เชิดชัย ตันติศิรินทร์ หารือเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ โดยเรียกร้องให้ สภาผู้แทนราษฎร ยืนหยัดตามหลักการ และเจรจากับ สว. เพื่อแก้ไขปัญหา
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในกรณีที่ร่าง พ.ร.บ. ประชามตินี้ได้ส่งมาจาก สว. บอกว่าไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านประธานครับ การลงประชามติเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เราต้องรู้จริง ๆ ว่าสาเหตุที่เราจะแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติเพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ฉบับของพวกเราอะไรต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาเยอะแยะ บ้านเมืองติดกับ เดินไปข้างหน้าก็ยาก ถ้าไม่ใช่ฝ่ายตัวเองก็จะโดนสอยประมาณนั้น แล้วก็ที่ผ่านมาผมไม่แน่ใจว่า มีพรรคการเมืองไหนบ้างที่เสนอนโยบายว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่แน่นอนครับ พรรคเพื่อไทยหรือไม่ เท่าที่ผมฟังดูอาจจะมีอีกพรรคหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ ไม่อยากเอ่ยนามนะครับ ก็เห็นด้วย แล้วประชาชนก็เลือกมาตั้งเกินครึ่ง ไม่เป็นไรครับ ก็ไม่ว่ากัน แล้วท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐาก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องแก้ภายใน ๑ ปี ท่านก็ตั้งกรรมการขึ้นมาเมื่อเดือน เมษายน ปี ๒๕๖๖ ก็บอกว่า พ.ร.บ. ประชามติ เป็นเหตุที่ว่าอาจจะทำให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขทั้งหมดเป็นไปได้ยาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้บังคับเลยนะครับ บอกว่าถ้าจะแก้ทั้งฉบับกรุณาไปหาเจ้าของอำนาจ ก็คือทำประชามตินี้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นที่มาครับ ท่านประธานครับ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ สภาผู้แทนราษฎรเขียนอย่างนี้ ในวาระที่ ๑ ผ่านมติ ๔๐๙ ต่อ ๐ เอกฉันท์นะครับ ผมไม่อยากจะพูดมาก ๑ ชั้น ๒ ชั้น ผ่านไปเรียบร้อย แต่พอไปถึง สว. วาระที่ ๑ ก็รับหลักการครับ แต่พอปุ๊บปั๊บแก้ไขเรียกว่า กลับหลังหันเลยนะครับ ๑๖๗ ต่อ ๑๗ มันเป็นไปได้อย่างไร แต่ผมไม่ว่าครับ เพราะว่าเป็นเรื่อง ของแต่ละคนจะมีความเข้าใจในเรื่องประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างไร เป็นเรื่องของวุฒิภาวะ ของแต่ละท่าน ท่านประธานครับ การแก้ไขการลงประชามติ วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ เพื่อรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นครั้งแรกของประเทศไทยครับ ใช้ Simple Majority คือชั้นเดียวนี่ละครับ อีกครั้งหนึ่งก็คือ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ก็แบบเดียวกันครับ เพื่อรับรอง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่เห็นมีอะไร ท่านประธานครับ การลงประชามติเป็นการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชน อันที่ ๑ เราไปเลือกตั้ง แล้วก็ใช้เสียงข้างมาก อันที่ ๒ การลงประชามติเป็นการใช้อำนาจโดยตรง ไม่ต้องผ่าน สส. กับ สว. อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ มากเลยนะครับ ท่านประธานครับ พูดต่อนะครับ เราต้องการให้มี สสร. ใช่ไหมครับ ก็ต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในหมวดที่ ๑๕ ซึ่งถ้าอันนี้ไม่ผ่านไปก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นอีก ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้มีท่านสมาชิกได้อภิปรายว่า ถ้าเราช้าในเรื่องนี้ก็อาจจะทำให้ เราเสียเวลาไปประมาณ ๘ เดือน ทั้งตั้งกรรมการร่วม แล้วก็พูดกัน แล้วถ้าเขายับยั้งมาอีก ก็ต้องเสียเวลาไปอีก ๑๘๐ วัน แต่ผมเชื่อว่าวุฒิสภาได้ฟังเราพูดแล้ว ก็คงกลับไปคิด แล้วกรรมการร่วมก็คงจะสามารถคุยกันได้ว่าทำไมท่านถึงตีลังกากลับอย่างนี้ เหตุผล เพราะอะไร ท่านก็อ้างประชาชนต่าง ๆ เขาต้องมีข้อยุติ จริง ๆ แล้วประชาชนเขาชอบง่าย ๆ เหมือนการเลือกตั้งครับ มันต้อง Free Fair แล้วก็ Regular แล้วง่าย ๆ ถ้าไม่ง่าย ๆ แล้วประชาชนจะสับสนครับ เดี๋ยวนั่น เดี๋ยวนี่ มันก็ทำให้เมืองไทยไปไหนไม่ได้สักที เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมไม่อยากพูดวาระที่ ๑ ของการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ อีกครั้งหนึ่ง แต่ขอสนับสนุนว่าสภาแห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ควรจะต้องยืนหยัดในหลักการที่เรารับไปแล้ว ส่วนท่าน สว. ท่านจะรับหลักการเหมือนเรา หรือไม่ ก็ไปเจรจากันเอง คิดว่าน่าจะทำได้ ถ้าไม่ทำอย่างนั้นแล้ว ท่านจะเสียหายครับ ต่อให้มีใบสั่งอะไรมาก็ตาม ผมไม่เชื่อว่าจะรอดหูรอดตาของประชาชนไปได้ พรรคที่กลับไป กลับมานี่ละครับ จะได้รับความเสียหาย ขาดความศรัทธาจากประชาชน เมื่อขาดความ ศรัทธาประชาชนไปแล้ว ผลก็ออกมาในเวลาถ้าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปว่าพรรคต่าง ๆ เหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราก็มาคุยกันอีกรอบหนึ่ง ก็ยังยืนหยัดตาม สภาผู้แทนราษฎร ใช้มาตรา ๑๓๗ ตรงไปตรงมาก่อน แล้วก็เจรจากันให้รู้เรื่อง ถ้าไม่ได้ก็ใช้ ต่อไปอีก เสียเวลาอย่างไรก็ช่างมัน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับประชาชน แล้วจะทำให้เราก้าวข้ามความขัดแย้งต่าง ๆ ความชัดเจนในบ้านเมืองจะดีขึ้น บ้านเมือง ก็จะได้รับการพัฒนาเจริญรุ่งเรือง เหมือนประเทศที่เขาเจริญรุ่งเรืองนะครับ ขอบคุณครับ