของกำลังซื้อนั้นมีไม่มากนัก ๒. ไม่ใช่ศูนย์กลาง ของการคมนาคม และ ๓. ในส่วนของจังหวัดนครพนมพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกพืชไร่ ไม่ได้ปลูก พืชสวน เพราะฉะนั้นไม่ใช่แหล่งผลิต ต้องซื้อจากจังหวัดอื่นเข้ามา เพราะฉะนั้นโอกาส ที่จังหวัดนครพนมจะเปึนตลาดกลางระดับภูมิภาคนั้นเปึนไปได้ยาก จะเปึนตลาดกลางระดับ จังหวัด ส่วนตลาดกลางอีกประเภทหนึ่ง คือตลาดกลางข้าวและพืชไร่ ซึ่งในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ก็เคยส่งเสริมมาในอดีต มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๓๐ ตลาดด้วยกัน ผมเรียน อย่างนี้ว่าในส่วนของตลาดกลางสินค้าเกษตรผักและผลไม้นี้ เปึนตลาดกลางที่กระทรวง พาณิชย์ส่งเสริมนั้นประสบความสำเร็จ ส่วนตลาดกลางข้าวและพืชไร่ เราต้องยอมรับ ความจริงว่า ในขณะนี้นั้นอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ความต่างของตลาดกลางข้าว และพืชไร่กับผักและผลไม้ มันมีความต่างกันอยู่ ถ้าผักและผลไม้ เจ้าของตลาด ผู้บริหารตลาด จะต้องไม่ลงไปซื้อขาย เพราะถ้าลงไปซื้อขายสวมหมวกใบนี้อีกใบหนึ่ง ตลาดจะไม่เปึนตลาด จะกลายเปึนบริษัทของตัวเอง แล้วก็เปึนผู้ซื้อ ผู้ขายเสียเอง การเปึนตลาดกลางนั้นไม่มี แต่ถ้าเปึนตลาดกลางข้าวและพืชไร่เปึนสินค้าที่เก็บได้ เพราะฉะนั้นเจ้าของตลาดจะต้องเปึน ผู้ซื้อหลักรายหนึ่ง แล้วก็เชิญชวนรายอื่น ๆ ให้เข้ามาซื้อนะครับ นี่คือตลาดกลางข้าวและพืชไร่ แต่ในปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเกษตรกรสามารถนำไปขายในโรงสีต่าง ๆ ซึ่งมีราคาที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นตลาดกลางข้าวและพืชไร่จึงไม่ได้ดำเนินการเท่าที่ควร ทุกวันนี้นั้นไม่ค่อยจะมี ฉะนั้นกราบเรียนในเบื้องต้นว่า สำหรับจังหวัดนครพนม โอกาสที่จะเปึน ตลาดกลางผักและผลไม้นี้ในระดับภูมิภาคนั้นไม่ง่ายนัก แต่คงจะเปึนตลาดกลางในให้ระดับ จังหวัด ในขณะเดียวกันตลาดกลางข้าวและพืชไร่ มันใช้ระบบของการซื้อขายที่โรงสี ผู้รวบรวม ดึงเข้าไปซื้อในพื้นที่โดยกระทรวงพาณิชย์ก็สามารถดำเนินการได้ครับ ขอตอบ คำถามแรกในเบื้องต้นไว้เพียงเท่านี้ครับ