จาตุรนต์ ฉายแสง อภิปรายคัดค้านการกำหนดให้มีเสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) ในการทำประชามติรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าควรใช้เสียงข้างมากเพียงชั้นเดียวเพื่อความเป็นธรรมและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ความจริงการอภิปรายในวันนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะกล่าว ได้ว่าส่วนใหญ่มากก็เห็นไปในทางเดียวกัน แต่ว่าในฐานะที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ในตอนแปรญัตติของสภาผู้แทนราษฎร และเคยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับ ประเด็นสำคัญ ก็คือประเด็นที่ที่ประชุมแห่งนี้พิจารณากันมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็คือเรื่อง Double Majority จึงจะขออภิปรายเพื่อเป็นการบันทึกไว้ ท่านประธานครับ ย้อนไป เล็กน้อยว่า ทำไมสภาผู้แทนราษฎรเราจึงได้แก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติไป อย่างที่ ได้แก้ไป ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าถ้ารัฐสภาจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ จะต้องทำประชามติเสียก่อน ขณะนี้ต้องยอมรับครับว่า พ.ร.บ. ประชามตินั้น ความจริงก็สามารถใช้กับการถามความเห็น การหาข้อยุติ ในเรื่องต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่าที่เราต้องมาแก้กัน ก็เพราะว่า จะต้องมีการไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเราพบว่า พระราชบัญญัติประชามติที่พิจารณากันมา โดยที่ประชุมร่วม ๒ สภา สมัยก่อนพิจารณากัน ใน ๒ สภา มีปัญหาที่สำคัญ คือเรื่องการกำหนดให้มีเสียงข้างมาก ๒ ชั้น คือผู้มาใช้สิทธิ ต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ และเมื่อมาลงคะแนนก็ต้องใช้เสียงข้างมากอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้ เสียงข้างมากผ่านประชามตินั้นไปได้ ท่านประธานครับ การกำหนดแบบนี้เป็นการกำหนด ที่เป็นปัญหา สภาผู้แทนราษฎรเราลงมติกันไป กล่าวได้ว่าเป็นเอกฉันท์ ท่านที่เคยมีความเห็น แตกต่างก็ถอนความเห็นออกไป ทั้งในชั้นกรรมาธิการและในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรียกได้ว่ามีความเห็นไปในทางเดียวกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า จะต้องแก้ให้เป็นเสียงข้างมาก เพียงชั้นเดียว ขณะนี้วุฒิสภาแก้กลับมา จุดสำคัญที่สุด คือแก้กลับมาเป็น Double Majority ก็คือแก้ในประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดการแก้ พ.ร.บ. ประชามติ โดยสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าต้องแก้ เนื่องจากเป็น Double Majority และแก้กลับไปเป็น เสียงข้างมากชั้นเดียว วุฒิสภาไปแก้กลับมาเป็นเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือ Double Majority ก็หมายความว่าเท่ากับยกเลิกการแก้ของสภาผู้แทนราษฎรไปเลย ถ้าหากว่าเราเห็นชอบ ไปตามร่างของวุฒิสภา ท่านประธานครับ วันนี้มีการให้เหตุผลกันไปในที่ประชุม แล้วก็ในชั้นของ สว. เราจะพบว่า ที่เขาแก้กลับไปเป็น Double Majority ในชั้นกรรมาธิการจะไม่ค่อยพบเหตุผลที่ชัดเจนอะไร เนื่องจากกรรมาธิการก็ไปทางเดียวกัน คือต้องการแก้เรื่อง Double Majority คือไปในทาง เดียวกันกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าในช่วงสุดท้าย โค้งสุดท้าย เกิดการไปเปลี่ยน จับใจความได้บ้างว่าตอนที่พลิกไปนั้นเขาก็บอกว่า เมื่อเป็นการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ได้เสียงมาก ๆ เหมือนอย่างการลงประชามติ ที่ผ่านมา มีคนมาใช้สิทธิเกินครึ่งหนึ่ง และได้เสียงเป็นจำนวนมากเป็น ๑๐ กว่าล้านเสียง ถ้าหากว่าลงประชามติกันคราวต่อไปที่จะทำนี้มีเสียงมาน้อย ๆ แล้วจะสง่างามได้อย่างไร วันนี้ในที่ประชุมนี้ ก็มีบางความเห็นที่ให้ความเห็นไปในทำนองนั้น ผมก็อยากจะเรียน เป็นการทบทวนที่เราได้เคยอภิปรายกันไป รวมทั้งที่ท่านสมาชิกส่วนใหญ่วันนี้ก็ยังได้ยืนยัน หลักเกณฑ์อย่างเดิม เหตุผลอย่างเดิมที่ไม่ควรเป็น Double Majority ท่านประธานครับ การกำหนดว่าผู้มาใช้สิทธิจะต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ เป็นการกำหนดเพื่อให้มีผล เท่ากับว่าคนไม่มาออกเสียงกับคนไม่เห็นด้วยกลายเป็นฝ่ายเดียวกัน ก็คือคนไม่มาออกมา ออกเสียง ซึ่งธรรมดาแล้วจะต้องถือว่าเขาไม่ให้ความสนใจใยดีอะไรทั้งนั้น จะบอกว่า เขาเห็นด้วยก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรนับ แต่พอเราบอกว่า ผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่ง มันก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ไม่เห็นด้วยก็ใช้วิธีนอนอยู่กับบ้าน เมื่อนอนอยู่กับบ้าน สมมุติว่าผู้ไม่มาออกเสียงมีสัก ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผู้ไม่เห็นด้วยอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก็กลายเป็น ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มาออกเสียง คนที่เป็นเสียง ข้างมากจริง ๆ กลายเป็นมาออกเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง กลายเป็นเสียงข้างน้อยไป เนื่องจาก เราไปให้ผู้ที่ไม่มาออกเสียงมาเป็นฝ่ายเดียวกันกับผู้ที่ไม่เห็นด้วย อันนี้คือหลักเหตุผลในแง่ ของการที่เขาไม่กำหนดเรื่องเสียงข้างมากชั้นแรก ไม่กำหนดว่าผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้มีสิทธิ นี่เป็นเรื่องยาก ง่าย เป็นเรื่อง เป็นเหตุผลหรือไม่ แต่ว่าท่านประธานที่เคารพ ครับ จริง ๆ แล้วที่เราพิจารณายกเลิก Double Majority บอกว่าให้ใช้เสียงข้างมากตอนมา ออกเสียงลงประชามติกันเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องยากง่าย มันเป็นเรื่องของหลักการที่สำคัญ หลักการที่สำคัญบางท่านบอกว่าทำไมไม่กำหนดเป็น ๑ ใน ๔ บางท่านบอกว่าท้องถิ่น เลือกตั้งกันยังกำหนดเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเลือกฝ่ายเดียว คือมีคนมา สมัครคนเดียว ไม่มีคู่แข่ง เขาเลยบอกว่ากำหนดเงื่อนไขไว้บ้าง แต่การทำประชามติ รัฐธรรมนูญนี้ เป็นเรื่อง ๒ ฝ่าย ฝ่ายเห็นด้วยกับฝ่ายไม่เห็นด้วย ถ้ากำหนดเป็น ๑ ใน ๔ จะเป็นอย่างไร ๑ ใน ๔ ฟังดูแล้วจะไม่มีเหตุผลอีกว่าทำไมไม่กำหนดให้มากกว่านั้น ปัญหา จึงเป็นว่าบางท่านอาจจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ๒ ใน ๓ บางท่านอาจจะบอกว่า ๓ ใน ๕ เสนอตัวเลขได้ต่าง ๆ กันทั้งนั้นละครับ แต่สำคัญคือว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ได้ทำกันมา ๒ ครั้ง นอกนั้นไม่ได้ทำประชามติกันมาก่อน การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ครั้ง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทำเหมือนกัน มีกติกากำหนด อย่างชัดเจนสำหรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือกฎหมายในปี ๒๕๕๙ กำหนดไว้ว่าให้ใช้เสียง ข้างมาก เป็นอันผ่านประชามติ เขากำหนดไว้อย่างนั้น ขณะนี้ที่เราจะทำประชามติกัน ในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าการทำประชามติจะต้องใช้เสียง ข้างมาก ข้างน้อยอย่างไร จะต้อง ๒ ชั้น หรือชั้นเดียว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะต้องไปทำ ประชามติ ถ้าร่างฉบับใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดว่าจะทำประชามติ โดยมีเสียง ข้างมากกี่ชั้น เมื่อไม่ได้กำหนดอย่างนี้ สิ่งที่ควรจะเป็นคืออะไร สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ ต้องย้อน ไปดูว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวแม่ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ตอนทำประชามติ ใช้หลักเกณฑ์อย่างไร เราก็ไม่ควรใช้หลักเกณฑ์ที่ต่างจากหลักเกณฑ์ที่ใช้กันในการทำ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับแม่ ไม่ควรจะทำให้ไม่ว่าจะง่ายขึ้น หรือยากขึ้น ไม่ควรทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ ย้อนกลับไปเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับการทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ ก็คือใช้เสียงข้างมากเพียงชั้นเดียว ไม่ต้องกำหนดว่า ผู้มาใช้ สิทธิจะต้องเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ กำหนดอย่างนี้ละครับ คนถึงจะมา ลงคะแนน ประชามติกันมาก ๆ ถ้าไปกำหนดกติกาหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีผู้มาใช้สิทธิเมื่อไร ผู้ที่ไม่เห็นด้วยจะนอนอยู่กับบ้าน เพื่อได้คะแนนร่วมกับผู้ที่ไม่ออกเสียง อันนั้นละจะเป็น ปัญหา ทำให้การทำประชามติมีคนมาออกเสียงน้อยมาก ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องยืนยัน ยืนยันมติของตนเองที่สภาผู้แทนราษฎรเคยลงมติไป อย่างเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ให้ใช้หลักการเรื่อง Double Majority แต่ใช้เสียงข้างมาก เพียงชั้นเดียว ไม่ต้องกลัวเสียเวลาครับ ถ้าหากว่าเห็นชอบตามวุฒิสภาไปอาจจะเร็ว แต่นั่นคือการปิดประตูตอกฝาโลงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ กติกาเกี่ยวกับการทำประชามติอย่างเดียวกันกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องอธิบายเป็นเหตุเป็นผลได้ดีที่สุด แล้วก็จะเป็นประโยชน์ที่สุด ให้ประชาชน มาตัดสินกันว่าจะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อร่างมาแล้ว ก็ให้ประชาชน ตัดสินด้วยการทำประชามติในหลักเกณฑ์ที่มันมีเหตุมีผลนี่ละ ตามที่เคยทำกันมา เพื่อที่จะให้ ประชาชนผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่นั้น แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น กฎหมายประชามติ ถูกแปรเปลี่ยนไปอย่างที่วุฒิสภาทำมา จะกลายเป็นว่าเราไม่อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเป็น เรื่องที่จะเป็นปัญหาใหญ่หลวงมากสำหรับประเทศไทย ขอบคุณครับ